ทัวร์อิหร่าน อิหร่าน ทัวร์อิหร่าน เที่ยวอิหร่าน

ข้อมูลท่องเที่ยว
ทัวร์เอเชีย : อิหร่าน
ทัวร์อิหร่าน,อิหร่าน,ทัวร์อิหร่าน,เที่ยวอิหร่าน

อิหร่าน
บุคคลสำคัญหมายเลข 1
ท่าอากาศยานอิหม่ามโคมัยนี สร้างเมื่อปี ค.ศ. 2004 และเปิดใช้เมื่อเดือนตุลาคม ค.ศ. 2007 เพื่อทดแทนท่าอากาศยาน “เมห์ราบัด” (Mehrabad International Airport หรือ THR) ที่ใช้งานมานานจนเก่าแก่และแออัดมาก ปัจจุบันจึงใช้เพียงรองรับเฉพาะเที่ยวบินภายในประเทศและต่างประเทศจากตะวันออกกลางบางเที่ยวบินเท่านั้น
การเดนทางระหว่างท่าอากาศยานโคมัยนีซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ของกรุงเตหะรานเข้าไปยังในตัวเมือง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงจากระยะทาง 60 กิโลเมตรเพราะการจราจรที่นี่ค่อนข้างติดขัด ประมาณครึ่งทางระหว่างสนามบินกับตัวเมืองเตหะราน จะเห็นอนุสรณ์สถานของท่านอายุตุลลอฮ์ โคมัยนีอยู่ทางขาวมือ มีหอบังสูงโดดเด่นเห็นได้ชัด แต่ลักษณะคล้ายสุเหร่าและหอบังทั่วไปไม่มีอะไรพิเศษถึงแม้ว่าอายะตุลลอฮ์ โคมัยนีจะเป็นบุคคลสำคัญหมายเลข 1 ของประเทศอิหร่าน แม้ขณะนี้ท่าจะเสียชีวิตไปถึง 20 ปีแล้วก็ตาม
ยามค่ำคืนที่ประดับตกแต่งไปด้วยดวงไฟอย่างนี้ อนุสรณ์สถานของท่านจะดูสวยงามมากกว่าตอนกลางวัน ทั้งด้านหน้าและด้านในอนุสรณ์สถานฯเต็มไปด้วยชาวเตหะรานทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสุภาพสตรีในวัยกลางคนและผู้สูงวัยที่อยู่ในชุดคลุมยาวสีดำ
การเข้าสู่ด้านในของสถานสำคัญแห่งนี้ต้องเข้าให้ถูกช่องถูกประตูอย่างไม่มีข้อยกเว้น เพราะเขาแยกทางเข้ากันเด็ดขาดระหว่างชายกับหญิง...แยกกันเข้าไปก่อนแล้วค่อยไปเจอกันด้านใน อาคารชั้นเดียว พื้นคอนกรีตปูลาดด้วยพรมสีแดงไปทั่วทั้งห้องขนาดใหญ่นี้ มีคนนั่งสวดและนอนสวด กระจัดกระจายกันไปทั่วบริเวณ โดยหลุมฝังศพของท่านอายะตุลลอฮ์ โคมัยนีซึ่งตั้งอยู่ตรงกลางห้องโถง
อนุสรณ์แห่งนี้ถึงแม้จะดูใหญ่โต แต่ก็ยังสร้างไม่เสร็จทั้งด้านในและด้านนอก แต่หลุมศพของท่าอายุตุลลอฮ์ โคมัยนีเป็นเพียงหลุมฝังศพธรรมดาๆเท่านั้น มีแท่นซีเมนต์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ล้อมรอบด้วยรั้วเหล็กดัดที่ไม่มีลวดลาย ไม่มีการตกแต่งใดๆทั้งสิ้น มีคัมภีร์อัลกุรอานวางอยู่บนแท่นนั้นพร้อมกับรูปถ่ายของท่าน
นี่คือสุสานของบุคลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีความสำคัญท่านหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาวอิหร่าน ท่านยังเป็นบุคคลสำคัญหมายเลข 1 ของประเทศอิหร่านกระทั่งปัจจุบัน
อาหารเช้าแบบชาวบ้าน
อาหารมื้อเช้าในอิหร่านจะเป็นสลัดผัก แป้งนาน และโยเกิร์ต คนอิหร่านกินน้ำชากันอย่างเอิกเกริกเช่นเดียวกับคนจีน คนอิหร่านกินน้ำชากันจนเป็นปกติในชีวิตประจำวัน แต่จะบอว่าไม่กินกาแฟเลยทีเดียวก็ไม่ถูกนัก มีคนอิหร่านที่กินกาแฟอยู่บ้างเหมือนกัน แต่เป็นกาแฟแบบอิหร่านพื้นบ้านที่รสชาติไม่เหมือนกาแฟที่เราคุ้นเคย แถมมีตะกอนกองอยู่ที่ก้นถ้วย นั่นเป้นกาแฟพื้นเมืองแบบอิหร่าน
อาหารปิ้งย่างที่เรียกว่า กะบับ ก็มีเนื้อสัตว์ให้เลือกแทบทุกชนิดยกเว้นหมู ซึ่งปกติจะมีข้าวสวยร้อนๆเสิร์ฟมาพร้อมๆกันด้วย และมีซุปให้เลือกอีกหนึ่งอย่างเพื่อนาเสิร์ฟพร้อมๆกัน
ตะลอนไปในเตหะราน
ถนนหนทางในกรุงเตหะราน (Teharan) นับว่าสะดวกสบายและกว้างขวางพอควร แต่รถราก็พลุกพล่านเกินกว่าความกว้างขวางของถนนที่จะอำนวยให้ ถนนบางช่วงยังก่อสร้างไม่เสร็จ บาทวิถีทั้งสองข้างยังปกคลุมไปด้วยฝุ่นผง กรวดทราย และเศษวัสดุก่อสร้าง มีอาคารบ้านเรือนที่ปลูกแบบเปะปะขึ้นประปราย
การจราจรบนถนนหลายสายหนาแน่นจนถึงขั้นติดขัด นั่นก็เพราะมีรถวิ่งอยู่บนท้องถนนในเมืองนี้ในแต่ละวันมากถึง 3-4 ล้านคันทีเดียว ที่นี่เขาใช้รถยนต์แบบพวงมาลัยอยู่ทางซ้ายเหมือนในอเมริกาและยุโรป
สิ่งที่มองเห็นโดดเด่นแต่ไกล ท่ามกลางปัญหารถติดในกรุงเตหะรานก็คือ หอคอยมิหลาด (Milad Tower) ที่กลายเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตาเมืองเตหะรานและประเทศอิหร่านในปัจจุบัน ไม่แพ้เมืองใหญ่ๆ ในประเทศที่ได้ชื่อว่าเจริญแล้วถึงแม้ว่าหน้าที่จริงๆของหอคอยเหล่านี้ก็คือ เป็นเสาสำหรับส่งสัญญาณทางด้านโทรคมนาคมเท่านั้น
หอคอยมิหลาดไม่เพียงแต่สร้างความภูมิใจให้กับชาวอิหร่านในเรื่องสัญลักษณ์ของความทันสมัยเท่านั้น แต่นี่คือหอคอยที่มีวคมาสูงถึง 435 เมตร สูงเป็นอันดับสี่ของโลกเลยทีเดียว เป็นรองก็เพียง CN Tower ที่กรุงโตรอนโด ของแคนาดาที่สูงสุดในโลกที่ 553.33 เมตร รองลงมาคือ Ostankino Tower ที่กรุงมอสโคว์ของรัสเซีย สูง 540 เมตร และอันดับ 3 คือ หอไข่มุกหรือ Oriental Pearl Tower ที่นครเซี่ยงไฮ้ของจีน สูง 468 เมตร
สิ่งที่หอคอยมิหลาดเหนือกว่าหอคอยอื่นๆ นั่นคือคอมเพล็กซ์ขนาดมหึมาที่อยู่ด้านล้างของหอคอยที่เรียกอย่างสุดหรูว่า Tehran International Trade and Convention Center ซึ่งมีพื้นที่รวมกันมากถึง 27,000 ตารางเมตร ประกอบไปด้วยโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ห้องประชุม ห้องจัดแสดงงานต่างๆขนาดใหญ่ ร้าค้าต่างๆหลากหลายชนิดสินค้า และศูนย์ไอทีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอิหร่าน
ความภูมิใจสูงสุดเกี่ยวกับหอคอยนี้ก็คือ ผู้ออกแบบและควบคุมการก่อสร้างเป็นสถาปนิกชาวอิหร่านเองด้วย นั่นก็คือ ดร.โมฮัมหมัด เรซา ฮาเฟซี (Dr. Mohammad Reza Hafezi) นั่นเอง
หอคอยมิหลาดกลายเป็นสัญลักษณ์ใหม่ของกรุงเตหะรานไปโดยปริยายแทนสัญเดิมคือ หอคอยอะ-ซอดิ (Azadi Tower) ที่สร้างขึ้นในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 2,500 ปีของอาณาจักรเปอร์เซียเมื่อปี ค.ศ. 1971 ด้วยสถาปัตยกรรมแบบซัสซานิดผสมอิสลาม แต่มีความสูงเพียง 50 เมตรเท่านั้น
รูปที่มีทุกบ้าน
ในย่านนี้น่าจะเรียกว่าเป็นดาวทาวน์ของเตหะรานก็คงไม่ผิด เพราเป็นศูนย์รวมของตึกสำนักงาน ธนาคาร ร้านค้า พิพิธภัณฑ์ พระราชวังเดิม และตลาดเก่าที่เรียกว่าบาซาร์
อีกอย่างหนึ่งที่มีดาษดื่น กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมถนน ก็คือสุเหร่าหรือมัสยิด เปรียบได้กับบ้านเราที่มีวัดอยู่ทุกชุมชน ที่นี่ก็เช่นเดียวกัน มีสุเหร่าเล็กบ้างใหญ่บ้างอยู่ทุกหนทุกแห่ง สุเหร่าบางแห่งประดับตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบลวดลาย สีสันสวยงาม บางแห่งใช้เพียงอิฐแดงเป็นวัสดุในการก่อสร้าง แต่ในแง่ของความศรัทธาในฐานะที่เป็นสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาแล้ว ไม่ว่าจะเล็ฌกหรือใหญ่ก็มีค่าเท่าเทียมกัน
ที่นี่ไม่กระเทย ดี้ ทอม เกย์ เพราะเนื่องจากหลักคำสอนของศาสนาอิสลาม เขาถือว่าการเบี่ยงเบนทางเพศเป็นเรื่องขัดหลักธรรมชาติ ซึ่งขัดหลักคำสอนของศาสนาอิสลามและเป็นบาป ส่วนเรื่องเหล้าและของมึนเมาทั้งหลายนั้นไม่มีแน่ๆ เพราะห้ามเด็ดขาด แต่ว่าที่นี่มีเบียร์ขายกันทุกที่ทุกเมือง หาซื้อง่าย ราคาไม่แพง กระป๋องละประมาณ 5,000 เรียลเท่านั้น (เบียร์ที่นี่ไม่มีแอลกอฮอล์)
แต่สิ่งที่เห็นในทุกที่ ทุกอาคาร ทุกหัวถนน ตั้งแต่เข้ามาในแผ่นดินอิหร่านในวันแรก นั่นก็คือภาพถ่ายของท่านอิหม่ามโคมัยนี ในฐานะที่เป็นอดีตผู้นำการปฏิวัติเมื่อปีค.ศ. 1979 อดีตผู้นำทางศาสนาและประมุขสูงสุดของประเทศในช่วงหลักการปฏิวัติจนกระทั่งท่านเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1989
อีกรูปหนึ่งที่มักจะเห็นควบคู่ไปกับรูปของท่านอายะตุลลอฮ์ โคมัยนี ด้วยก็คือท่านอายะตุลลอฮ์ เซย์ยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Sayyid Ali Khamenei) ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิหร่านในปัจจุบัน รูปของผู้นำทั้ง 2 ท่านนี้มีทุกขนาด ตั้งแต่คัตเอาต์มหึมาที่ติดอยู่ในสนามบิน หน้าสนามบิน มุมถนน มุมตึก สวนหย่อม และรูปขนาดเล็กตามโรงแรม ร้านค้า ร้านอาหาร ทุกที่มีแต่รูปของท่านโคมัยนีและท่านโคมัยนีเต็มไปหมด จนกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า “รูปที่มีทุกบ้าน”
รอยอดีตอันชอกช้ำ
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอิหร่าน เปิดให้เข้าชมได้ 09.00-16.00 น.
เดินจากประตูเข้ามายังด้านขวามือขอห้อง ซึ่งผนังห้องตรงจุดนั้นมีแผนที่ขนาดมหึมาของอาณาจักรเปอร์เซียติดอยู่ เพื่อจะได้ดูให้เข้าใจก่อนว่าเมื่อประมาณ 2,500 ปีที่แล้วนั้น อาณาจักรแห่งนี้มีพื้นที่ครอบคลุมถึงไหน และเมืองสำคัญอยู่ตรงจุดใดบ้าง
อาณาจักรเปอร์เซีย ถ้าดูตามแผนที่ฉบับปัจจุบันจะกินพื้นที่ของประเทศตุรกีส่วนที่อยู่ทั้งฝั่งยุโรปและฝั่งเอเชียทั้งหมด ไล่ลงมากินพื้นที่ของประเทศซีเรีย จอร์แดน เลบานอน อิสราเอล อียิปต์ อิรัก อิหร่าน บางส่วนของปากีสถานและอัฟกานิสถาน เรียกว่าเป็นอาณาจักรที่กินพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อ 2,000 กว่าปีที่แล้ว
ผู้ที่ทำอาณาจักรเปอร์เซียยิ่งใหญ่ได้ขนาดนั้นก็คือ พระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาทางด้านการรบและการปกครอง 3 พระองค์ ได้แก่ พระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้สถาปนาอาณาจักรเปอร์เซียพร้อมกับราชวงศ์อะคาเมนิดขึ้นปกครองและสร้างเมืองหลวงแห่งแรกขึ้นคือ เมืองพาซาร์กาด หรือปาสารกาดี (Pasargadee) พระองค์ครองราชย์ระหว่างปี 557-530 ก่อนคริสตกาล
องค์ต่อมาคือพระเจ้าแคมไบเซสที่ 2 ผู้เป็นราชโอรสของพระเจ้าไซรัสมหาราช ได้ทำความฝันของพระราชบิดาให้เป็นจริงด้วยการพิชิตอียิปต์จนสำเร็จ ทรงขึ้นครองราชย์ระหว่างปี 530-522 ก่อนคริสตกาล
อีกองค์หนึ่งที่ขยายดินแดนออกไปจนสุดแม่น้ำสินธุ (มนเขตปากีสถานปัจจุบัน) ก็คือพระเจ้าดาริอุสมหาราช (ดาริอุสที่ 1) ผู้เป็นหลานของพระเจ้าไซรัสทรงครองบัลลังก์เปอร์เซียระหว่างปี 522-486 ก่อนคริสตกาล นับเป็นยุคที่อาณาจักรเปอร์เซียมีอำนาจใหญ่ที่สุดในโลกขณะนั้น
พระเจ้าดาริอุสทรงสร้างพระราชวังใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมที่เปอร์เซโปลิส (Persepolis) และยังสร้างอีกแห่งหนึ่งที่เมืองซูซ่า (Susa) อันเป็นเมืองหลวงเดิมของอาณาจักรอีแลมของชนเผ่าอีลาไมต์ (Elamite)
เมื่อประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของพิพิธภัณฑ์เปอร์เซียจากแผนที่แล้ว ต่อไปเป็นโบราณวัตถุในยุคต่างๆของอาณาจักรเปอร์เซียที่จัดแสดงแยกกันในแต่ละยุค หลายชิ้นตั้งแสดงอยู่ในตู้กระจก แต่มีจำนวนมากที่อยู่นอกตู้โดยมีป้ายห้ามแตะต้องและห้ามใช้แฟลชในการถ่ายรูปติดไว้อย่างชัดเจนเป็นจุดๆตลอดพิพิธภัณฑ์
โบราณวัตถุที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีตั้งแต่ขนาดเล็กจิ๋วขึ้นไปจนกระทั่งขนาดใหญ่โต เช่น ซุ้มประตู หน้าบัน และเสาระเบียง แบ่งเป็นหมวดใหญ่ๆ เพียง 2 หมวดคือ
สิ่งของสมัยเริ่มแรกของเปอร์เซีย คือก่อนปี 330 ก่อนคริสตกาลอันเป็นปีที่อาณาจักรเปอร์เซียแตกสลายจากการบุกโจมตีของอเล็กซานเดอร์มหาราช อายุของโบราณวัตถุเหล่านี้จะอยู่ในช่วงประมาณปี 590-330 ก่อนคริสตกาล ซึ่งส่วนใหญ่นำมาจากเปอร์เซียโปลิสและพาซาร์กาด
หมวดที่ 2 คือสิ่งของเครื่องใช้ที่ได้มาจากเมืองต่างๆ หลังจากการยึดครองของกรีกแล้ว คือตั้งแต่ปี 330 ก่อนคริสตกาลเรื่อยมา ซึ่งแผ่นดินเปอร์เซียได้ถูกปกครองและเปลี่ยนถ่ายอำนาจไปสู่หลายราชวงศ์จากหลายเผ่าพันธุ์ทั้งกรีก อาหรับ มองโกล เติร์ก และกลับมาสู่อำนาจของชาวอารยันอีกครั้ง สมัยราชวงศ์ซาฟาวิดในศตวรรษที่ 16-17 ราชวงศ์แซนด์ในศตวรรษที่ 18-19 และราชวงศ์กอญัรในศตวรรษที่ 19-20
ส่วนราชวงศ์ปาห์เลวีซึ่งเป็นราชวงศ์สุดท้ายนี้ กลับไม่ปรากฏว่ามีสิ่งของเครื่องใช้จัดแสดงไว้ที่นี่เลย แต่สามารถแวะชมได้ที่พระราชวังชาดาบัดเพราะพระราชวังเนียวาราน ซึ่งทั้ง 2 แห่งอยู่ทางตอนเหนือของกรุงเตหะราน
เพราะฉะนั้น สิ่งในหมวดนี้จึงมีเอกลักษณ์หลากหลายแตกต่างกันไปในแต่ละยุคสมัยที่รุ่งเรืองขึ้นมา แต่ถ้าเปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเปอร์เซียในอดีตกับสิ่งของต่างๆที่หลงเหลือให้มาจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้แล้ว มันช่างน้อยนิดเหลือเกิน โดยเฉพาะพวกเครื่องใช้ไม่สอยต่างๆ ทั้งของที่ชาวบ้านใช้และของที่ใช้ในพระราชวังแต่ละแห่งนั้นมีน้อยจนประหลาดใจ แต่ก็หายข้องใจในเรื่องนี้เมื่อรู้ว่าโบราณสถานชิ้นสำคัญๆจำนวนมากได้กระจัดกระจายไปอยู่ตามพิพิธภัณฑ์ใหญ่ๆในหลายประเทศ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เป็นต้น
ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อ 330 ปีก่อนคริสตกาล อาณาจักรเปอร์เซียแตกสลายลง เป็นการเสียกรุงครั้งแรก และเป็นครั้งที่ย่อยยับที่สุดของชาวเปอร์เซีย เมืองหลวงพาซาร์กาดถูกทำลายจนกลายเป็นซากเมืองพระราชวังที่เปอร์เซโปลิสก็พินาศจนเหลือแต่เศษหิน ส่วนทรัพย์สินของมีค่าทั้งหมดถูกเก็บกวาดไปยังกรีกจนหมดเกลี้ยง นี่คืออีกคำตอบหนึ่งของคำถามที่ว่าทำไมสิ่งของในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอิหร่านจึงมีอยู่แค่หยิบมือเดียว
รากเหง้าชาวเปอร์เซีย
เชื่อว่าบรรพบุรุษของชาวอิหร่านนั้นเป็นชนเชื้อสายคอเคซอยเผ่าอารยัน ซึ่งมีถิ่นกำเนิดบริเวณตอนใต้ของประเทศรัสเซีย อันได้แก่พื้นที่ทางตอนเหนือของทะเลดำและทะเลสาบแคสเปียนในปัจจุบัน ซึ่งชนเชื้อสายนี้ได้กำเนิดขึ้นแล้วเมื่อประมาณ 3000 ปีก่อนคริสตกาลเป็นอย่างน้อย
จากนั้นได้อพยพมาทางใต้เรื่อยๆ ในแต่ละยุคแต่ละรุ่นของชนเผ่า ผ่านมาทางด้านตะวันตกของทะเลสาบแคสเปียน ลงมาถึงบริเวณทะเลสาบโอรูมิเยห์ (Orumiyeh Lake หรือ Urmia Lake) ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศอิหร่านปัจจุบัน แต่ไม่สามารถตั้งรกรากอยู่บริเวณนั้นได้ ต้องเคลื่อนย้ายลงสู่ทางใต้อีกต่อไป เนื่องจากชนเผ่ามีดีสได้ลงหลักปักฐานจนเป็นปึกแผ่นอยู่ก่อนแล้ว
จนกระทั่งเมื่อประมาณปี 1000 ก่อนคริสตกาล ชาวอารยันกลุ่มแรกก็เดินทางมาถึงที่อันเหมาะสมในการลงหลักปักฐาน อีกทั้งยังเป็นดินแดนที่ไม่มีชนกลุ่มใดครอบครองมาก่อน
พื้นที่แห่งนี้อยู่ทางตอนใต้ใกล้อ่าวเปอร์เซีย พวกเขาเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า Aryanam Khshathram ตรงกับความหมายในภาษาอังกฤษว่า Kingdom of the Aryans ซึ่งก็หมายถึง อาณาจักรขอบชาวอารยัน นั่นเอง
เมืองแอนซานคือจุดเริ่มต้นของอาณาจักรเปอร์เซีย โดยมีอาณษจักรอีแลมของพวกอีลาไมต์เป็นอาณาจักรเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชิดที่สุดทางด้านตะวันตกโดยมีเมืองศูนย์กลางอยู่ที่ เมืองซูซ่า (Susa)
ถัดจากอาณาจักรอีแลมไปทางทิศตะวันตก เป็นอาณาจักรที่รุ่งโรจน์อีกแห่งหนึ่งคือ อาณาจักรบาบิโลเนีย มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงบาบิโลน และทางใต้ของบาบิโลเนียก็คือถิ่นฐานของพวกอัสซีเรียน (อาณษจักรทั้ง 3 แห่งนั้นปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศอิรัก)
ในยุคแรกของพวกอารยัน พวกเขามีกษัตริย์ปกครองทรงพระนามว่า พระเจ้าอะคาเมนิด ขึ้นปกครองบัลลังก์แห่งอาณาจักรอารยันระหว่างปี 705-675 ก่อนคริสตกาล เพียงแต่ว่าตอนนั้นยังไม่ได้ขยายอาณาเขต การปกครองออกไปยังอาณาจักรอื่น และไม่ได้สถาปนาราชวงศ์ขึ้นปกครองอย่างเป็นทางการเท่านั้น
จนกระทั่งประมาณปี 557 ก่อนคริสตกาล ในสมัยการปกครองของ พระเจ้าไซรัสมหาราช ผู้เป็นโอรสในพระเจ้าแคมไบเซสที่ 1 แห่งเพอร์ซีสกับพระนางมันดานา (พระธาดาของพระเจ้าอัสทียาเกสแห่งอาณาจักรมีดีส) อาณาจักรอารยันจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “อาณาจักรเปอร์เซีย” และสถาปนาราชวงศ์อะคาเมนิดขึ้นปกครอง หลังจากที่ได้ขยายอำนาจครอบคลุมไปจนถึงอาณาจักรมีดีสซึ่งอยู่บริเวณทะเลสาบโอรูมิเยห์ทางตอนเหนือและอาณาจักรลิเดียซึ่งอยู่ทางตะวันตกของที่ราบสูงอนาโตเลียเป็นผลสำเร็จ
คำว่าเปอร์เซียมีรากศัพท์มาจากคำเดิมว่า Fars จากนั้นก็เปลี่ยนเสียงมาเป็น Pars และสุดท้ายก็กลายมาเป็นคำว่า Persia ขยายอำนาจการปกครองออกไปอย่างไพศาล จนสถาปนาขึ้นเป็นอาณาจักรเปอร์เซียอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรของชาวอารยัน นั่นหมายความว่าชาวอารยันที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรฟาร์สเมื่อ 3,000 กว่าปีที่แล้วก็คือบรรพบุรุษของชาวอิหร่านในปัจจุบันนั่นเอง
ส่วนคำว่าอิหร่านนั้นเป็นคำเรียกประเทศแทนคำว่าเปอร์เซียเมื่อปี ค.ศ. 1921 ในตอนต้นราชวงศ์ปาห์เลวี ซึ่งคำนี้กร่อนมาจากคำดั้งเดิมที่บรรพบุรุษของพวกเขาเรียกตัวเองว่าอารยัน อันมีความหายว่า สูงส่ง สง่างาม
ดังนั้นคนอิหร่านจึงมีความภาคภูมิใจในรากเหง้าและเผ่าพันธุ์ของตัวเองเป็นอย่างมาก พวกเขาคือผู้ดีแห่งทวีปเอเชีย ที่มีอารยธรรมสูงส่ง มีความเจริญรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่มาแล้วกว่า 3,200 ปี
โกเลสตาน
พระราชวังโกเลสตาน (Golestan Palace) เคยรุ่งเรืองเฟื่องฟูมาก่อนเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว ในฐานะพระราชวังหลวงแห่งราชวงศ์กอญัร (Ghajar หรือ Qajar Dynasty ปกครองระหว่างปี ค.ศ. 1779-1921) จนมาถึงราชวงศ์สุดท้ายที่ประทับที่นี่คือราวงศ์ปาห์เลวี (Pahlavi Dynasty – ปกครองระหว่างปี ค.ศ. 1921-1979)
การเข้าชมเพียงซื้อตั๋วในราคาคนละ 10,000 เรียล (ประมาณ 34 บาท) ก็สามารถเดินเข้าไปเที่ยวชมได้เลย ไม่มีทหารยามคอยตรวจตราอาวุธหรือเข้มงวดการแต่งกายใดๆทั้งสิ้น ไม่มีพิธีรีรองตองเหมือนการเข้าชมพระราชวังในประเทศอื่นๆ จะมีก็เจ้าหน้าที่ไม่กี่คนซึ่งเฝ้าดูแลห้องเพียงไม่กี่ห้องที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเท่านั้น
เดินผ่านประตูเข้าไปถึง 2 ชั้นจึงพบห้องโถงใหญ่ที่ท้องพระโรงของจริง ที่พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์กอญัรใช้ออกว่าราชการในสมัยก่อน ซึ่งเขาให้ชื่อท้องพระโรงแห่งนี้ว่า ตำหนักหินอ่อน (Marble Palace) โดยเรียกตามลักษณะของบัลลังก์ที่ประทับซึ่งตั้งอยู่กลางห้องโถงที่ทำมาจากหินอ่อนสีขาวขุ่น แต่ฝีมือช่างดูไม่ค่อยประณีตนัก ในสมัยก่อน ตำหนักแห่งนี้คงโอ่อ่าสวยงามพอสมควร ดูจากภาพถ่ายในอดีตหลายภาพ ซึ่งติดอยู่บนผนังห้องเล็กๆที่อยู่ถัดไปนั้น ก็พอจะเห็นบรรยากาศของความเฟื่องฟูอยู่ไม่น้อย
จากตำหนักหินอ่อน เราเดินเลียบหมูอาคารของพระราชวังที่วางแนวเป็นรู)ตัวยู โดยตรงกลางเป็นสวนซึ่งมีทั้งไม่ยืนต้น ไม้ดอกและไม้ดับขึ้นอยู่ประปราย สมกับชื่อของพระราชวังที่แปลว่าสวนดอกไม้
ส่วนกลางซึ่งเป็นฐานของตัวยู เป็นอาคารสูงถึง 5 ชั้น ซึ่งเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้วถือว่าเป็นตึกที่สูงที่สุดในอาณาจักรเปอร์เซีย ตึกสูงหลังนี้คือตำหนักในของเหล่าสนมกำนัลและบริวารนับร้อยที่เคยพำนักอยู่ที่นี่อย่างหรูหราสง่างาม เต็มไปด้วยบรรยากาศที่ครื้นเครงเสมอมา ทั้งในยุคราชวงศ์กอญัรและราชวงศ์ปาห์เลวี บางคนเรียกตึกหลังนี้ว่าฮาเร็ม
รัฐบาลหลังการปฏิวัติของท่านอายะตุลลอฮ์ โคมัยนีได้ลดฐานะของพระราชวังทุกแห่งในประเทศอิหร่านลง ให้เป็นเพียงพิพิธภัณฑ์ธรรมดาๆแห่งหนึ่งเท่านั้น พร้อมๆกับการล่มสลายตลอดการของระบอบกษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรแห่งนี้ยาวนานถึง 2,000 กว่าปี นั่นก็เพียงเหตุผลง่ายๆ แค่ว่าระบอบกษัตริย์และราชวงศ์ต่างเป็นสัญลักษณ์ของความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย เสาสูงมีจั่วแหลมที่เสียดยอดขึ้นเหนือหลังคาของอาคารหลังถัดไปจากตำหนักในคือ หอดักลม หรือ Wind Tower นั่นเอง เป็นแอร์ธรรมชาติจากความเฉลียวฉลาดของชาวเปอร์เซียโบราณที่คิดหาทางดักเอาลมที่พัดผ่านตามธรรมชาติ ให้หมุนเวียนเปลี่ยนวิถีลงสู่ห้องต่างๆในตัวพระราชวัง ทำให้เกิดความเย็นสบายจากสายลมอ่อนๆโดยไม่ต้องสิ้นเปลืองกระแสไฟฟ้าอย่างปัจจุบัน เป็นประดิษฐกรรมล้ำค่าที่น่าเอาอย่างแม้ในวิถีคนเมืองยุคศิวิไลซ์
อีกห้องหนึ่งที่เปิดให้เข้าชม อยู่ถัดจากหอดักลมไปเพียงไม่กี่ก้าว อยู่บนชั้น 2 ของตึกด้านหัวตัวยู ห้องโถงขนาดกะทัดรัดสัก 60 ตารางเมตร แต่ตกแต่งได้สวยงามด้วยไม้ซีดาร์ทั้งพื้นและผนัง มีโคมไฟแชนเดอร์เลียร์แขวนจากเพดานลงมาตรงกึ่งกลางห้อง ดูโดดเด่นกว่าสิ่งอื่น
นี่คือห้องที่สวยที่สุด มีสภาพดีที่สุดในพระราชวังแห่งนี้ เป็นห้องรับรองและห้องเสวยส่วนพระองค์สำหรับแขกผู้ใกล้ชิดของพระมหากษัตริย์ ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่าสุลต่าน
ความอลังการของห้องนี้เมื่อครั้งอดีต สังเกตได้จากการตกแต่งของผนังห้องด้วยไม้แกะลายฉลุอย่างประณีต และเพดานห้องที่ประดับด้วยกระจกเงาตัดเหลี่ยมอย่างเพชรก็พร่างพราวกับเพชรจริงด้วยฝีมือช่างชั้นครู
ชั้นล่างของห้องเสวยส่วนพระองค์ เป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กที่รวบรวมภาพถ่ายในอดีตตั้งแต่ตอนสร้างพระราชวังโกเลสตาน ภาพสุลต่านหลายพระองค์ที่เคยประทับที่พระราชวังแห่งนี้ รวมถึงแขกคนสำคัญที่เคยมาเยี่ยมเยือนและพำนักที่นี่ ในฐานะพระราชอาคันตุกะขององค์สุลต่าน ภาพถ่ายขาวดำทั้งหมดถูกจัดแขวนเรียงรายบนผนังห้องอย่างเรียบง่าย ดูขรึมขลัง มีเสน่ห์ รอให้คนรุ่นหลังได้เข้าชมและย้อนรอยกลับสุ่ห้วงเวลาในอดีตเมื่อ 200 กว่าปีที่แล้ว
กรุงอภิมหาสมบัติ
Treasury of the National Jewels
จากพระราชวังแห่งสวนดอกไม้ เพียง 15 นาที ก็มาถึงหน้าประตูทางเข้าของธนาคารกลางแห่งประเทศอิหร่าน ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรวบรวมอัญมณีชนิดต่างๆ ของอาณาจักรเปอร์เซีย ทุกยุคทุกสมัยและทุกราชวงศ์ ซึ่งความจริงที่นี่ไม่ใช้พิพิธภัณฑ์ แต่เป็นห้องนิรภัยของธนาคารกลางแห่งชาติอิหร่านเท่านั้น
การเข้าชมจึงต้องมีพิธีรีตองเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยนักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องฝากสิ่งของสัมภาระทุกอย่างไว้ที่เคาน์เตอร์ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งอยู่ด้านนอกตัวอาคาร ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย กล้องถ่ายรูป โทรศัพท์มือถือ แม้กระทั่งน้ำดื่ม ยกเว้นให้เฉพาะกระเป๋าสตางค์และพาสปอร์ตเท่านั้นที่นำติดตัวเข้าไปได้
การเข้าชมกรุมหาสมบัติแห่งนี้ยังมีกติกาอีกหลายอย่างที่เข้มงวดพอดูหลังจากฝากของฝากกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องมายืนต่อคิวแบบแถวเรียงเดี่ยวที่หน้าประตูทางเข้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่เรียกเข้าไปเป็นชุดๆครั้งละประมาณ 20 คน เมื่อผ่านการตรวจของเจ้าหน้าที่แล้วจึงเดินไปซื้อตั๋วด้านใน แล้วต้องเดินเครื่องเอกซเรย์อีกด่านจึงจะเข้าไปยังห้องเก็บมหาสมบัติได้ โดยมีเจ้าหน้าที่ชุดใหญ่อีกเกือบ  10 คน คอยสอดส่องสังเกตการณ์อีกชั้นที่หน้าห้องนิรภัย
ข้อควรระวังสุดท้ายระหว่างเดินชมความอลังการของสมบัติแต่ละชิ้นก็คือ อย่าเผลอไปแตะต้องตู้กระจก ชั้นวางสมบัติ และผนังห้องโดยเด็ดขาด เพราะทุกตารางนิ้วของตู้และผนังถูกติดตั้งระบบเซนเซอร์ที่ต่อเชื่อมกับสัญญาณกันขโมยไว้ถี่ยิบ แต่ไม่ต้องเครียดกับระบบดังกล่าวให้มากนัก เพราะแค่ระมัดระวังเท่านั้นก็พอ แล้วใช้เวลาชื่นชมอัญมณีแต่ละชิ้นให้คุ้มค่าคุ้มเวลาที่สุด
สมบัติชิ้นแรกที่ทุกคนจะต้องเห็นเพราะความโดดเด่น เป็นที่ระทึกใจก่อนจะเข้าไปยังห้องนิรภัยเสียด้วยซ้ำ นั่นคือ บัลลังก์นกยูง (Peacock Throne หรือ Sun Throne)
บัลลังก์องค์นี้มีขนาดใหญ่จนดูก้ำกึ่งว่าจะเป็นเตียงนอนเสียมากกว่า แต่ก็มีความสูงเกินกว่าเตียงนอนทั่วๆไปจนต้องมีบันไดสำหรับขึ้นลง 2 ชั้น บัลลังก์ทั้งองค์ตกแต่งด้วยทองคำแท้สลับกับอัญมณีหลากสีหลายชนิด ลวดลายวิจิตรสมคำร่ำลือ
ประวัติโดยย่อของบัลลังก์นกยูงเขียนว่า พระเจ้าฟาต์ อาลี ชาห์ (Fat’h Ali Shah) แห่งราชวงศ์กอญัร ทรงมีบัญชาให้สร้างบัลลังก์ประจำรัชสมัยของพระองค์ขึ้นเมื่อตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยผู้รับสนองพระราชโองการก็คือ ท่านโมฮัมหมัด โฮเซน ข่าน เอสฟาฮานี ซึ่งเป็นเจ้าเมืองอิศฟาฮานสมัยนั้น
ความจริงบัลลังก์องค์นี้ตอนสร้างเสร็จใหม่ๆได้ชื่อว่า บัลลังก์สุริยา หรือ Sun Throne แต่เมื่อพระเจ้าฟาต์ อาลี ชาห์ทรงอภิเษกสมรสกับเจ้าหญิงทาวูส ทาโจโดเลห์ หรือ ทาวูส คานูม ซึ่งชื่อนี้มีความหมายตรงกับคำว่า Lady Peacock พระองค์จึงทรงให้เรียกบัลลังก์องค์นี้ว่าบัลลังก์นกยูงตามชื่อของพระมเหสีตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
เมื่อคราวย้ายเมืองหลวงจากอิศฟาฮานมายังเจหะรานนั้น บัลลังก์นกยูงก็ถูกย้ายมาประจำที่จำหนักใหญ่ในพระราชวังโกเลสตาน จนกระทั่งเดือนกันยายน ค.ศ. 1981 และสุดท้ายก็ถูกย้ายมาเก็บรักษาไว้ในห้องนิรภัยแห่งนี้จนกระทั่งปัจจุบัน ถัดจากบัลลังก์นกยูงคือตู้กระจกนิรภัยที่เรียงรายโดยรอบห้อง และยังมีตู้บริเวณกลางห้องอีกนับไม่ถ้วนที่เต็มไปด้วยสมบัติมูลค่ามหาศาล
อย่างที่ทราบกันแล้วว่ากรุสมบัติแห่งนี้มีเพชรนิลจินดา ของมีค่ามากมายมหาศาล จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพูดถึงทุกชิ้น จึงขอขำแต่ชิ้นเด็ดๆมาเล่าสู่กันฟังก่อน
สมบัติชิ้นแรก (case no.2) เป็นคนโทสำหรับใส่น้ำหรือเครื่องดื่มประเภทไวน์ ศิลปะอิหร่านแท้สนมัยกอญัรตอนปลายศตวรรษที่ 18 ใช้วิธีเคลือบแบบที่บ้านเราเรียกว่า “ลงยา” เป็นภาพดอกไม้ นก และหญิงสาว โดยใช้สีสันสดใส บ่งบอกถึงช่วงเวลาที่บ้านเมืองสงบสุข ส่งผลให้งานทางด้านศิลปะได้รับการสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ หลายคนบอกว่างานชิ้นนี้ถือเป็นงานลงยาที่สวยงามที่สุดในอิหร่าน
สมบัติชิ้นที่ 2 (case.3) เป็นเชิงเทียนที่ใช้ในราชสำนัก ผลงานสร้างสรรค์ในยุคปลายสมัยราชวงศ์กอญัรเช่นเดียวกัน ลวดลายการตกแต่งวิจิตรด้วยอัญมณีหลายชนิด ทั้งเพชร มรกต ทับทิม และไข่มุกที่เรียงร้อยห้อยระย้าโดยรอบ รับกันกับส่วนของฐานที่บานออกเป็นทรงกลม ฉลุลายสลับสีด้วยอัญมณีชนิดเดียวกัน
สมบัติชิ้นที่ 3 (case. 4) เป็นภาชนะใส่น้ำชาสำหรับตำหนักใน ใช้เปลือกไข่ของนกกระจอกเทศจากแอฟริกามาแกะสลักเป็นรูปนกที่เกาะเกี่ยวอยู่บนกิ่งของไม้ดอก ที่ทอดเลื้อยอย่างอ่อนช้อยสละสลวย ครอบทับด้วยทองเหลืองลงยา ลวดลายประรีตไม่แพ้ชิ้นแรก แต่ไม่ปรากฏข้อความบ่งชี้ว่าสร้างในสมัยใด
สมบัติชิ้นที่ 4 (case. 5) เป็นภาชนะสำหรับใส่น้ำชาเช่นเดียวกับชิ้นที่ 3 ต่างกันตรงที่ใช้อัญมณีในการตกแต่ง ชิ้นนี้เน้นการใช้หินเทอร์คอยซ์จากอิหร่าน ประดับเป็นลายเส้นเวียนรอบตามแนวเฉียง สลับกับทับทิมสีแดงที่เรียงขนานจามแนวเดียวกัน สร้างในสมัยราชวงศ์กอญัร ประมาณครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19
สมบัติชิ้นที่ 5 (case. 7) เป็นเครื่องเพชรประดับด้วยมรกตและทับทิมเป็นหนึ่งในอัญมณีจำนวนหลายชิ้นที่ใช้ประดับบนมงกุฎของกษัตริย์ฟาต์ อาลี ชาห์ สร้างตอนต้นของศตวรรษที่ 19 แต่มีเพชรหลายเม็ดในชุดนี้ ที่เป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซาฟาวิด
ถัดเข้าไปด้านในเกือบจะสุดของห้องเก็บสมบัติจะเห็นบัลลังก์อีกองค์ ถึงแม้ขนาดจะเล็กกว่าบัลลังก์นกยูงอย่างเห็นได้ชัด แต่ความวิจิตรงดงามก็ไม่ได้เป็นรองบัลลังก์องค์แรก ลวดลายการประดับอัญมณีละเอียดยิบทั่วทุกตารางนิ้ว นี่คือ “บัลลังก์นาดีร์” (Nadir Throne, case no. 17) ซึ่งตั้งตามชื่อของกษัตริย์นาดีร์ ชาห์แห่งราชวงศ์อัฟชาริยะห์ ครองราชย์ระหว่างปี ค.ศ. 1736-1747 และสุดท้ายถูกลอบปลงพระชนม์โดยทหารคู่พระทัยของพระองค์เอง
นาดีร์ ชาร์พระองค์นี้แหละที่ยกทัพไปพิชิตอินเดียได้และกวาดสมบัติทรัพย์สมบัติมากมายมายังเปอร์เซีย สมบัติชิ้นสำคัญที่มีชื่อเสียงก็คือ บัลลังก์นกยูง ซึ่งองค์นี้เป็นคนละองค์กับที่ว่าไปแล้วตั้งแต่ตอนต้นเพียงแต่ชื่อซ้ำกันเท่านั้น
วกกลับมาถึงเรื่อง “บัลลังก์นาดีร์” อีกครั้งหนึ่งซึ่งเรื่องราวค่อนข้างจะสับสน จนทำให้หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าเป็นบัลลังก์ทีสร้างในสมัยของกษัตริย์ ชาห์ แต่ความจริงกลายเป็นว่าบัลลังก์นาดีร์องค์นี้สร้างในสมัยกษัตริย์ฟาต์ อาลี ชาห์แห่งราชวงศ์กอญัรต่างหาก ก็องค์เดียวกันกับที่ให้สร้างบัลลังก์ชื่อ Sun Throne แล้วเปลี่ยนชื่อมาเป็น Peacock Throne ตามชื่อของพระมเหสีนั่นแหละ (กษัตริย์นาดีร์ ชาห์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับบัลลังก์ที่มีชื่อเดียวกับท่านเลย คนที่ต้องรับผิดชอบในข้อหาทำให้เกิดความสับสนก็คือกษัตริย์ฟาต์ อาลี ชาห์แต่เพียงผู้เดียว)
สมบัติชิ้นที่ 7 (case no.19) ชิ้นนี้เป็นพระมาลา (หมวก) ของกษัตริย์อับบาสิ เมียร์ซ่า ในสมัยที่ยังทรงเป็นมกุฎราชกุมารในกษัตริย์ฟาต์ อาลี ชาห์เมื่อตอนต้นของศตวรรษที่ 19 ตัวพระมาลามีรูปทรงคล้ายมงกุฎ ด้านในส่วนบนทำด้วยผ้าซาตินสีแดงส่วนล่างหุ้มด้วยกำมะหยี่ ประดับเป็นลวดวายด้วยดิ้นทองและไข่มุกบนยอดสุดประดับด้วยหยกสีเขียวเม็ดใหญ่ รายล้มด้วยเพชรเม็ดเล็กๆโดยรอบนับเป็นสมบัติล้ำค่าอีกชิ้นของรางวงศ์กอญัร
สมบัติชิ้นที่ 8 (case no. 26) ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากราชวงศ์ปาห์เลวีบ้าง เป็นเครื่องประดับทรงคล้ายมงกุฎที่สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1958 ในโอกาสการขึ้นครองราชย์ของกษัตริย์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (พระเจ้าชาห์ องค์ที่ 2) ด้วยเพชรที่ชื่อว่า Platinum Tiara จำนวนถึง 324 เม็ดตรงจุดกึ่งกลางของมงกุฎ ประดับด้วยเพชรสีชมพูอ่อน น้ำหนัก 60 กระรัต ที่มีชื่อเรียกว่า Nor-ol-Ayn ส่วนบนที่เป็นรัศมีแต่ละแฉกของมงกุฎ ใช้มรกตสีเขียวเข้มประดับแล้วรายล้อมด้วยเพชรเม็ดเล็กๆ อีกหลายสิบเม็ด ถือเป็นดาวเด่นประจำพิพิธภัณฑ์แห่งนี้อีกดวงหนึ่งที่หลายคนต่างหลงใหล
สุดท้ายก็ต้องเป็นชิ้นนี้ “เพชรสีชมพู” (Darya-i-Nur) หรืออีกชื่อหนึ่งเรียกว่า “Sea of Light” (case no. 34) นี่คือเพชรสีชมพูที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยน้ำหนักเฉพาะเม็ดนี้เม็ดเดียวถึง 182 กะรัตไม่เกี่ยวกับเพชรเม็ดอื่นๆที่ถูกประดับอย่างประดิดประดอยรายรอบอีกถึง 457 เม็ดและยังมีแทรกแซมด้วยทับทิมอีก 4 เม็ด
เชื่อกันว่าเป็นเพชรที่เคยประดับอยู่บนมงกุฎของกษัตริย์ไซรัสมหาราชผู้เป็นต้นราชวงศ์อะคาเมนิดและเป็นปฐมกษัตริย์ของอาณาจักรเปอร์เซีย จากนั้นก็สืบสานเป็นมรดกตกทอดกันมาแต่ละยุคแต่ละราชวงศ์ จนกระทั่งปัจจุบัน
แต่หนังสือบางเล่มได้บันทึกเรื่องเพชรสีชมพูขนาด 182 กะรัตเม็ดนี้ว่าได้มาจากอินเดีย สมัยกษัตริย์นาดีร์ ชาห์แห่งราชวงศ์อัฟชาริยะห์ยกทัพไปตีอินเดียเมื่อปี ค.ศ.1739 จึงกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สมบัติต่างๆมากมายกลับมายังเปอร์เซีย เพชรเม็ดนี้ก็ยังรวมอยู่ในสมบัติที่พระเจ้านาดีร์ ชาห์เก็บกวาดมาได้ในคราวนั้น
นอกจากนั้นยังเชื่ออีกว่าเพชร Sea of Light เม็ดนี้กับเพชร Nor-ol-Ayn ของราชวงศ์ปาห์เลวี เป็นเพชรเม็ดเดียวกันมาก่อน แต่มาถูกแยกออกเป็น 2 เม็ดในตอนหลัง เพราะตามบันทึกของ มร.ทาเวอร์เนียซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องเพชรชาวฝรั่งเศส เคยบันทึกไว้ว่าในปีค.ศ. 1642 มีการพบเพชรสีชมพูขนาดมหึมา มีน้ำหนักถึง 242 กะนัตอยู่ในแถบตะวันออกกลางซึ่งก็น่าจะหมายถึงอาณาจักรเปอร์เซีย แต่ภายหลังเพชรเม็ดนั้นได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ลองเอาน้ำหนัก 182 กะรัตของเพชร Sea of Light กับน้ำหนัก 60 กะรัตของเพชร Nor-ol-Ayn รวมกันออกมาได้ 242 กะรัตพอดิบพอดี ส่วยจะเชื่อหรือไม่ โปรดใช้วิจารณญาณของท่านเอง
บาซาร์
ตลาดบาซาร์ของกรุงเตหะราน สินค้าในตลาดแห่งนี้มีหลากหลายแทบจะทุกชนิด ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า ของแต่งบ้าน เครื่องใช้สำนักงาน เครื่องประดับ เครื่องทองเหลือง เครื่องแก้ว กางเกงยีนส์ พรมขนาดต่างๆตลอดไปจนถึงใบชา เครื่องเทศ และถั่วหลากหลายชนิด
ที่น่าแปลกใจก็คือ คนขายของทุกคนในตลาดล้วนเป็นผู้ชาย ไม่เห็นคนขายเป็นผู้หญิงเลยแม้แต่คนเดียว
ตำหนักขาว ตำหนักเขียว
ที่นี่คือพระราชวังซาดาบัด (Sa’dabad Palace) ที่มีบริเวณกว้างขวางที่สุดในบรรดาพระราชวังทั้งหลายในกรุงเตหะราน แม้ว่าตำหนักแต่ละหลังจะไม่ใหญ่โตโออ่า แต่ว่าอุทยานมีบริเวณกว้างขวางใหญ่ไพศาลมากถึง 275 เอเคอร์ หรือประมาณ 687 ไร่
พระราชวังแห่งนี้เดิมทีเคยเป็นที่ประทับฤดูร้อนของกษัตริย์ในราชวงศ์กอญัร แต่เมื่อกษัตริย์อาหมัด ชาห์ถูกยึดอำนาจโดยแม่ทัพเรซา ข่าน เมื่อปีค.ศ. 1921 และสถาปนาราชวงศ์ปาห์เลวีขึ้นปกครองประเทศแทนราชวงศ์กอญัรในปี ค.ศ. 1975
เรซา ข่านได้ขึ้นครองบัลลังก์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่พระนามว่า โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี และพระราชวังแห่งนี้จึงต้องเปลี่ยนมือมายังราชวงศ์ปาห์เลวีด้วย
ตำหนักที่ประทับและอาคารที่ทำการต่างๆในพระราชวังซาดาบัดมีมากถึง 18 หลัง ซึ่งส่วนมากสร้างในสมัยกษัตริย์โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี (ชาห์องค์ที่ 2) แต่สำคัญมากที่สุดคือ ตำหนักขาวและตำหนักเขียว ซึ่งเป็นทั้งที่ประทับและที่ทรงงานของพระเจ้าชาห์ทั้ง 2 พระองค์จนกระทั่งถูกปฏิวัติยึดอำนาจโดยอายะตุลลอฮ์ โคมัยนีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ส่วนที่ประทับซึ่งถือว่าเป็นรโหฐานจริงๆนั้นอยู่ที่ พระราชวังเนียวาราน (Niavaran Palace) ซึ่งอยู่ห่างจากพระราชวังซาดาบัดไปเพียงประมาณ 20 นาทีโดยทางรถยนต์เท่านั้น
ตำหนักขาว ตั้งอยู่ถัดจากประตูทางเข้าใหญ่ของพระราชวังไปประมาณ 200 เมตร เป็นตึกทรงยุโรป 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน ทาสีขาวดูเรียบง่าย สะอาดตา เมื่อเดินเข้าไปใกล้ตึก ก่อนที่จะก้าวเท้าขึ้นบันไดขั้นแรก จะต้องสะดุดตากับรองเท้าบูตคู่หนึ่ง ทำด้วยโลหะสำริดขนาดใหญ่สูงท่วมหัวหันปลายรองเท้าออกมาด้านนอกตึก ส่วนบนของรองเท้ามีร่องรอยขรุขระเหมือนถูกตัดออก
นี่คือรองเท้าบูตของกษัตริย์ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ที่ถูกตัดส่วนที่เป็นลำตัวของพระองค์ออกไปหลังจากถูกปฏิวัติ เหลือไว้ให้เห็นเพียงรองเท้าบูตประจำพระองค์เท่านั้น
ชั้นล่างของตำหนักขาวจะเป็นห้องโถงใหญ่ตรงกลาง เพดานสูงทำให้รู้สึกโปร่งสบาย รอบๆห้องโถงมีห้องรับรองอยู่หลายห้อง และห้องรับประทานอาหารอย่างเป็นทางการสำหรับแขกระดับสูง พื้นห้องปูด้วยพรมเปอร์เซียขนาดมหึมาจนเต็มพื้นห้อง มีโต๊ะอาหารขนาดใหญ่ที่จัดวางเครื่องใช้บนโต๊ะตามแบบตะวันตกไว้อย่างครบถ้วน มีป้ายติดไว้ตรงหน้าห้องว่า “Dining Room”
เมื่อบันไดไปชั้น 2 ก็ยังคงรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายเช่นเดียวกับชั้นล่าง มีพรมขนาดใหญ่มากอีกผืนหนึ่งปูไว้บริเวณโถงกลาง รับกับภาพเขียนสมัยใหม่บนเพดานใหญ่ไม่แพ้กัน
มีห้องนั่งเล่น 2 ห้อง จัดวางเก้าอี้ โซฟา และเครื่องเรือนแบบตะวันตก ตกแต่งแต่พองาม มากมายจนดูรกรุงรัง ด้านหน้าของโถงกลางเป็นห้องทำงานขนาดใหญ่คล้ายห้องประชุม และสุดท้ายก็คือห้องบรรทมที่มีเตียงหรูหรารูปแบบคล้ายหลุยส์ของฝรั่งเศส แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นห้องบรรทมของใคร
แต่มีเอกสารบางชิ้นระบุว่าที่นี่เป็นที่ประทับของเจ้าหญิงอาชห์ราฟ (Princess Ashraf) ซึ่งเป็นพระขนิษฐาฝาแฝด (น้องสาวฝาแฝด) ของกษัตริย์โมฮัมหมัด เรซา ตลอดช่วงเวลาก่อนการปฏิวัติ
เมื่อเดินจากตำหนักขาวลงมาทางบันไดด้านหน้า ก็จะสะดุดตากับรูปปั้นสำริดอีกชิ้นหนึ่งอยู่ตรงหน้าบันได เป็นรูปคนกำลังน้าวคันธนูอย่างสุดเหยียด ก่อนที่จะปล่อยลูกธนูไปสู่เป้าหมาย นี่คือวีรบุรุษคนหนึ่งในตำนานของชาวเปอร์เซียที่พวกเขาบอกเล่าสุ่ลูหลานฟังต่อๆมากันแบบปากต่อปาก ท่านผู้นี้มีนามว่า อะราช (Arash) ซึ่งหลายคนบอกว่ามีตัวตนอยู่จริง เชื่อกันว่าอะราชเป็นวีรบุรุษในคราวสงครามใหญ่ระหว่างเปอร์เซียกับชนชาติอื่นที่อยู่รายรอบอาณาจักรเปอร์เซียตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซัสซาเนียน ซึ่งปกครองเปอร์เซียระหว่างปี ค.ศ. 226-651
จากตำหนักขาวก็ไปยังตำหนักเขียวซึ่งอยู่ด้านในสุดของอุทยานห่างจากตำหนักขาวสัก 1 กิโลเมตรเศษ มีรถมินิบัสรับส่งตรงด้านหน้าตำหนักขาว ในช่วงปลายเดือนตุลาคมตอนใบไม้เปลี่ยนสีจะสวยงามมาก แต่ถ้าเป็นหน้าหนาวในเดือนธันวาคม-มกราคม ก็จะมีปุยขาวๆของหิมะ
ตำหนักเขียว เป็นชื่อที่เรียกตามสีเขียวของหินอ่อนที่ให้ก่อสร้างตำหนักแห่งนี้ทั้งหลัง แต่ขนาดของตัวตึกเล็กกว่าตำหนักขาวพอสมควรห้องต่างๆก็เล็กกว่า ใช้เป็นที่ประทับของกษัตริย์ชาห์และพระมเหสีทั้ง 2 รัชกาล ค่อนข้างจะเป็นที่รโหฐานมากกว่าตำหนักขาว
พระนางฟาราห์ ดิบา พระมเหสีในกษัตริย์มูฮัมหมัด ชาห์ (ชาห์องค์ที่ 2) ทรงโปรดที่จะพำนักที่ตำหนักหลังนี้มาก เพราะนอกจากตัวพระตำหนักจะสวยงามน่าอยู่แล้ว บรรยากาศโดยรอบยังแวดล้อมไปด้วยขุนเขาและร่มรื่นไปด้วยไม้นานาพันธุ์ มองจากระเบียงด้านหลังจองตำหนักจะเห็นทิวทัศน์อันสวยงามของกรุงเตหะรานซึ่งอยู่เบื้องล่างอย่างชัดเจน
การเข้าชมด้านในของตำหนักเขียวนั้นไม่ต้องถอดรองเท้า แต่ต้องเอาถึงพลาสติกที่เจาหน้าที่เขาเตรียมไว้ในตะกร้าตรงประตูทางเข้าสวมทับเข้าไปที่รองเท้าทั้งสองข้างเลย จากนั้นก็เดินชมได้ตามอัธยาศัย
เครื่องใช้สอยต่างๆในห้องทรงงาน ห้องพักผ่อน ห้องบรรทม และห้องรับประทานอาหาร ยังจัดแต่งไว้ครบถ้วนเช่นที่เคยมีมาในอดีต รวมถึงเครื่องทรงของพระเจ้าชาห์อีกหลายชุดที่อยู่ในตู้กระจกของห้องติดบันไดชั้นล่างด้วย เพียงแต่การบำรุงรักษาค่อนข้างจะหย่อนไปหน่อย จนเห็นได้ชัดว่าสิ่งของทุกชิ้นนั้นดูหมองหม่นไปด้วยฝุ่นผง
นี่คือผลจากการล้มล้างระบอบกษัตริย์อย่างถอนรากถอนโคนจนพระราชวังต่างๆในประเทศนี้ถูกลดฐานะเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งเท่านั้น ห้องต่างๆรวมทั้งสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆในพระราชวังแต่ละแห่งจึงไม่ได้รับการดูแลให้ดีอย่างที่ควร

 

ครึ่งโลกที่อิศฟาฮาน
อิศฟาฮาน เป็นเมืองที่มีระเบียบสวยงาม ตามถนนหนทางปลูกต้นไม้ร่มรื่นเขียวขจีเต็มไปหมด แม้แต่สองฝั่ง “แม่น้ำสายันเดห์” (Zayandeh River หรือ Zayanderud River) เองก็จักตกแต่งพื้นที่เป็นสวนสาธารณะอย่างสวยงาม ให้ชาวบ้านออกมาพักผ่อนและออกกำลังกาย ไม่มีรั้วล้อมเพื่อจำกัดขอบเขตและกำหนดเวลาเปิดปิด และไม่ต้องคอยกังวลในเรื่องของความปลอดภัย
สิ่งที่แตกต่างจากกรุงเตหะรานอย่างเห็นได้ชัดอีก 2 อย่างคือ ที่นี่ไม่ค่อยมีอาคารสูงๆขึ้นบดบังทัศนียภาพของเมือง อีกทั้งปัญหารถติดก็เบาบางกว่าที่เตหะรานมาก มีบ้างถนนบางสายที่เขาจำเป็นต้องกั้นถนนบางช่องการจราจรเพื่อการก่อสร้างระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่รถก็ยังเคลื่อนตัวได้ไม่ติดขัด
อิศฟาฮานเป็นทั้งชื่อเมืองและชื่อของจังหวัดด้วย จังหวัดอิศฟาฮานประกอบไปด้วยเมืองต่างๆในพื้นที่รวมประมาณ 107,000 ตารางกิโลเมตร อยู่ตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกของประเทศ มีประชากรรวมทั้งจังหวัดเกือบ 5 ล้านคน เมืองหลวงของจังหวัดอิศฟาฮานก็คืออิศฟาฮาน โดยอยู่ห่างกรุงเตหะรานลงไปทางใต้ 340 กิโลเมตร ประชากรในเมืองอิศฟาฮานและและปริมณฑลประมาณ 4 ล้านคน
ประวัติศาสตร์ของเมืองอิศฟาฮานย้อนกลับไปถึงสมัยอาณาจักรมีดีสซึ่งก็อยู่ในยุคใกล้เคียงกันกับยุคอาณาจักรอีแลมหรืออีลาไมต์และอาณาจักรบาบิโลเนีย คือประมาณ 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช ซึ่งสมัยนั้นคือเมืองอิศฟาฮานมีชื่อเรียกว่า แอสพันดานา (Aspandana) อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรมีดีส
ต่อมาอาณาจักรมีดีสถูกพระเจ้าไซรัสมหาราชแห่งอาณาจักรเปอร์เซียตีได้เมื่อประมาณ 557 ปีก่อนคริสตกาล อาณาจักรมีดีสและเมืองแอสพันดานาจึงตกอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเปอร์เซียตั้งแต่บัดนั้น (อาณาจักรอื่นๆในแถบนั้นก็ถูกรวบรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซียด้วย เช่น บาบิโลเนีย สุเมเรีย อัสซีเรีย อีแลม และลิเดีย)
เมื่อเป็นดังนี้ก็เท่ากับว่าเมืองอิศฟาฮาน ซึ่งเรารับรู้กันว่าเป็นเมืองหนึ่งที่รุ่งเรืองเฟื่องฟูมากในช่วงการปกครองของอาณาจักรเปอร์เซีย มีอายุเก่าแก่กว่า เมืองพาซาร์กาด ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอาณาจักรเปอร์เซียเสียอีกอิศฟาฮานถูกเรียกขานเป็นชื่อใหม่แทนชื่อแอสพันดานาก็ตอนที่อยู่ใต้การปกครองของเปอร์เซียนั่นแหละ
คำว่า Esfahan เพี้ยนมาจากคำเดิมว่า Hispahan อันมีความหายว่าเปอร์เซียเก่า หรือ Old Persia นั่นเอง
ต่อมาในตอนปลายของศตวรรษที่ 16 ซึ่งอยู่ในช่วงการปกครองของพระเจ้าชาห์ อับบาสมหาราช (กษัตริย์ราชวงศ์ซาฟาวิด ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ. 1587-1629) ได้ย้ายเมืองหลวงจากเมืองกาซวิน (Qazvin) ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของอาณาจักรมายังเมืองอิศฟาฮาน
นี่เป็นการทำหน้าที่เมืองหลวงของอาณาจักรเปอร์เซียครั้งที่ 2 หลังจากที่ครั้งแรกเคยเป็นเมืองหลวงในสมัยการปกครองของราชวงศ์อับบาสิด (Abbasid Dynasty)ระหว่างปีค.ศ. 750-1258 ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวอาหรับที่มีอำนาจขึ้นปกครองอาณาจักรแห่งนี้ และเป็นช่วงที่ศาสนาอิสลามได้เผยแพร่เข้ามาในอาณาจักรเปอร์เซีย เพียงแต่ว่ายังไม่ได้ยอมรับให้เป็นศาสนาประจำอาณาจักรอย่างเป็นทางการเท่านั้น
เมืองอิศฟาฮานนอกจากเจริญรุ่งเรืองอย่างสูงสุดเหนือกว่าเมืองใดๆในโลก จนได้รับฉายาว่าเป็นเมืองที่มีทุกสิ่งทุกอย่างรวมไว้ที่นี่ถึงครึ่งหนึ่งของโลกแล้วยังเคยเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดและมีประชากรมากที่สุดในโลกช่วงปีค.ศ. 1050-1722 อีกด้วย โดยมีจำนวนคนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้มีประมาณ 500,000 คนทีเดียว นั่นคือเมื่อเกือบพันปีที่แล้ว
ในศตวรรษที่ 16-17 ซึ่งอยู่ในช่วงการปกครองของราชวงศ์ซาฟาวิดนั้นเมืองอิศฟาฮานและอาณาจักรเปอร์เซียมีความเจริญในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการปกครอง การค้าขาย การสาธารณสุข การศึกษา และความรุ่งเรืองทางด้านศิลปะ เพียงแต่ว่าทัศนคติและค่านิยมต่างๆได้เปลี่ยนไปจากเดิมเนื่องจากอิทธิพลของคำสอนตามหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งไม่นิยมความหรูหรา ฟุ่มเฟือย ดังนั้นสิ่งก่อสร้างต่างๆแม้แต่พระราชวังทุกแห่งที่ก่อสร้างในสมัยนี้จึงไม่ใหญ่โตมโหฬารเหมือนกับในยุคแรกๆแต่แฝงไว้ด้วยปรัชญาการใช้ชีวิตแบบพอเพียงและความอ่อนน้อมถ่อมตน โดยไม่ยกเว้นแม้แต่องค์พระมหากษัตริย์
มีตัวเลขแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของเมืองอิศฟาฮานในช่วงการปกครองของราชวงศ์ซาฟาวิด โดยมีการก่อสร้างสถานที่สำคัญต่างๆอย่างน่าสนใจดังนี้
ได้มีการก่อสร้างสุเหร่าหรือมัสยิดตั้งแต่ขนาดเล้กไปจนถึงที่ใหญ่โตสวยงาม มีจำนวนรวมกันมากกว่า 163 แห่ง
สร้างโรงเรียนมากถึง 48 แห่ง
สร้างอาคารร้านค้าต่างๆรวมกันแล้ว 1,800 ร้าน
สร้างห้องสุขาสาธารณะสำหรับการใช้สอยของประชาชนทั้งในสุเหร่าต่างๆและในที่สาธารณะอื่นๆมากถึง 263 แห่ง
อีกด้านหนึ่งที่มีความก้าวหน้าในสมัยราชวงศ์ซาฟาวิดคือความเจริญทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ในสมัยนี้ได้ส่งคณะทูตและพ่อค้าไปยังต่างประเทศทั้งในยุโรปและเอเชีย ซึ่งก็รวมถึงประเทศสยามด้วย
อาณาจักรเปอร์เซียเริ่มมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับสยาม โดยได้ส่งคณะทูตและพ่อค้าเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในสมัยการปกครองของสมเด็จพระเอกาทศรถ (ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ. 1605-1610) จนทำให้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ราชอาณาจักรมีความแน่นแฟ้น มีการค้าขายระหว่างกันอย่างราบรื่นและมารุ่งเรืองสูงสุดในรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งครองราชย์ระหว่างปีค.ศ. 1656-1688 โดยตรงกับสมัยของพระเจ้าชาห์ สุไลมาน ที่ปกครองอาณาจักรเปอร์เซียระหว่างปีค.ศ. 1666-1694
คนไทยเชื้อสายอิหร่านที่ยังคงสืบทอดเถาเหล่ากอกันมาจนกระทั่งปัจจุบันก็เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยานั่นเอง ที่มีชื่อเสียงและรู้จักกันดีก็คือคนในตระกูล “บุนนาค” ที่สืบเชื้อมาจากท่าน “ชีคอาหมัด” ที่เดินทางจากพระราชหฤทัยในหลายรัชกาล ต่อมาแต่งงานกับหญิงไทย มีลูกหลานเป็นคนไทย และจบชีวิตของท่านที่เมืองไทย ร่างของท่านได้ถูกฝังลงบนผืนแผ่นดินไทยที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนกระทั่งปัจจุบัน
เมืองอิศฟาฮานถูกบุกยึดและทำลายโดยกองทัพของชาวอัฟกันในปีค.ศ. 1722 โดยกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซาฟาวิดคือชาห์สุลต่านฮุสเซน
หลังจากนั้นเมืองหลวงแหง่นี้และอาณาจักรเปอร์เซียทั้งหมดก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของชนชาวอัฟกัน โดยราชวงศ์โฮตากิ (Hotaki Dynasty) เป็นเวลานานประมาณ 7 ปี แต่ประวัติศาสตร์เปอร์เซียมักเขียนข้ามช่วงเวลานี้ไปแต่จะเริ่มต้นราชวงศ์ใหม่ซึ่งเป็นของชาวเปอร์เซีย นั่นคือราชวงศ์อัฟชาริยะห์สถาปนาขึ้นโดยโมข่าน นาดีร์ ซึ่งเคยเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงมาตั้งแต่ราชวงศ์ซาฟาวิดมีอำนาจ
โมข่าน นาดีร์สถาปนาราชวงศ์ใหม่ และนั่งขึ้นบัลลังก์ปกครองเปอร์เซียในปี ค.ศ. 1730 หลังจากที่ขับไล่พวกอัฟกันออกไปได้สำเร็จ ทรงพระนามว่า ชาห์ นาดีร์ และได้ยกทัพไปตีได้ถึงอินเดียในปี ค.ศ. 1739 กวาดต้อนเอาผู้คน สัตว์เลี้ยง เสบียงอาหาร และทรัพย์สมบัติต่างๆอย่างมากมายมหาศาลกลับมายังเปอร์เซีย
บัลลังก์นกยูงอันมีชื่อเสียงและเพชรสีชมพูขนาด 182 กะรัตที่เก็บไว้ให้ผู้คนได้ชื่นชมที่พิพิธภัณฑ์อัญมณีในกรุงเตหะรานในปัจจุบันก็มาจากอินเดียโดยฝีมือของพระเจ้าชาห์ นาดีร์องค์นี้เอง
อิศฟาฮาน...ศตวรรษที่ 21
นี่คือเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของประเทศอิหร่านโดยนับตามจำนวนประชากร ซึ่งปัจจุบันเฉพาะในเมืองอิศฟาฮานมีคนอาศัยอยู่ประมาณ 1,583,600 คน (สถิติ ค.ศ. 2006) รองจากเตหะราน ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่มีประชากรมากที่สุดถึง 14 ล้านคน รองลงมาคือเมืองมัชฮัด อันเป้นเมืองหลวงของจังหวัดคุรอซาน ซึ่งแฝงตัวอยู่ตรงสุดชายแดนทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ติดกับอุชเบกีสถาน มีประชากรประมาณ 2,427,316 คน
อดีตอันรุ่งเรืองของอิศฟาฮานยังมีเค้าลางให้เห็นในทุกสถานที่ของตัวเมืองถนนหนทางอันกว้างขวางทุกสายยังคงร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ใหญ่น้อยทั้งสองฝั่ง มีสวยหย่อมและน้ำพุประดับเกือบทุกมุมถน บริเวณเมืองเก่าของอิศฟาฮานได้รับการดูแลเป็นอย่างดี จนองค์การยูเนสโกได้รับรองและจดทะเบียนให้เป็นเมืองมรดกโลกมานานหลายปี การก่อสร้างตึกสูงตามแบบสมัยใหม่จึงเป็นสิ่งที่ต้องห้ามสำหรับเมืองสวยแห่งนี้ไปโดยปริยาย
จัตุรัสอิหม่าม หรือ “นัค-ชิ-ญะ-ฮาน” เป็นศูนย์กลางและเป็นหัวใจของเมืองอิศฟาฮานมาทุกยุคทุกสมัยตลอดมา เพราะรคายล้อมด้วยสถานที่สำคัญของเมืองอิศฟาฮานทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นพระราชวังอะลีคาพู มัสยิดอิหม่าม มัสยิดดลอฟฟุลเลาะห์ และตลาดแกรนด์บาซาร์
นอกจากนี้ยังมีร้านค้าต่างๆรายรอบบริเวณจัตุรัสอิหม่ามทั้ง 4 ด้านอีกนับร้อยร้าน มีสินค้าหลากหลายชนิดทั้งเครื่องเงิน เครื่องแก้ว เครื่องประดับ หินสีต่างๆ เสื้อผ้า ผ้าพิมพ์ลาย เครื่องใช้ประเภทของเก่าของโบราณ ภาพเขียนแบบสีต่างๆและที่มีอยู่อย่างมากมายหลายชนิดก็คือพรมเปอร์เซียอันขึ้นชื่อ
ถึงเสียที...จัตุรัสอิหม่าม
จัตุรัสแห่งนี้เริ่มสร้างในปีค.ศ. 1612 สมัยกษัตริย์ชาห์ อับบาสที่ 1 มีความยาวถึง 400 เมตร กว้าง 160 เมตร มีชื่อเต็มๆว่า จัตุรัสอิหม่ามโคมัยนี (Emam Khomeini Square) หรืออีกชื่อหนึ่งว่า จัตุรัสนัคชิญะฮาน (Naghsh-e Jahan Square) ถ้าหากจัตุรัสเทียนอันเหมินที่กรุงปักกิ่งงครองตำแหน่งแชมป์ขนมโลกแล้วล่ะก็ ตำแหน่งรองแชมป์โลกก็ต้องเป็นจุตรัสอิหม่ามแห่งนี้
สถานที่สำคัญแห่งแรกที่อยู่ใกล้ที่สุดก็คือมัสยิดอิหม่ามเพียงเดินหักมุมไปทางขวามือจากจุดที่เดินทะลุออกมาจากซอยสัก 50 ก้าว ก็จะไปยืนอยู่ที่ประตูด้านหน้าของมัสยิดอันยิ่งใหญ่ที่ชื่อมัสยิดอิหม่ามแล้ว
มัสยิดอิหม่าม (Imam Mosque หรือ Shah Mosque) เป็นสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตที่สุด อยู่ทางด้านทิศใต้ของจัตุรัส เริ่มสร้างตั้งแต่ปีค.ศ. 1611 ในสมัยกษัตริย์ชาห์ อับบาสที่ 1 ของราชวงศ์ซาฟาวิด ซึ่งครองราชย์ระหว่างปี ค.ศ. 1587-1629 เป็นศิลปะแบบอิสลามที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลกอิสลามด้วย หลายคนบอกว่าเป็นรองก็แค่มัสยิดสีน้ำเงิน หรือ Blue Mosque ที่กรุงอิสตันบูลในประเทศตุรกีเท่านั้น
เริ่มตั้งแต่ซุ้มประตูใหญ่ด้านหน้าที่อลังการด้วยบานประตูไม้ขนาดมหึมาน่าจะสูงสักประมาณ 10 เมตร เหนือบานประตูขึ้นไปจนถึงใต้ซุ้มโค้งส่วนบนสุดมีลายฉลุอันวิจิตร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์อันโดเด่นของศิลปะแบบอิสลามที่เรียกกันว่า ซุ้มประตูรังผึ้ง
พอก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปก็จะพบอ่างศิลาขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงกึ่งกลางของทางเดินที่สามารถแยกไปได้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ความสูงของอ่างใบนี้อยู่ที่ระดับหน้าอกคนตัวสูงเกือบ 170 เซนติเมตร นี่ไม่ใช่อ่างน้ำมนต์แต่เป็นอ่างสำหรับใส่น้ำดื่ม ใครๆที่มาทำพิธีละหมาดหรือเพียงที่เที่ยวชมเฉยๆก็สามารถดื่มได้
จากจุดที่ตั้งอ่างน้ำดื่ม สามารถเดินตามระเบียงต่อไปได้ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา เพื่อไปยังห้องโถงใหญ่ภายใต้โดมประธานที่อยู่ด้านในสุด ส่วนบริเวณตรงกลางเป็นลานโล่งไม่มีหลังคา แต่มีสระน้ำขนาดย่อมอยู่ตรงกึ่งกลางของลานนั้นอีกทีหนึ่ง
ถ้าหากเดินผ่านประตูใหญ่ด้านหน้าเข้ามา แล้วยืนตรงบริเวณจุดที่ตั้งของอ่างน้ำดื่ม จะมองผ่านลานโล่งและสระน้ำไปยังโดมประธานที่อยู่ด้านในสุดพร้อมหอบังที่ขนาบข้างอีก 2 หอ เป็นภาพที่สวยงามด้วยองค์ประกอบด้านศิลปะที่ลงตัวที่สุดของมัสยิดแห่งนี้ 
อย่างไรก็ตาม ความน่าทึ่งกึ่งมหัศจรรย์ของมัสยิดอิหม่ามไม่ได้มีแต่องค์ประกอบทางศิลปะที่สวยงามเท่านั้น ตรงจุดกึ่งกลางห้องโถงใหญ่ ภายใต้โดมประธานนั้นคือสุดยอดอัจฉริยะด้านการออกแบบของช่างชาวเปอร์เซียโบราณ
โดมประธานที่สวยงามโดดเด่นนั้นประกอบด้วยโดม 2 ชั้นซ้อนกันอยู่ เป็นโดมชั้นนอกที่ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบสีฟ้า กับโดมชั้นในที่มีลวดลายหลากสีซึ่งเราจะเห็นได้ก็ต้องมายืนอยู่ภายใต้ยอดโดมแล้วแหงนหน้าขึ้นมอง โดมชั้นนอกมีความสูงถึงยอดแหลมคือ 54 เมตร ส่วนโดมชั้นในสูงจากพื้น 38 เมตร โดยมีระยะห่างระหว่างกันของโดมทั้ง 2 ชั้น 12 เมตร ขนานกันตลอดแนว
มัสยิดแห่งนี้นอกจากจะเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้วทางปีกด้านซ้ายของมัสยิดยังมีโรงเรียนสอนศาสนารวมถึงห้องพักของบรรดาผู้นำทางศาสนาอยู่ด้านในด้วย ส่วนปีกทางด้านขวาเป็นสวนสำหรับการพักผ่อนมีต้นหม่อนขนาดยักษ์ขึ้นเรียงรายร่มรื่นอยู่เต็มลาน
ด้านหน้าประตูใหญ่ของมัสยิดอิหม่ามก็เป็นจุดที่ถ่ายรูปบริเวณจัตุรัสจากด้านทิศใต้ไปจนสุดด้านเหนือได้สวยงามอีกจุดหนึ่ง สามารถมองไกลออกไปจนสุดอีกด้านหนึ่งของจัตุรัส ซึ่งจะเป็นประตูทางเข้าตลาดบาซาร์ โดยมีภาพของอาคารร้านค้าไล่เรียงเป็นแถวทั้งฝั่งซ้ายและขวา มีภาพของพระราชวังอะลีคาพูคั่นอยู่ตรงกลางทางด้านซ้าย และมัสยิดลอฟฟุลเลาะห์อยู่กึ่งกลางด้านขวามือส่วนตรงกลางก็จะเห็นสระน้ำและน้ำพุ แล้วก็กลุ่มของรถม้าที่จอดรอให้บริการนักท่องเที่ยว
เมื่อเดินทางไปด้านขวามือ โดยเดินลัดเลาะไปตามทางเดินที่อยู่ภายในอาคารซึ่งมีร้านค้าเรียงรายไปตลอดทั้งสองข้าง จนมาทะลุออกด้านหน้าของมัสยิดอีกแห่งหนึ่ง คือ มัสยิสลอฟฟุลเลาะห์ (Sheikh Lotfollah Mosque) ซึ่งถือว่ามีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับมัสยิดอิหม่าม การตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบที่มีลวดลายและสวยงามมาก สร้างในสมัยกษัตริย์ชาห์ อับบาสที่ 1 เช่นเดียวกัน
ความสำคัญของมัสยิดแห่งนี้คือเป็นมัสยิดประจำองค์พระมหากษัตริย์รวมไปถึงพระมเหสีและพระบรมวงศานุวงศ์เท่านั้น โดยมีทางเดินใต้ดินเชื่อมต่อไปยังชั้นล่างของพระราชวังอะลีคาพู
เห็นเล็กๆอย่างนี้ใช้เวลาก่อสร้าง 20 ปี กษัตริย์ชาห์ อับบาสที่ 1 คงรักพระมเหสีของพระองค์มาก จึงได้สร้างมัสยิดแห่งนี้ขึ้นเป็นการเอาใจ ซึ่งก็คงรวมไปถึงการเอาใจพระญาติทางฝ่ายพระมเหสีด้วย เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ทรงตั้งชื่อมัสยิดแห่งใหม่นี้ตามชื่อพระบิดาของพระมเหสี
พระราชวังอะลีคาพู
พระราชวังอะลีคาพู (Ali Qapou Palace) ซึ่งมีใต้ถุนสูงสามารถใช้เป็นที่หลบแดดได้ มีลมพัดผ่านเย็นสบายตลอดเวลา ตัวอาคารของพระราชวังเป็นตึกก่ออิฐถือปูน 6 ชั้น แต่หากมองจากภายนอกจะเห็นเพียง 4 ชั้น


ชั้นที 4 เป็นลานโล่งๆที่มีระเบียงกว้างหันหน้าสู่จัตุรัสอิหม่าม ตกแต่งด้วยไม้ซีดาร์ มีบ่อน้ำขนาดย่อยอยู่ตรงกลาง ตรงนี้จึงเป็นตำหนักที่พระมหากษัตริย์จะทรงประทับพร้อมด้วยข้าราชบริพาร
สำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ชั้นนี้ถือว่าเป็นจุดชมวิวที่ดีที่สุด เห็นภาพได้กว้างไกลที่สุดของบริเวณจัตุรัสและตัวเมืองอิศฟาฮาน จึงไม่ควรพลาดที่จะขึ้นมาเก็บภาพแห่งความทรงจำบนชั้นนี้ แต่การเดินขึ้นมีชั้นที่ 4  ไม่มีลิฟต์บริการใดๆทั้งสิ้น สภาพเดิมเป็นเช่นไร เดี๋ยวนี้ก็ยังต้องไต่บันไดเช่นนั้น แถมยังเป็นบันไดเวียนแคบๆ
ส่วนชั้นที่5-6นั้นเป็นห้องรับรองและห้องฟังดนตรีมโหรีขับกล่อม โดยเฉพาะที่ชั้น 6 ค่อนข้างพิเศษกว่าชั้นอื่นๆ เพราะจะได้เห็นภูมิปัญญาของช่างเปอร์เซียในยุคซาฟาวิดแห่งศตวรรษที่ 16 ตอนต้นว่าเขามีวิธีทำให้ห้องมโหรีสามารถรองรับความสุนทรีย์ที่บรรเลงด้วยเครื่องดนตรีหลากชิ้นได้อย่างไร
เขาใช้เทคนิคการฉลุผนังและเพดานให้เป็นช่อเป็นชั้นแบบรวงผึ้ง เพื่อให้สามารถดูดซับเสียงอันสุนทรีของเหล่าวงมโหรี โดยไม่มีเสียงสะท้อนเลยแม้แต่น้อย
พระราชวังเชเฮล โซตุน (วัง 40 เสา)
พระราชวัง 40 เสาแห่งนี้เป็นอาคารชั้นเดียวที่ค่อนข้างเปิดโล่ง แต่เอกลักษณ์ความเป็นสวนแบบเปอร์เซียจะเห็นได้อย่างชัดเจน เพียงแค่เดินผ่านซุ้มประตูด้านหน้าเข้าไปเท่านั้น สวนสวยแห่งนี้ก็จะอวดสัดส่วนรูปทรงอย่างกระจ่างอย่าเบื้องหน้าแล้ว
สระน้ำขนาดความกว้าง 16 เมตร ยาว 110 เมตร ทอดตัวจากทางเข้าประตูทางเข้าตรงดิ่งไปยังตัวพระราชวัง ซึ่งเป็นอาคารที่สร้างด้วยไม้เป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะเสาไม้ซีดาร์ทั้ง 20 ต้นที่ค้ำยันหลังคาไว้ให้สูงจากพื้นร่วมๆ 10 เมตรทำให้อาคารเล็กหลังนี้ดูโปร่งสบาย
เงาของเสาไม้ทั้ง 20 นของพระราชวัง ทอดยาวลงบนผิวน้ำใสและสงบนิ่งในสระด้านหน้า เป็นเงาสะท้อนของตัวพระราชวังที่มองดูสวยงามยิ่งกว่าภาพจริง จากเสาจริง 20 ต้นนับรวมกับเงาของเสาที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำอีก 20 ต้น กลายเป็นเสา 40 ต้น จึงเป็นที่มาของชื่อพระราชวังเชเฮล โซตุน อันมีความหมายตรงตัวว่าพระราชวัง 40 เสานั่นเอง
ใต้หลังคาด้านหน้าของตัวพระราชวังเป็นลานโล่ง ไม่มีระเบียงแต่มีสระน้ำขนาดเล็กอยู่กึ่งกลางลาน เป็นทั้งการตกแต่งและอาศัยน้ำเป็นตัวช่วยทำให้อากาศเย็นสบายอีกแรงหนึ่ง นอกเหนือจากความร่มรื่นของต้นไม่ชนิดต่างๆที่ยืนต้นอยู่รายรอบพระราชวังซึ่งกินพื้นที่กว้างถึง 67,000 ตารางเมตร
พระราชวังแหง่นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เลี้ยงรับรองแขกบ้านแขกเมือง ในโอกาสสำคัญต่างๆ จะเห็นได้จากภาพเขียนขนาดใหญ่หลายภาพที่ติดอยู่บนผนังด้านในห้องโถง ส่วนห้องที่มีขนาดเล็กกว่าทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของทางเข้า จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็กเกี่ยวกับของใช้กระจุกกระจิกในสมัยศตวรรษที่ 16
ภาพวาดขนาดต่างๆที่แขวนไว้บนผนังด้านในห้องโถงใหญ่ก็น่าสนใจไม่แพ้ความสวยงามแบบเรียบๆของตัวพระราชวัง เพราะภาพเหล่านี้เป็นภาพประวัติศาสตร์ในยุคราชวงศ์ซาฟาวิดที่บอกเล่าเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีต และยังเป็นภาพต้นแบบของเดิมที่วาดโดยศิลปินแห่งยุคซาฟาวิด นั่นก็คือ Reza Abbasi ซึ่งใช้เทคนิคการเขียนภาพแบบที่เรียกว่า Tempera เป็นคนแรก
เมื่อนำเหตุการณ์ต่างๆจากแต่ละภาพมาปะติดปะต่อกันแล้วจะทำให้เข้าใจเหตุการณ์ในยุคนั้นได้อย่างชัดเจน เช่นภาพขนาดใหญ่ตรงกลางผนังห้องโถง แสดงถึงเหตุการณ์ขณะที่พระมหากษัตริย์ชาห์ อิสมาอิล (Shah Ismail หรือ Ismail I) กำลังต้อนรับสุลต่านซาลิม (Sultan Salim) แห่งอาณาจักรออตโตมันที่เสด็จมาเยือนอาณาจักรเปอร์เซียอย่างเป็นทางการเมื่อปี ค.ศ. 1514 เป็นการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีระหว่าง 2 อาณาจักร นอกจากนั้นยังเป็นการจับมือกันเพื่อต่อต้านการรุกรานจากกองทัพมองโกลด้วย
ภาพใหญ่อีกภาพหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับภาพแรก เป็นฉากการทำสงครามของกองทัพเปอร์เซียกับอินเดียในสมัยกษัตริย์ชาห์ นาดีร์ สงครามคราวนั้นทำให้อาณาจักรเปอร์เซียขยายอาณาเขตออกไปครอบคลุมถึงอินเดีย และทำให้ราชสำนักเปอร์เซียร่ำรวยมากขึ้นด้วยทรัพย์สินที่ริบมาได้อย่างมหาศาลหลังจากสงครามสงบลง
นอกจากนั้นก็จะเป็นภาพของบุคคลสำคัญต่างๆเช่น ภาพของพระเจ้าชาห์ อิสมาอิล กษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ซาฟาวิด ภาพของพระเจ้าชาห์ ตามาสบ์ โอรสของพระเจ้าชาห์ อิสมาอิล ภาพของพระเจ้าชาห์ อับบาสที่ 1 หรือชาห์ อับบาสมหาราช ผู้ย้ายเมืองกาซวินมายังเมืองอิศฟาฮานและทำให้อาณาจักรเปอร์เซียเจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุด จนเมืองอิศฟาฮานกลายเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในโลกในศตวรรษที่ 16
อีกภาพหนึ่งคือภาพของพระเจ้าชาห์ อับบาสที่ 2 ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของพระเจ้าชาห์ อับบาสที่ 1 ในการสร้างความรุ่งเรืองให้กับอาณาจักรเปอร์เซียซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความสงบสุขที่สุดของชาวเปอร์เซีย จนกระทั่งการมาถึงของกองทัพอัฟกานิสถานในปี ค.ศ. 1722 วาระแห่งการครองบัลลังก์ของราชวงศ์ซาฟาวิดจึงสิ้นสุดลง หลังจากขึ้นปกครองอาณาจักรเปอร์เซียมานานถึง 221 ปี
สะพานคาจู (Khaju Bridge) ถูกสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชาห์ อับบาสที่ 2 เมื่อปี ค.ศ. 1650 มีความยาวประมาณ 132 เมตรเท่านั้น
เรื่องความสวยงามของสะพานคาจูนั้นสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นสะพาน 2 ชั้นก่อด้วยอิฐไม่ฉาบปูนเช่นเดียวกับซิโอเซโพล แต่รายละเอียดของลวดลายการก่ออิฐวิจิตรกว่า แต่ที่ต่างกันมากที่สุดคือ ตรงกึ่งกลางของสะพานคาจูจะมีตำหนักสำหรับให้พระเจ้าชาห์ ทรงประทับ สะพานแห่งนี้จึงไม่ใช่สะพานธรรมดาที่สร้างขึ้นเพ่อการสัญจรเท่านั้น แต่มีวัตถุประสงค์หลายอย่างด้วยกัน
วัตถุประสงค์แรกก็คือเพื่อเป็นที่ประทับของพระเจ้าชาร์และพระมเหสีสำหรับทรงเปลี่ยนบรรยากาศและทรงพระสำราญเนื่องในวาระเฉลิมฉลองต่างๆ
ประการที่ 2 คือเป็นเขื่อนกั้นน้ำ เพื่อกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้อย่างพอเพียงในฤดูแล้งแต่ละปี
ประการที่  3 คือใช้เป็นที่พักแรมทางของพ่อค้าหรือคนเดินทางจากต่างถิ่นโดยจะเห็นได้จากชั้นล่างของตัวสะพานจะแบ่งเป็นห้องๆขนาดใหญ่พอสมควรนั่นเป็นพื้นที่สำหรับผูกสัตว์ เช่นม้าหรือลา และมีแท่นหินขนาดกว้างพอประมาณอยู่ระหว่างเสาแต่ละต้นของสะพาน นั่นคือเตียงนอนของคนแรมทาง
จุลฟาใหม่
โบสถ์คริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ของชาวอาร์เมเนียนแห่งนี้มีชื่อเรียกกันสั้นๆว่าโบสถ์แวงค์ แต่ชื่อเต็มๆในภาษาอังกฤษเรียกว่า All Saviour’s Cathedral ซึ่งมาจากชื่อเดิมในภาษาอาร์เมเนียนว่า St. Amenapergich Cathedral (หมายถึงผู้รอดชีวิต) สร้างในสถาปัตยกรรมแบบอิสลามประยุกต์ ตั้งแต่ปีค.ศ. 1606
การเข้ามาตั้งรกรากของชาวอาร์เมเนียนนั้น ต้องขอขยายความย้อนกลับไปในสมัยการปกครองของพระเจ้าชาห์ อับบาสที่ 1 แห่งราวงศ์ซาฟาวิด ซึ่งปกครองอาณาจักรเปอร์เซียในช่วงปี ค.ศ. 1587-1629 ได้เปิดรับชาวอาณืเมเนียนให้เข้ามาตั้งรกรากในเมืองอิศฟาฮาน เพราะชาวอาร์เมเนียนทำมาค้าขายเก่งน่าจะช่วยทำให้การค้าขายในอาณาจักรเปอร์เซียรุ่งเรืองเฟื่องฟูยิ่งขึ้นไปอีก
ดังนั้นตั้งแต่ปีค.ศ. 1604 เป็นต้นมาจึงมีชาวอาร์เมเนียนกลุ่มใหญ่ได้พากันอพยพมาจากเมืองจุลฟา (Julfa) ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดนากิเควาน (Nakhichevan หรือ Nakhchivan) มาตั้งหลักแหล่งอยู่ฝั่งด้านใต้ของแม่น้ำสายันเดห์ซึ่งไหลผ่านเมืองอิศฟาฮาน บริเวณนั้นจึงกลายเป็นชุมชนชาวอาร์เมเนียนแห่งแรกในเปอร์เซีย พวกเขาตั้งชื่อชุมชนแห่งใหม่นี้ว่า จุลฟาใหม่ หรือ New Julfa
โบสถ์แวงค์จึงมีความสำคัญต่อชุมชนอาร์เมเนียนและเศรษฐกิจของเมืองอิศฟาฮานมาก แต่ศูนย์รวมแห่งนี้อยู่มาได้ไม่กี่ปีก็ถูกไฟไหม้ จนเสียหาย
มาถึงปีค.ศ. 1655 ท่านบิชอบเดวิดจึงได้นำชาวชุมชนให้ร่วมแรงใจกัน สร้างโบสถ์เล็กๆนี้ขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งมาแล้วเสร็จในปีค.ศ. 1664 ซึ่งก็ถาวรมั่นคงจนกระทั่งทุกวันนี้
ด้านข้างของตัวโบสถ์คือหอระฆัง ซึ่งเป็นของคู่กันสำหรับโบสถ์คริสต์ทุกแห่งเช่นเดียวกับมัสยิดของอิสลามก็ต้องมีหอมินาเรต์ หรือหอบังสำหรับการกระจายเสียงให้ได้ยินทั่วชุมชน
เมื่อเข้าไปด้านในจึงจะเห็นลักษณะเฉพาะโบสถ์คริสต์ นั่นคือเพดานจะเป็นจั่วสูง มีแท่นบูชาพระคริสต์อยู่ตรงผนังด้านในสุด และมีรูปปั้นพระเยซูขณะที่ถูกตรึงไม้กางเขนติดอยู่ที่ผนังถัดจากแท่นบูชาเข้าไป
จากนั้นจึงเป็นภาพเขียนสีเรียงรายตามผนังจนรอบทุกด้าน ภาพทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องราวของพระคริสต์และพระแม่มารีตั้งแต่เกดิจนตาย ลและอีกด้านหนึ่งเป็นภาพเกี่ยวกับนรก สวรรค์ และคำพิพากษาครั้งสุดท้าย เห็นว่าเป็นฝีมือของช่างชาวอิตาเลียน ซึ่งก็อาจจะใช้ แต่ฝีมือไม่ค่อยประณีตเท่าไหร่ สีสันดูฉูดฉาด ดูไม่เนียนเหมือนที่อิตาลี
พื้นใต้ดินของโบสถ์แห่งนี้เต็มไปด้วยหลุมฝังศพของบรรดานักบวชที่เคยถือศีลกินเพลอยู่ที่นี่ทั้งนั้น ที่สำคัญก็คือศพของท่านบิชอบคาชาทูร์และท่านบิชอบเดวิด ก็ถูกฝังใต้พื้นโบสถ์แห่งนี้เช่นกัน
ข้อห้ามของการเข้าชมโบสถ์แวงค์มีเพียงประการเดียวเท่านั้นคือ ห้ามถ่ายรูปหรือกล้องสำหรับวิดีโอก็ห้ามเด็ดขาดเหตุผลคือเกรงว่าแสงแฟลชจะทำให้ภาพเขียนทั้งหลายบนผนังเสียหาย เกิดการซูบซีดจืดจางลงได้
การเข้าชมโบสถ์แห่งนี้ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็จบแล้ว จากนั้นก็เดินข้ามลานวัดไปยังพิพิธภัณฑ์อาร์เมเนียนซึ่งอยู่ตรงข้ามเพียงไม่กี่ก้าว เดินเข้าไปได้เลยไม่ต้องเสียค่าเข้าชมอีก เพราะราคารวมไว้ในบัตรเดียวกับที่เข้าโบสถ์แล้วนั้นเอง
พอก้าวขึ้นบันไดด้านหน้าของพิพิธภัณฑ์ ก่อนจะผ่านประตูใหญ่เข้าไปด้านในก็จะสะดุดกับรูปปั้นแบบครึ่งตัวของบุคคลสำคัญ 2 คน ด้านซ้ายมือคือรูปปั้นของท่านบิชอบคาชาทูร์ ซึ่งก็คือบุคคลเดียวกันกับที่ยืนเด่นสง่าอยู่ด้านหน้าประตูทางเข้าใหญ่นั้นเอง ท่านมีชีวิตอยู่ในช่วงปีค.ศ. 1590-1646
รูปปั้นด้านขวามือนั้นคือ นักบุญเมสรอพ (St. Mesrop Mashdotz หรือ St. Mesrop Mashtots) ถือว่าเป็นผู้ที่มีความสำคัญต่อความเป็นชนชาวอาร์เมเนียนเป็นอย่างมาก ท่านเป็นผู้ประดิษฐ์อักษรอาร์เมเนียนในช่วงปีค.ศ. 361-441 คือเมื่อประมาณ 1,500 กว่าปีที่แล้ว
พิพิธภัณฑ์อาร์เมเนียนเป็นอาคาร 2 ชั้นขนาดย่อมๆ การจัดแสดงไม่มีอะไรซับซ้อน ชั้นล่างจัดแสดงสิ่งละอันพันละน้อย
เริ่มจากด้านขวามือของทางเข้า เป็นภาพของบุคคลสำคัญต่างๆเกือบสิบภาพ ส่วนมาเป็นภาพของนักบวชที่ประจำอยู่ที่โบสถ์แวงค์ในช่วงเวลาต่างๆ
ถัดไปเป็นแป้นพิมพ์รุ่นเก่าที่เคยใช้พิมพ์ตำราต่างๆ โดยเฉพาะคัมภีร์ทางศาสนา แต่นี่ไม่ใช่แท่นพิมพ์ประวัติศาสตร์ที่นำเข้ามาใช้เป็นแท่นแรก แต่เป็นแท่นพิมพ์รุ่นที่ 3 ซึ่งนำเข้ามาจากประเทศอังกฤษตั้งแต่ปี ค.ศ. 1841 โดยท่านมาร์คาร์มำแหน่งเป็นข่านแห่งจุลฟา (Markar Khan of Julfa) ซึ่งเป็นข้าราชบริพารในราชสำนักของราชวงศ์กอญัร
มีสิ่งที่น่าทึ่งที่จัดแสดงไว้ตรงกึ่งกลางห้อง นั่นคือ “เส้นผม” เป็นเส้นผมสีดำสนิท เป็นเส้นผมของหญิงสาวพรหมจรรย์อายุ 18 ปี มีขนาดของเส้นผม 0.1 มิลลิเมตร และมีตัวอักษรสีทองอร่ามบันทึกไว้บนเส้นผมเส้นนั้นด้วย
ผลงานชิ้นนี้เป็นของศิลปินชาวอาร์เมเนียนชื่อ วาห์ราม (Vahram Hakopian) สร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1974 โดยใช้เพชรเป็นประหนึ่งปากกา ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมถึง 20 เท่า คือมีขนาดเล็กมากเพียง 0.005 มิลลิเมตรเท่านั้น
ที่ผนังห้องติดกับประตูทางเข้าด้านซ้ายมือจะมีแผนที่ขนาดใหญ่แขวนอยู่แสดงถึงตำแหน่งอันเป็นที่ตั้งของประเทศอาณเมเนียนที่ได้ก่อสร้างมีอาราจักรเป้นของตัวเองตั้งแต่ครั้งดึกดำบรรพ์ หลังจากนั้นก็ถูกมหาอำนาจที่รายล้อมอยู่ทุกด้าน ค่อยๆกลืนกินเข้าไปเรื่อยๆ จนเหลือผืนดินแห่งมาตุภูมิเพียงน้อยนิดอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ชนชาวอาร์เมเนียนเองก็ถูกผลักดันในอพยพเข้าไปยังประเทศอื่นอยู่หลายครั้ง จึงทำให้ชาวอาร์เมเนียนที่ต้องอาศัยนอกแผ่นดินบ้านเกิดตนเองกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมด คือประมาณ 3-4 ล้านคน กระจัดกระจายอยู่ในประเทศอิหร่าน ซีเรีย จอร์เจีย เลบานอน อาเซอร์ไบจาน รัสเซีย ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา และบราซิล เฉพาะที่อาศัยอยู่ในประเทศอิหร่านมีประมาณ 500,000 คนในปัจจุบัน
นอกจากนั้น บนแผนที่ดังกล่าวยังแสดงพื้นที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ต้องบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติอาร์เมเนียน และพวกเขาต้องการให้บันทึกลงประวัติศาสตร์โลกด้วย นั่นคือพื้นที่ด้านตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศตุรกีในปัจจุบัน ซึ่งมีชาวอาร์เมเนียนถูกสังหารหมู่เสียชีวิตโดยทหารตุรกีมากถึง 1,500,000 คน ช่วงปีค.ศ. 1894-1896 ซึ่งอยู่ในช่วงการปกครองของสุลต่านฮาร์มิดที่ 2 ของตุรกี
สวัสดี..ชีราซ
ชีราซ ปัจจุบันชีราซมีผู้คนอยู่อาศัยประมาณ 1 ล้าน 2 แสนคนเศษ ถ้ารวมปริมณฑลด้วยก็มีประมาณ 107 ล้านคน เป็นเมืองใหญ่และสำคัญที่สุดของอิหร่านตอนใต้ ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเตหะรานลงไป 900 กิโลเมตร มีความสำคัญในฐานะเมืองเก่าแก่ก่อนที่จะกำเนิดอาณาจักรเปอร์เซียเสียอีก
เมืองชีราซ (Shiraz) เป้นเมืองเก่าแก่ที่กำเนิดขึ้นเมื่อ 2000 ปีก่อนคริสตกาล อยู่ในยุคเดียวกันกับอาณาจักรอีแลมของชนเผ่าอีลาไมต์เลยทีเดียว
ต่อมาเมื่อกษัตริย์ไซรัสมหาราชของอาณาจักรเปอร์เซียได้ขยายอำนาจและผนวกอาณาจักรอีแลมให้เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซียแล้ว เมืองชีราซก็ยิ่งทวีความสำคัญและมีความรุ่งเรืองมากขึ้น ในฐานะที่เป็นศูนย์กลางระหว่างเมืองซูซ่าซึ่งเป็นอดีตเมืองหลวงของอาณาจักรอีแลมกับเมืองพาซาร์กาดซึ่งเป็นเมืองหลวงของเปอร์เซียที่กษัตริย์ไซรัสมหาราชทรงโปรดให้สร้างขึ้น
แม้ในสมัยของกษัตริย์ดาริอุสมหาราช ผู้เป็นหลานของกษัตริย์ไซรัส ซึ่งได้สร้างเมืองหลวงใหม่ที่เปอร์เซโปลิสแล้วก็ตาม เมืองชีราซก็ยังคงความสำคัญในฐานะเมืองหน้าด่านด้านการค้า การขนส่ง และการทหารสู่เปอร์เซโปลิสตลอดมา
กระทั่งถึงปี 330 ก่อนคริสตกาล วาระสุดท้ายของเมืองชีราซได้มาถึงเช่นเดียวกับเมืองเปอร์เซโปลิสและอาณาจักรเปอร์เซียโบราณทั้งหมด นั่นก็เพราะถูกกองทัพอันเกรียงไกรของอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนียเข้าทำลายและยึดครองนั่นเอง
เมืองชีราซได้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง และถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองสูงสุดของเมืองโบราณแห่งนี้ครั้งที่ 2 เมื่ออาณาจักรเปอร์เซียได้เปลี่ยนถ่ายอำนาจการปกครองจากราชวงศ์ซิลิวซิดส์ (Seleucids Dynasty) ซึ่งเป้นของชนชาติกรีก (ผู้ที่สถาปนาราชวงศ์นี้คือ ซิลิวคุส-Seleucus ซึ่งเป็น 1 ใน 20 ทหารเอกของอเล็กซานเดอร์มหาราช) และลราชวงศ์ปาร์เธียนซึ่งเป็นของชนชาวปาร์เธียนที่มาจากทางด้านตะวันออกของทะเลสาบแคสเปียนได้ปกครองต่อมา
จนกระทั่งมาถึงราชวงศ์ซัสซานิค (Sassanid Dynasty) หรือ ซัสซาเนียน (Sassanians) ซึ่งเป็นราชวงศ์ของชาวเปอร์เซีย ได้กลับมามีอำนาจในการปกครองอีกครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. 224 มีกษัตริย์อัลฏิชิร์บาบาคานเป็นต้นราชวงศ์ และมีกษัตริย์ที่มีความสามารถอีกหลายพระองค์ เช่น กษัตริย์ชารห์ปูร์ที่ 1 ชาห์ปูร์ที่ 2 กษัตริย์ยัชเดการ์ดที่ 1 และกษัตริย์โคบาดที่ 1
ชีราซที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ได้รับการฟื้นฟูจนมีความเจริญรุงเรืองอีกครั้งหนึ่งในช่วงการปกครองภายใต้อำนาจของราชวงศ์ซัสซาเนียน (ปกครองอาณาจักรเปอร์เซียระหว่างปีค.ศ. 224-651) โดยขณะนั้นมีเมืองหลวงอยู่ที่ไซซิฟอน มีการประกาศให้โซโรแอสเตอร์เป้นศาสนาประจำราชอาณาจักรชีราซได้กลายเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญที่สุดในยุคนั้น โดยมีเมืองสำคัญรองลงไปซึ่งอยู่รายล้อมเมืองชีราซ ได้แก่ เมืองบิชาปูร์ เมืองกัวร์ และเมืองอิสทาคห์
ทางด้านวรรณกรรม อาจกล่าวได้ว่าชีราซมีความรุ่งเรืองและได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งวรรณกรรมที่สำคัญเมืองหนึ่งในช่วงศตวรรษที่ 13-14  โดยมีนักประพันธ์เอกที่เป็นคนท้องถิ่นถึง 2 ท่าน ได้แก่ ท่านฮาเฟซ (Hafez) และ ท่านซอดี (Saadi) ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานของทั้ง 2 ท่านก็ถูกสร้างขึ้นอย่างสมเกียรติในตัวเมืองชีราซ
กาลเวลาได้ล่วงเลยมาหลายศตวรรษ จนกระทั่งถึงยุคสมัยของกษัตริย์การิม ข่านแห่งราชวงศ์ซันด์ (Kharim Khan Zand) ท่านได้สถาปนาเมืองชีราซให้เป็นเมืองหลวงของอาณษจักรเปอร์เซียในปีค.ศ. 1762 และมีการก่อสร้างสาธารณูประโภคอย่างมากมาย ในสมัยนี้สิ่งก่อสร้างต่างๆที่เราได้เห็นในปัจจุบัน ส่วนมากก่อสร้างในช่วงราชวงศ์ซันด์นี่เอง เช่นอาคารบ้านเรือน มัสยิดต่างๆถนนหนทาง และตลาดบาซาร์
แต่เมื่อหมดอำนาจของราชวงศ์ซันด์ โดยมูฮัมหมัด ข่าน กอญัร (Muhammad Khan Qajar) ได้ยึดอำนาจจากกษัตริย์อาลี ข่าน ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ซันเมื่อปีค.ศ. 1794 แล้ว ยุคทองของชีราซก็สิ้นสุดลงยศศักดิ์อังสูงส่งในฐานะเมืองหลวงก็แปรเปลี่ยนไปเป็นเพียงหัวเมืองใหญ่ทางตอนใต้ของประเทศเท่านั้น
ปัจจุบันชีราซเป็นเมืองหลวงของจังหวัดฟาร์ส (Fars) ซึ่งมีประชากรทั้งจังหวัดประมาณ 4 ล้านคนเศษ เป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญและใหญ่ที่สุด ทางภาคใต้ของประเทศอิหร่าน เป็นเมืองที่มีชุมชนของคนเชื้อชาติยิวมากที่สุดในประเทศอิหร่านถึงประมาณ 6,000 คนเลยทีเดียว
ส่วนในภาคของการท่องเที่ยว ชีราซคือเมืองโบราณที่ไม่เคยร้างผู้คนและมีความสำคัญในลำดับต้นๆ ใกล้เคียงกับเปอร์เซโปลิส ซึ่งนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลกจะต้องบรรจุชื่อเมืองชีราซไว้ในรายการท่องเที่ยวอย่างไม่มีตกหล่น
วาคีลบาซาร์
วาคีลบาซาร์ (Vakil Bazaar) เป็นตลาดเก่าแก่ประจำเมืองชีราซ มีเอกลักษณ์เฉพาะคือ มีหลังคาก่อด้วยอิฐไม่ฉาบปูนเป็นโดมเตี้ยๆไล่เรียงต่อกันไปเป็นร้อยโดม
วาคีลบาซาร์แห่งเมืองชีราซ บาซาร์ที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยที่สุดในแผ่นดินเปอร์เซีย
โครงสร้างทางสถาปัตย์ของบาซาร์แห่งนี้โดยช่างฝีมือช่างก่ออิฐที่ไล่เรียงอย่างแนบเนียนจนกลายเป็นอาคารรูปโดมหลังคาโปร่งโล่งตลอดนับร้อยๆ โดมนี้เป็นผลงานช่างในยุคกษัตริย์การิม ข่านแห่งราชวงศ์ซันด์ (ครองราชย์ระหว่างปีค.ศ. 1758-1779)
นอกจากนั้นยังมีมัสยิดที่อยู่ติดกับบาซาร์ ซึ่งยิ่งใหญ่สวยงามไม่แพ้ที่อื่นๆ นั่นก็คือมัสยิดวาคีล ชื่อเดียวกับตัวตลาดบาซาร์ ซึ่งชื่อนี้ก็มาจากการที่ท่านการิม ข่านผู้ปราบดาภิเษกขึ้นครองบัลลังก์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 18 นั้นไม่ยอมให้ชาวบ้านเรียกว่ากษัตริย์หรือชาห์อย่างที่เคยเป็นมาแต่กลับให้เรียกว่า “วาคีล” ซึ่งมีความหมายว่าผู้ที่ได้รับมอบหมายให้มีอำนาจการปกครอง เมื่อสร้างบาซาร์และมัสยิดเสร็จในปีค.ศ. 1773 จึงให้เรียกชื่อว่า บาคีลบาซาร์ (Vakil Bazaar) และวาคีลมอสก์ (Vakil Mosque) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองพระเกียรติแด่ท่านวาคีล การิม ข่านแห่งราชวงศ์ซันด์

ถ้าหากจะดูสิ่งของเครื่องใช้ที่เป็นได้ทั้งของฝากและของใช้ในบ้านด้วยก็มีสารพัด เริ่มตั้งแต่ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องเทศ เสื้อผ้า ผ้าทอเป็นผืนเป็นพับ พรมปูพื้นหรือแขวนผนังชนิดและขนาดต่างๆกัน เครื่องแก้ว เครื่องทองเหลืองทั้งใหม่และเก่า เครื่องประดับ หินสีต่างๆ โดยเฉพาะหินเทอร์คอยซ์ของที่นี่คุรภาพดีมากน่าจะดีกว่าของตุรกีด้วยซ้ำ
แต่ถ้าเป็นเรื่องของพรม ต้องยกให้ว่าเป็นพรมที่มีคุณภาพดีเป็นเลิศ สมกับคำร่ำจริงๆว่าเป็นพรมที่ดีที่สุดและสวยงามที่สุดคือพรมเปอร์เซียซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกมานานหลายพันปี แล้ว
อัรกะ การิม ข่าน สร้างในสมัยท่านวาคีล การิม ข่านแห่งราชวงศ์ซันด์ ผู้สถาปนาให้ชีราซขึ้นเป็นเมืองหลวงนั่นเอง (สร้างเมื่อปีค.ศ. 1762) ปัจจุบันใช้เป็นสำนักงานทางด้านวัฒนธรรมประจำภูมิภาคทางใต้ของอิหร่าน
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษอยู่ตรงมุมซ้ายของผนังด้านในของอดีตพระราชวังและอดีตคุกแห่งนี้ก็คือโรงอาบน้ำโบราณที่เรียกว่า “เปอร์เซียบาธ” นับว่าใหญ่โตมากทีเดียว สภาพภายในที่มีห้องสำหรับการผ่อนคลายอยู่หลายห้องยังคงสภาพที่สมบูรณ์เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์
ส่วนด้านนอกนั้น ความสวยงามโดดเด่นของอัรกะ การิม ข่านอยู่ที่ลวดลายของอิฐแต่ละก้อนที่สวยงามมาก อีกทั้งความประณีตของช่างฝีมือก็ถือว่าเป็นเลิศ มองจากภายนอกจะเห็นเป็นป้อมปราการที่สวยงาม สะดุตามากทีเดียว
สวนอีแรมและท่านฮาเฟซ
ในเมืองชีราซยังมีสถานที่อีกหลายแห่งที่น่าชม นักท่องเที่ยวทั้งต่างชาติและชาวอิหร่านเองก็มักจะแวะเวียนไปชมกันอยู่เสมอ นั่นก็คือ สวนอีแรม หรือ Bagh-e Eram ตามชื่อในภาษาท้องถิ่น ถือว่าเป็นสวนพฤกษศาสตร์ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในเมืองชีราซ มีพันธุ์ไม้แปลกๆอยู่หลายชนิด และเป็นต้นแบบของสวนเปอร์เซียอีกแห่งหนึ่งที่มีองค์ประกอบสวยงาม คุ้มค่ามากกับค่าตั๋วคนละ 1,000 เรียล
ในฤดูใบไม้ผลิ คือประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงเดือนเมษายนที่สวนแห่งนี้จะเต็มไปด้วยสีสันของดอกไม้ที่พากันผลิบานรับการมาเยือนของฤดูใบไม้ผลิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกกุหลาบดอกโตๆจะบานแข่งกันเต็มสวน
จากทางเข้าหลักของสวน เดินตรงไปสัก 100 เมตรก็จะได้ยลโฉมของตำหนักองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์กอญัร (สร้างตอนต้นของศตวรรษที่ 19) ตั้งโดดเด่นอยู่ริมสระน้ำใจกลางสวน รูปทรงของตำหนักและลวดลายปูนปั้นที่ประดับตัวอาคารขนาดย่อมหลังนี้เป็นสถาปัตยกรรมเปอร์เซียยุคท้ายๆก่อนการปฏิวัติ ที่แสดงถึงความรุ่งเรืองเฟื่องฟูในยุคกอญัรและยุคปาห์เลวีอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นภพาวาดลวดลายธรรมชาติ ดอกไม้ นก ผู้คน ที่หน้าตาเปี่ยมไปด้วยความสุข
จนกระทั่งการกลับมาของอายะตุลลอฮ์ โคมัยนีซึ่งลี้ภัยอยู่ในฝร่งเศสนานหลายปี การปฏิบัติจึงเกิดขึ้นเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1979 ซึ่งส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในทุกๆด้าน ความสำราญอย่างที่แฝงอยู่ในลวดลายปูนปั้นเหล่านั้นก็จบสิ้นลง เปรียบเสมืองานเลี้ยงที่ต้องมีวันเลิกรา
ปัจจุบันสวนอีแรมเป็นสมบัติของมหาวิทยาลัยชีราซที่อยู่บนเนินถัดจากสวนขึ้นไปอีกหน่อย มองจากสวนขึ้นไปเห็นอาคารเรียนหลายหลังตั้งเรียงราย ตอนนี้สวนอีแรมได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่เล่าเรียนของนักศึกษาในวิชาด้านการเกษตรและศิลปะ
สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่ผู้มาเยือนเมืองชีราซต้องแวะมาชมด้วยเสมอ นั่นกือ อนุสรณ์สถานของท่านฮาเฟซ (Aramgah e-Hafez)
ท่านฮาเฟซมีชื่อเต็มๆยาวๆว่า Khajeh Shamseddin Mohammad ท่านฮาเฟซนั้นเป็นบุคคลสำคัญทางด้านศาสนาของชาวอิหร่าน บทประพันธ์ของท่านจึงเป็นเรืองที่เกี่ยวข้องกับข้อปฏิบัติทางด้านศาสนา โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอนที่ท่านแต่งก็ล้วนเกี่ยวข้องกับศาสนาอิสลามทั้งนั้น ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม
ท่านฮาเฟซเป็นคนท้องถิ่นเมืองชีราซ เกิดมาในครอบครัวชาวบ้านธรรมดาตั้งแต่ประมาณปีค.ศ. 1324 เป้นเด็กกำพร้าพ่อตั้งแต่อายุยังน้อย การศึกษาเล่าเรียนจึงออกจะกระท่อนกระแท่น จนต้องอาศัยความเมตตาจากท่านผู้นำทางศาสนาช่วยอบรมให้อ่านออกเขียนได้ นั่นจึงทำให้ท่านฮาเฟซมีความคุ้นเคยและผูกพันกับหลักคำสอนของศาสนาอิสลามไปโดยปริยาย ว่ากันว่าท่านคือบุคคลเพียงคนเดียวในโลกนี้ที่สามารถจดจำบทคำสอนต่างๆในคัมภีร์อัลกุรอานได้อย่างแม่นยำทุกบททุกตัวอักษร
ท่านได้ใช้ชีวิตอย่างราบเรียบพอเพียงภายใต้คำสอนของท่านนบี (สาสดา) มุฮัมมัด จนเสียชีวิตในปีค.ศ. 1389 ด้วยอายุ 65 ปี โดยที่ชือเสียงและคุณความดีของท่านยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของชาวชีราซและชาวอิหร่านตลอดมากระทั่งถึงปีค.ศ. 1773 ในสมัยท่านวาคีล การิม ข่านจึงได้สร้างอนุสรณ์สถานแห่งนี้ขึ้นในสวนสวยบนถนนโกเลสตานบูเลอวาร์ดใจกลางเมืองชีราซ
สุสานของท่านทำด้วยหินอ่อนสีขาวอมเขียว ตั้งอยู่บนแท่นหินรูปแปดเหลี่ยมสูงจากพื้นประมาณ 1 ฟุต อยู่ค่อนไปด้านในสวน ทุกคนที่มาที่นี่จะมาแตะที่โลงศพที่หุ้มด้วยหินอ่อนของท่านพร้อมคำสวดอ้อนวอนอธิษฐาน
เปอร์เซโปลิส
พระราชวังเปอร์เซโปลิส
เปอร์เวโปลิส (Persepolis Palace) พระราชวังอันยิ่งใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนลาดเนินของ “เทือกเขาราห์มัด” (Kuh-e Rahmat) อันมีความหายว่าเทอกเขาแห่งความเมตตา เป็นกำแพงธรรมชาติที่ป้องกันพระนครจากข้าศึกศัตรูทางด้านทิศตะวันออกซึ่งเป็นด้านหลังของเมือง ส่วนด้านหน้านั้นหันสู่ทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทุ่งราบที่เปิดโล่ง และมีกำแพงที่ก่อด้วยหินภูเขาสูงถึง 15 เมตร ล้อมรอบจากด้านหน้าไปจรดภูเขา
โครงการก่อสร้างอันมหึมานี้เริ่มต้นขึ้นในปี 512 ก่อนคริสตกาลโดย กษัตริย์ดาริอุสที่ 1 หรือดาริอุสมหาราช (Dariue I, ครองราชย์ระหว่างปี 522-486 ก่อนคริสตกาล) ทรงเลือกทำเลและออกแบบพราะราชวังด้วยพระองค์เอง อาณาบริเวณทั้งหมดของพระราชวังตั้งอยู่บนฐานที่อัดแน่นไปด้วยหินขนาดต่างๆซึ่งสูงจากพื้นดินถึงประมาณ 8 เมตร มีความกว้าง 300 เมตรและยาวถึง 455 เมตร
การเตรียมการก่อสร้างพระราชวังเปอร์เซโปลิสนั้นนับเป้นงานใหญ่ระดับที่ป็นวาระแห่งชาติ ด้วยพระเจ้าดาริอุสมหาราชทรงต้องการให้ใช้วัสดุที่ดีที่สุดและช่างฝีมือเยี่ยมที่สุดของช่างสกุลต่างๆภายใต้เวิ้งฟ้าของอาณาจักรเปอร์เซียให้มาร่วมกันสรรค์สร้างพระราชวังแห่งนี้ให้เป็นที่เลื่องชื่อโจษขานกันสืบไปถึงความยิ่งใหญ่และสวยงามยิ่งกว่าพระราชวังทั้งหลาย ให้คู่ควรกับพระบารมีของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดพระองค์นี้
ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดจึงถูกเสาะหาและนำมาเพื่อเตรียมก่อสร้างพระราชวังนี้ เป็นต้นว่าหินแกรนิตและแผ่นเงินต้องนำเงินมาจากอียิปต์หินสำหรับทำเสามาจากอาณาจักรอีแลม ไม้ซีดาร์จากซีเรีย หินสีดำลาปิส-ลาซูลีจากช็อกเดียนา หินเทอร์คอยซ์จากคอร์ราสเมีย ทองคำจากลิเดีย งาช้างจากเอธิโอเปีย อิฐจากสุเมเรียนและบาบิโลเนีย
ตามแผนผังเดิมที่พระเจ้าดาริอุสทรงออกแบบนั้น ประตูทางเข้าหลักของพระราชวังอยู่ทางทิศใต้ ใกล้กัลป์ตำหนักที่ประทับของพระองค์ แล้วจึงเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ที่อยู่ถัดเข้าไปที่เรียกว่า ห้องอะพาดานา (Apadana Palace) ซึ่งเป็นท้องพระโรงที่พระมหากษัตริย์ใช้ออกว่าราชการหรือต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองเช่นเดียวกับพิธีการสำคัญต่างๆก็จะถูกจัดขึ้นที่ห้องอะพาดานาแห่งนี้
ติดกับท้องพระโรงทางด้านทิศใต้ เป็นตำหนักที่ประทับของพระเจ้าดาริอุสมหาราช ซึ่งในปัจจุบันถือว่าเป็นส่วนที่มีความสมบูรณ์ที่สุดทั้งโครงสร้างของตำหนักและรูปสลักต่างๆ โดยเฉพาะด้านหน้าที่หันไปทางทิศใต้ ซึ่งรับกับประตูทางเข้าเดิมของพระราชวัง ตรงจุดนี้ที่ทำให้รู้ว่าในสมัยราชวงศ์อะคาเมนิดนั้น เปอร์เซียได้รับเอา โซโรแอสเตอร์ มาเป็นศาสนาประจำอาณาจักรเรียบร้อยแล้ว หลักฐานสำคัญคือรูปสลักของเทพอาหุรมาสดา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของโซโรแอสเตอร์บนผนังหินด้านหน้าพระตำหนักแห่งนี้ ส่วนตำหนักอีก 3 แห่ง ของกษัตริย์องค์ต่อๆมานั้นแทบไม่เหลือซากให้เห็น
มีนักประวัติศาสตร์บางท่านได้ความเห็นว่ารูปแบบพระราชวังของกษัตริย์ดาริอุสมหาราชดูเหมือนจะได้แบบอย่างมาจากพระราชวัง 2 แห่งที่ถูกสร้างมาก่อนสมัยของพระองค์คือ พระราชวังที่เมืองพาซาร์กาดที่สร้างโดยพระเจ้าไซรัสมหาราช และอีกที่หนึ่งคือพระราชวังที่เมืองซูซ่าของพวกอีลาไมต์ ซึ่งกษัตริย์ดาริอุสโปรดปรานมาก
แต่เมื่อถึงรัชสมัยของกษัตริย์เซอร์ซีสที่ 1 (Xerxes I โอรสของกษัตริย์ดาริอุสมหาราช ครองราชย์ระหว่างปี 486-465 ปีก่อนคริสตกาล) ได้มีการเปลี่ยนแบบแปลนและรายละเอียดหลายๆอย่าง แต่ที่สำคัญคือได้เปลี่ยนบันไดและทางเข้าหลักจากเดิมที่อยู่ทางด้านทิศใต้ ให้มาอยู่ตรงมุมซ้ายสุดทางด้านทิศตะวันตก และสร้างซุ้มประตูทางเข้าให้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และเรียกประตูนี้ว่า ประตูแห่งมวลมนุษยชาติ (All Nation Gate) อย่างที่เห็นในปัจจุบัน
กษัตริย์เซอร์ซีสยังได้ต่อเติมท้องพระโรงอะพาดานาขึ้น โดยทำระเบียงยาวด้านนอกทางทิศตะวันตกสุด วนไปรับกับระเบียงทางด้านทิศเหนือและทำบันไดทางขึ้นตรงกึ่งกลางของระเบียงทิศเหนือ มีการสร้างรูปแกะสลักหินเลียนแบบของเดิมที่มีอยู่แล้วทางบันไดด้านทิศตะวันออกมาไว้ที่บันไดด้านทิศเหนือด้วย นั่นคือรูปสลักทหารรักษาพระองค์ ซึ่งแต่งกายในแบบเปอร์เซีย และสัญลักษณ์สิงโตตะปบหลังวัวโดยมีขนาดและลักษณะเหมือนของเดิมที่อยู่ตรงบันไดทางขึ้นด้านตะวันออกทุกประการ
หลังจากนั้นก็ได้สร้างท้องพระโรงแห่งที่ 2 ขึ้นใกล้กับท้องพระคลังมหาสมบัติเดิม ห้องนี้เรียกว่า ห้อง 100 เสา (Hall of 100 Columns) มีขนาด 68.5x68.5 เมตร มีพื้นที่รวม 4,700 ตารางเมตร มากกว่าห้องอะพาดานาซึ่งมีพื้นที่เพียง 3,660 ตารางเมตร
ส่วนห้องพระคลังมหาสมบัติซึ่งของเดิมมีเพียงห้องเดียวนั้นก็ได้ขยายเพิ่มขึ้นอีกถึง 2 เท่า และเปลี่ยนประตูทางเข้าจากด้านตะวันตกไปอยู่ทางด้านทิศใต้แทน ที่สำคัญคือกษัตริย์เซอร์ซีสได้ให้ช่างตัดเอารูปสลักหินของพระเจ้าดาริอุสซึ่งประทับนั่งบนบัลลังก์ซึ่งประดับอยู่ตรงบันไดทางขึ้นห้องอะพาดานาทางด้านตะวันออก มาไว้ที่ผนังด้านในสุดของห้องพระคลังมหาสมบัติ ทุกวันนี้ภาพสลักดังกล่าวก็ยังตั้งอยู่ ณ ที่แห่งนั้น แม้ว่าห้องพระคลังมหาสมบัติจะเหลืออยู่เพียงเสาตอม่อก็ตาม
ฮาเร็ม (Harem) เป็นอีกส่วนหนึ่งในสมัยกษัตริย์เซอร์ซีสที่ 1 ซึ่งพื้นที่ส่วนนี้ในปัจจุบันได้ดัดแปลงเป็นพิพิธภัณฑ์ไปแล้ว
พระราชวังแห่งนี้ได้รับการก่อสร้างต่อเติมมาเรื่อยในทุกสมัยของกษัตริย์ที่ขึ้นครองบัลลังก์ที่นี่ รวมระยะเวลาการก่อสร้างที่ผ่านมาทั้งหมดถึง 150 ปี แต่พระราชวังแห่งนี้ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จนกระทั่งมาถึงรัชสมัยของกษัตริย์ดาริอุสที่ 3 ในต้นปี 330 ก่อนคริสตกาล เปอร์เซโปลิสก็พินาศย่อยยับลงด้วยฝีมือของกองทัพกรีกโดยอเล็กซานเดอร์มหาราชแห่งมาซิโดเนีย และเป็นการปิดตำนานอันยิ่งใหญ่ของราชวงศ์อะคาเมนิดแห่งอาณาจักรเปอร์เซียไว้เพียงเท่านั้น
สุสาน 4 กษัตริย์
สุสาน 4 กษัตริย์ (Naqsh-e Rostam) อยู่ห่างจากเปอร์เซโปลิสไปทางทิศเหนือ ตามเส้นทางที่จะไปยังเมืองพาซาร์กาดซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งแรกของอาณาจักรเปอร์เซียประมาณ 6 กิโลเมตรเท่านั้น สถานที่แห่งนี้เป็นภูเขาหินขนาดย่อมๆสูงจากพื้นประมาณ 30-40 เมตร
สุสานแห่งนี้อยู่บนหน้าผาหิน ห่างจากลานจอดรถออกไปเพียง 100 เมตร ค่าเข้าชมราคาคนละ 5,000 เรียลแล้วเดินขึ้นเนินไป ก็จะได้เห็นร่องรอยความอลังการของเมืองหลังความตาย ที่ช่างโบราณแห่งเปอร์เซียได้ฝากฝีมือการสลักเสลาไว้บนแผ่นผา คนพื้นเมืองเปอร์เซียเรียกขานสถานที่แห่งนี้ว่า “นัค-ชิ-รอส-ตัม” (Naqsh-e Rostam) อันมีความหมายว่า “ที่ราบสูงแห่งรอสตัม” รอสตัมคือวีรบุรุษที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในมหากาพย์การต่อสู้ของบรรพบุรุษชาวเปอร์เซียตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล และนัคชิรอสตัมก็ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ในยุคการปกครองของกษัตริย์ดาริอุสมหาราช โดยพระองค์เป็นผู้ตัดสินใจเลือกสถานที่เองว่าที่นี่คือที่พำนักแห่งสุดท้ายของพระองค์หลังจากเสด็จสวรรคตแล้ว
สิ่งที่อยู่บนหน้าผาก็คือสุสานหรือหลุมฝังศพที่เจาะลึกเข้าไปในหน้าผาหินไล่เรียงกันอยู่ 3 หลุม และมีอีก 1 หลุมที่แยกออกไปต่างหากทางด้านขวามือ
จะเห็นว่าหลุมฝังศพแต่ละหลุมมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ นั่นคืออยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 20 เมตร แต่ละหลุมที่เจาะลึกเข้าไปเป็นเครื่องหมายบวกขนาดใหญ่ที่เซาะลึกเข้าไปในผาหิน มีความยาวจากบนลงล่างเท่ากับความกว้างจากด้านซ้ายไปยังด้านขวา นั่นคือ 23 เมตร
ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับสุสานแห่งนี้อีกอย่างหนึ่งคือ ความกว้างของหน้าบันที่สุสานของพระเจ้าดาริอุสนี้มีขนาดใหญ่เท่ากันกับความกว้างของหน้าบันที่ตำหนักของพระองค์ในพระราชวังเปอร์เซโปลิสอย่างไม่ขาดไม่เกิน แถมยังมีรูปลักษณ์เหมือนกัน นักประวัติศาสตร์จึงสันนิษฐานว่าพระองค์ต้องจงใจให้การสร้างออกแบบสุสานมาจากตำหนักของพระองค์อย่างแน่นอน
ตรงที่หน้าบันของสุสานกษัตริย์ทุกพระองค์จะเห็นว่าช่องอุโมงค์นั้นเปรียบเสมือช่องประตูเข้าพระราชวัง สังเกตให้ดีจะเห็นว่าเสาแกะสลักแบบนูนต่ำอยู่ข้างทางเข้าด้านละ 2 ต้น รูปทรงกลมกลึงสวยงามคล้ายกับเสาที่พระราชวังเปอร์เซโปลิสทีเดียว
เหนือขึ้นไปคือหน้าบันและกันสาด ที่แกะลวดลายสวยงามเช่นเดียวกันเหนือหน้าบันขึ้นไปอีกก็จะเห็นภาพแกะสลักทหารที่ยืนเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดาน 2 แถว และเหนือแถวของทหารขึ้นไปอีกจะเป็นภพาพระมหากษัตริย์แกะสลักแบบเต็มตัว มีขนาดใหญ่กว่าของทหาร ลักษณะเหมือนกับภาพแกะสลักที่กรอบประตูของตำหนักกษัตริย์ดาริอุสมหาราชและกษัตริย์เซอร์ซีสไม่มีผิดเพี้ยน นั่นก็คือภาพแกะสลักกษัตริย์แต่ละพระองค์ที่พระศพถูกฝังไว้ในสุสานนั่นเอง
ณ ตำแหน่งสูงสุด ซึ่งอยู่เหนือภาพแกะสลักของพระองค์พระมหากษัตริย์ขึ้นไปอีกก็คือภาพสัญลักษณ์ของศาสนาโซโรแอสเตอร์ คือเทพอาหุรมาสดา ที่มีปีกสยายยาวออกไปทั้งสองข้าง ในมือถือห่วงทรงกลมอันหมายถึงพระอาทิตย์ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความสว่างที่ชาวลัทธิโซโรแอสเตอร์นับถือนั่นเอง
ส่วนที่อยู่ใต้ช่องประตูลงมานั้นสันนิษฐานว่ามีภาพแกะสลักเช่นเดียวกัน เพียงแต่ว่ายังไม่มีความชัดเจน แต่บางช่องก็เป็นพื้นที่ราบเรียบเหมือนไม่ได้สลักรูปอะไรเลย ซึ่งเป็นไปได้ว่าช่างแกะสลักยังทำงานไม่เสร็จสมบูรณ์ก็ต้องหยุดไปเพราะเหตุของสงคราม
มาดูกันว่าสุสานหลังไหนเป็นของกษัตริย์พระองค์ใด ซึ่งจะไล่เรียงตามลำดับความสำคัญของกษัตริย์แต่ละองค์และก็เรียงลำดับการก่อสร้างก่อนหลังไปในตัวด้วย
หลังที่มีความสำคัญที่สุดและสร้างขึ้นเป็นหลังแรก ก็ต้องเป็นของกษัตริย์ดาริอุสมหาราช (ดาริอุสที่ 1) ท่านเป็นผู้เริ่มสร้างนครเปอร์เซโปลิสอันยิ่งใหญ่ และขึ้นครองบัลลังก์ระหว่างปี 522-486 ก่อนคริสตกาล สุสานของพระองค์คือหลังที่อยู่ขวาสุดของทั้ง 3 หลัง
สำหรับสุสานที่มีความสำคัญอันดับ 2 และสร้างขึ้นเป็นหลังที่ 2 คือ สุสานของกษัตริย์เซอร์ซีสที่ 1 ผู้เป็นโอรสของกษัตริย์ดาริอุสมหาราช ครองราชย์ระหว่างปี 486-465 ก่อนคริสตกาล สุสานของพระองค์ก็คือหลังที่อยู่โดดเดี่ยวย ซึ่งจะเห็นว่ารูปแกะสลักที่สุสานของพระองค์จะคงสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด
อันดับที่ 3 ได้แก่ สุสานของกษัตริย์อาร์ทาเซอร์ซีสที่ 1 ผู้เป็นโอรสของกษัตริย์เซอร์ซีสที่ 1 ครองราชย์ระหว่างปี 465-425 ก่อนคริสตกาล หลังที่อยู่ตรงกลางคือสุสานของกษัตริย์อาร์ทาเซอร์ซีสที่ 1
สุสานหลังสุดท้ายนี้ก็คือกษัตริย์ดาริอุสที่ 2 พระองค์ทรงครองราชย์ต่อจากกษัตริย์อาร์ทาเซอร์ซีสที่ 1 ระหว่างปี 425-405 ก่อนคริสตกาล และเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายที่พระศพของพระองค์ถูกฝังไว้ ณ สุสานนัคซิรอสตัมแห่งนี้
ยังมีสิ่งก่อสร้างในยุคโบราณอีกอย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับสุสาน 4 กษัตริย์แห่งนี้ มายาวนาน นั่นก็คือกาบาเย่ ซาร์ดอสท์
กาบาเย่ ซาร์ดอสท์ (Ka’ba-ye Zartosht) คือศาสนสถานของ โซโรแอสเตอร์ หรือลัทธิบูชาไฟ อย่างที่บางคนเรียก แต่ที่นี่มีเพียงหอสูงทรงสี่เหลี่ยมซึ่งเป็นที่จุดคบไฟให้ลุกโชติช่วงอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น ไม่มีห้องสวดหรือห้องทำศาสนพิธีให้เห็นเหมือนที่อื่นๆ
หมู่บ้าน “อะบียาเน่ห์”
อะบียาเน่ห์ (Abyaneh Village) หมู่บ้านโบราณที่ยังบริสุทธิ์จากมลภาวะของโลกายุคโลกาภิวัตน์แห่งนี้ หมู่บ้านดึกดำบรรพ์แห่งนี้ซุกตัวอยู่อย่างสงบเงียบบนยอดเขาคาร์คาสที่ความสูง 3,899 เมตร แวดล้อมไปด้วยหุบผาอันซับซ้อนและสูงชัน จึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ปลอดภัยจากข้าศึกศัตรูมาอย่างยาวนานหลายพันปี
หมู่บ้านแห่งนี้สามารถแวะมาเที่ยวชมได้ในทุกฤดูกาล เพราะอากาศเย็นสบายตลอดปี แม้แต่ในหน้าร้อนที่อากาศที่พื้นราบข้างล่างร้อนถึงขั้นตับแลบ แต่บนนี้อุณหภูมิไม่เคยเกิน 20 องศาเซลเซียส
หมู่บ้านอะบียาเน่ห์ตั้งอยู่บนภูเขาสูงในจุดที่เรียกว่าลี้ลับมาก เพราเต็มไปด้วยซอกหลืบบนหน้าผาอันสูงชัน ด้านหลังเป็นโขดเขาที่ปกปิดหมู่บ้านจากสายตาคนภายนอกได้อย่างมิดชิด ส่วนด้านหน้าหมู่บ้านเป็นหุบเขาที่ลึกลงไปอีกร่วม 100 เมตรและมีแม่น้ำอยู่เบื้องล่างที่ชาวบ้านเรียกขานว่า แม่น้ำบาร์ซรุด (Barzrud River) จึงยากต่อการเข้าโจมตีทั้งด้านหน้าและด้านหลังของหมู่บ้านนั่นจึงทำให้หมู่บ้านแห่งนี้อยู่รอดปลอดภัยมาจนกระทั่งปัจจุบัน
นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าหมู่บ้านอะบียาเน่ห์เป็นหมู่บ้านที่เกิดตั้งแต่ยุคอาณาจักรบาบิโลเนีย ซึ่งต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 3,200 ปี บรรพบุรุษของพวกเขาได้หนีรภัยสงครามขึ้นมาบนภูเขาลูกนี้จนเห็นว่าปลอดภัย จึงตั้งรกรากอยู่ที่นี่อย่างถาวร
เมื่อเดินตามถนนสายกลางของหมู่บ้านเข้าไป 100 เมตร จะเห็นบ้านหลังหนึ่งปลูกคร่อมทางเดิน โดยมีบันไดทางขึ้นไปยังด้านบนอยู่ด้านขวามือ ที่นี่เคยเป็นศาสนสถานของชาวบ้านในอดีตเมื่อประมาณ 2,000 ปีย้อนกลับไปพวกเขายึดเอาศาสนาโซโรแอสเตอร์หรือลัทธิบูชาไฟเป็นเครื่องมือยึดเหนี่ยวจิตใจและได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์เหมือนชาวอิหร่านปัจจุบัน เมื่อตอนต้นศตวรรษที่ 11 จนกระทั่งทุกวันนี้
ดังนั้นเมื่อเดินชมหมู่บ้านเข้าไปเรื่อยๆตามถนนสายเดิมจะพบกับมัสยิดขนาดเล็กประจำหมู่บ้าน เรียกว่า มัสยิดจาเมห์ (Jameh Mosque) สร้างในศตวรรษที่ 11 สมัยเซลจุกปกครองเปอร์เซีย อยู่เกือบสุดถนนสายกลางหมู่บ้าน
อีกอย่างหนึ่งที่เป็นภูมิปัญญาคนโบราณที่นี่ก็คือ ระบบห้องเย็นใต้ดิน เป็นห้องสำหรับเก็บของกินให้อยู่ได้นานๆ
ปกติแล้วชาวบ้านอะบียาเน่ห์มักจะต่างคนต่างอยู่ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย นานๆจะเห็นชาวบ้านมานั่งรวมกลุ่มคุยกันสักที พวกเขาคุยกันเบาๆพอได้ยินเท่านั้น ภาษาที่พวกเขาใช้พูดกันที่นี่เรียกว่า ภาษาพาเธียน พาลาวี (Pathian Pahlavi) เป็นภาษาที่ผสมผสานระหว่างภาษาดั้งเดิมของชาวบาบิโลนกับภาษาเปอร์เซียน ที่ปัจจุบันแผลงมาเป็นภาษาฟาร์ซี
สำหรับคำว่าอะบียาเน่ห์ (Abyaneh) ซึ่งเป็นชื่อหมู่บ้านนั้น ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า willow อันเป็นชื่อของพันธ์ไม้ยืนต้นชนิดหนึ่งที่ชอบขึ้นในที่มีอากาศเย็นตลอดปี และยังชอบพื้นที่ชุ่มน้ำอีกด้วย นั่นจึงเห็นได้ว่าตลอดริมฝั่งของแม่น้ำบาร์ซรุด ที่ไหลผ่านหมู่บ้านลงไปยังที่ราบเบื้อล่างนั้นจึงเรียงรายไปด้วยต้นวิลโลว์ตลอดสาย (ไม้ชนิดนี้ในนิวซีแลนด์เรียกปอปลาร์มีเนื้ออ่อนจนนุ่มเหมาะสำหรับทำจุกก๊อกปิดขวดไวน์)

คาชาน...บ้านเศรษฐี
เมืองคาชาน หากดูจากภายนอกแล้วค่อนข้างจะทรุดโทรมและเงียบเหงาตึกรามบ้านช่อทั้งเก่าและใหม่คละเคล้ากันไป อีกทั้งตำแหน่งที่ตั้งของเมืองยังอยู่บนชายขอบของทะเลทราย Dasht-e Kavir ทำให้อากาศร้อนและแห้งแล้ง
เมืองคาชานนี้ขึ้นชื่อมานานหลายศตวรรษแล้ว ในเรื่องของการผลิตกระเบื้องคุณภาพดี เครื่องปั้นดินเผาคุณภาพสูง เครื่องหัตถกรรมประเภทถักทอคุณภาพเยี่ยม และเป็นแหล่งทอพรมอันเลื่องชื่อด้วย ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ใหม่เพิ่มเข้ามาอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักทั่วไป นั่นก็คือน้ำอบน้ำหอม ที่กลั่นมาจากดอกกุหลาบ หรือที่เรียกว่าน้ำกุหลาบนั่นเอง
*คำว่ากุหลาบที่คนไทยใช้อยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นคำจากภาษาเปอร์เซียซึ่งใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยปัจจุบันคนอิหร่านก็ยังใช้เรียกอยู่เช่นกัน
กำเนิดของเมืองคาชานเริ่มต้นขึ้นในยุคที่อาณาจักรเปอร์เซียยังคงอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของราชวงศ์อะคาเมนิด ซึ่งเป็นราชวงศ์แรกที่เป็นคนเปอร์เซียแท้ๆ ปกครองอาณาจักรเปอร์เซียระหว่างปี 559-330 ก่อนคริสต์ศักราช นั่นก็หมายความว่าเมืองคาชานได้ก่อเกิดกำเนิดมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2,300 ปี
จากนั้นก็มาถึงยุคการปกครองของราชวงศ์ซัสซาเนียน (ราชวงศ์ที่ 4 ปกครองอาณาจักรเปอร์เซียระหว่างปี ค.ศ. 224-637) เมืองคาซานนั้นถือว่าเจริญรุ่งเรืองอย่างรวดเร็ว แต่ก็เสื่อมถอยอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยการรุกรานของพวกอาหรับจากแดนใต้เมื่อปีค.ศ. 637 มิหนำซ้ำยังต้องพังพินาศอย่างย่อยยับจากเหตุแผ่นดินไหวในอีกไม่กี่ปีถัดมา อาคารบ้านเรือนในยุคซัสซาเนียนจึงเหลือให้น้อยเต้มที
เวลาผ่านพ้นไปอีกหลายร้อยปี เมืองคาชานได้กลับมาพบกับบรรยากาศอันสดมใสอีกครั้งในศตวรรษที่ 11 ภายใต้การปกครองของราชวงวศ์เซลจุก (พวกเซลจุกเติร์กจากทางเหนือ ปกครองเปอร์เซียระหว่างปีค.ศ. 1051-1220)
ในช่วงนี้นี่เองที่เป็นยุคทองของการผลิตกระเบื้องเคลือบสี การทำเครื่องปั้นดินเผา การผลิตงานถักทอต่างๆ ของบเมืองคาชานได้รับการพัฒนาอย่างสูงสุด การค้านับว่าเฟื่องฟูเป็นอย่างมาก เมืองคาชานกลายเป็นชุมทางการค้าที่สำคัญในเส้นทางสายไหมไปโดยไม่รู้ตัว
ความตกต่ำก็เข้ามาครอบงำเมืองการค้าแห่งนี้อีกครั้งหนึ่งจนได้ เมื่อพวกมองโกลจากเอเชียกลางได้รุกรานเข้ามา และยึดครองเปอร์เซียระหว่างปีค.ศ. 1220-1380 เมืองคาชานไร้ชีวิตชีวาเหมือนต้นไม้ตายซากอยู่นานนับร้อยปี
มาถึงสมัยกลางซึ่งเปอร์เซียปกครองโดยราชวงศ์ซาฟาริด (ปีค.ศ. 1502-1722) ถือว่าเป็นยุคทองของอาณาจักรเปอร์เซียอีกครั้งหนึ่ง การค้าภายในภายนอกราชอาณาจักรต่างเฟื่องฟูไม่แพ้กัน การสาธารณูปโภคและศิลปะนับว่าเจริญรุ่งเรืองมาก เมืองอิศฟาฮานที่ทำหน้าที่เป็นเมืองหลวงขณะนั้นได้กลายเป็นเมืองใหญ่ที่สุดในโลก มีการเปิดประเทศอย่างกว้างขวางเพื่อทำการค้ากับประเทศต่างๆทั้งในยุโรปและเอเชีย รวมถึงราชอาณาจักรสยาม ซึ่งตรงกับรัชกาลของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชด้วย
ต่อไปนี้คือรายชื่อบ้านเศรษฐีในยุคโบราณที่น่าแวะชมเป็นอย่างยิ่งหลังแรกชื่อบ้าน Sharifian ต่อมาก็เป็นบ้าน Banikazemi ต่อมาอีกคือบ้าน Abbasian หลังถัดไปชื่อบ้าน Hashemian แล้วก็มาถึงบ้าน Attar-ha ตามมาด้วยบ้าน Mortazavi อีกหลังหนึ่งคือบ้าน Boroujerdi หลังนี้ทั้งแปลกทั้งใหญ่โตมโหฬารมาก ท้ายสุดคือบ้าน Ameri หลังนี้ก็มหัศจรรย์ไม่แพ้หลังก่อนหน้านี้
หลังที่ต้องยกให้เป็นหนึ่งเรื่องของความใหญ่โตโอ่อ่าของตัวบ้านและความวิจิตรบรรจงในการแต่งภายใน คือบ้านหลังที่ชื่อว่า Tabatabai
บ้านทาบาทาบาอี้ (Tabatabai หรือ Tabatabaei) อยู่ใจกลางเมืองคาชาน พอจอดรถที่ถนนใหญ่แล้วเดินเข้าซอยไปอีกสัก 100 เมตรเศษ จะเห็นสุเหร่าขนาดเล็กอยู่ด้านซ้ายมือ เมื่อไปยืนอยู่ที่หน้าประตูใหญ่ของสุเหร่าแล้วมองไปทางขวามือ จะเห็นทางเดินเข้าไปยังประตูหน้าบ้าน มีป้ายเป็นภาษาอังกฤษติดเหนือประตูไว้ว่า “Tabatabai”
เมื่อกระตุกที่เคาะประตูซึ่งเป็นรูปตะขอที่ดูหนักแน่นสำหรับแขกเพศชายกระแทกลงไปบนบานประตูเบาๆ เพียงไม่ถึงนาทีก็มีสุภาพสตรีหน้าตาสวยมาเปิดประตูให้พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ (ถ้าเป็นสุภาพสตรีจะต้องใช้ห่วงอันที่บางกว่าสำหรับเคาะประตู)
บริเวณนี้คือลานกลางบ้านแบบเปอร์เซียที่ปลูกสร้างในยุคศตวรรษที่ 16-17 บ้านทุกหลังมีแปลนหลักๆเหมือนกันหมด คือตัวบ้านจะสร้างล้อมรอบลานบ้านเป็นรูปสี่เหลี่ยมและมีสระน้ำตรงกลาง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีลานบ้านหรือสระน้ำเพียงแห่งเดียว บ้านหลังใหญ่ๆส่วนมากจะมีลานบ้านหลายแห่ง อย่างเช่นบ้านทาบาทาบาอี้หลังนี้ก็มีลานบ้านอีกแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ด้านหลัง เป็นสนามหญ้าที่กว้างขวางกว่าลานกลางบ้านเสียอีก
เมื่อยืนตรงกลางลานบ้านจะเห็นตัวบ้านที่วางแนวรูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบทุกด้าน มีจั่วหลังคาแบบรูปโค้งที่ตัวอาคารทั้ง 4 ด้าน ซึ่งแต่ละด้านประดับด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างสวยงาม จากพื้นที่ยืนอยู่จะเห็นว่าตัวบ้านจะยกพื้นไปเป็น 2 ชั้น มีเสากลมขนาดเล็กค้ำยันจั่วหน้าและซุ้มประตูซุ้มหน้าต่างรูปโค้งตลอดแนวคล้ายกับบ้านเรือนของแขกมัวร์
เบื้องหลังซุ้มโค้งของประตูซุ้มหน้าต่างเหล่านั้นจะมีห้องหับต่างๆสลับซับซ้อนกันอีกหลายสิบห้อง ห้องเหล่านั้นจะอยู่ลึกเข้าไปด้านหลังซึ่งขอแยกแยะพื้นที่หลักๆของบ้านในพอสังเขปคือ
ห้องพักต่างๆไม่ว่าจะเป็นห้องโถงใหญ่ โถงเล็ก ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ห้องดื่มน้ำชา สำหรับสมาชิกทุกคนในบ้านจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนที่อยู่ด้านทิศใต้ของตัวบ้านแต่หันหน้าไปทางทิศเหนือ ส่วนนี้จะใช้อยู่อาศัยในฤดูหนาวที่อากาศหนาวเย็นมาก จึงต้องการให้ห้องต่างๆหันหน้าเข้ารับแสงแดดอย่างเต็มที่เพื่อความอบอุ่น
เมื่อหมดหน้าหนาว ก็จะย้ายมายังฝั่งตรงข้ามทางด้านทิศใต้แต่จะหันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อให้ห้องต่างๆได้หลบหนีจากแสงแดดในหน้าร้อน ฝั่งนี้จะสังเกตเห็นสิ่งก่อสร้างเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง ลักษณะเหมือนหอคอยที่ยื่นสูงเหนือหลังคาบ้านขึ้นไปหลายเมตรเลยทีเดียว นั่นก็คือ “หอดักลม” ทำหน้าที่ในการดักลมที่พัดผ่านมาให้ถ่ายเทลงไปยังห้องต่างๆในตัวบ้าน เพื่อไล่อากาศที่ร้อนอบอ้าวในตัวบ้านออกไปยังอีกด้านหนึ่ง ทำให้บ้านของชาวเปอร์เซียมีอากาศถ่ายเทและเย็นฉ่ำอยู่ตลอดเวลา นี่คือภูมิปัญญาของชาวเปอร์เซียโบราณที่ติดแอร์ธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้ไฟฟ้า ต้นกำเนิดของหอดักลมนี้มีขึ้นครั้งแรกที่เมืองยาซด์ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายคาเวียร์ตอนกลางของประเทศอิหร่าน
บ้านริมผา...มาซูเล่
ระยะทางจากเตหะรานไปยังเมืองราสท์ซึ่งอยู่ใกล้กันกับชายฝั่งทะเลสาบแคสเปียนนั้นประมาณ 324 กิโลเมตร ใช้เวลานั่งรถชมทัศนียภาพแสนสวยแบบเพลินๆประมาณ 5 ชั่วโมงครึ่ง แต่จะแวะทานอาหารมื้อกลางวันที่เมือง Kelardash ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศบนภูเขา ที่คนอิหร่านเขาภาคภุมิใจมาก ถึงขั้นเทียบเคียงว่าเป็นสวิตเซอร์แลนด์แห่งอิหร่านเลยทีเดียว
บริเวณทะเลสาบแคสเปียนซึ่งเป็นพื้นที่ตอนเหนือสุดของอิหร่านนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในเขตปกครองของจังหวัดมิลาน (Gilan Province) อันเป็นจังหวัดใหญ่ที่สุดของแถบแคสเปียน มีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 2 ล้าน 3 แสนคน เมืองหลวงของจังหวัดจิลานคือเมืองราสท์ (Rasht) มีประชากรประมาณ 4 แสนคน
จังหวัดจิลานถือเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของประเทศอิหร่านอย่างแท้จริงเพราะเป็นพื้นที่ลุ่มเฉลี่ยแล้วอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 7 เมตร และยังมีเทือกเขาอัลโบร์ซช่วยกันเมฆฝนไม่ให้ล่องลอยหนีไปยังพื้นที่อื่น ฝนจึงตกในปริมาณที่สูง และอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ทำให้ชาวบ้านแถบนี้ทำการเพาะปลูกพืชผักได้สารพัดชนิด รวมไปถึงยาสูบ ใบชา การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและยังปลูกข้าวได้อย่างมีคุณภาพด้วย ข้าวสวยร้อนๆ หอมๆ
นอกจากนั้นยังมีการทำประมงในทะเลสาบแคสเปียน ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีพื้นที่รวม 370,000 ตารางกิโลเมตร (ใหญ่กว่าประเทศไทยนิดหน่อย) ยาวจากเหนือไปจรดใต้ถึง 1,120 กิโลเมตรและกว้างสุดจากตะวันตกไปยังตะวันออกถึง 436 กิโลเมตร
ด้วยพื้นที่อันใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้ ทะเลสาบแคสเปียนจึงกลายเป็นแหล่งทรัพยากรทางน้ำให้แก่ประเทศต่างๆที่อยู่รายรอบทั้งรัสเซีย อาเซอร์ไบจานเติร์กเมนิสถาน และอิหร่าน
ผลิตภัณฑ์จากปลาสเตอร์เจียน (Sturgron) ที่เรียกกันทั่วไปว่า “ไข่ปลาคาเวียร์” (caviar) จึงเป็นเงินมูลค่ามหาศาลและเป็นสินค้าส่งออกคุณภาพดีของอิหร่านเช่นเดียวกัน
จากเมืองราสท์ไปยังหมู่บ้านมาซูเล่ ซึ่งฝังตัวอยู่บนหน้าผาทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเทือกเขาอัลโบร์ซระยะทางเพียง 60 กิโลเมตรเท่านั้น แต่เนื่องจากเป้นเส้นทางชนบทสายเล็กๆจึงใช้เวลาเดินทางเกือบจะ 1 ชั่วโมงครึ่ง
สมเด็จพระเทพรัตน์สุดาฯ เคยประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด้จประพาสยังหมู่บ้านมาซูเล่เมื่อปีค.ศ. 2004 ด้วยเส้นทางสายนี้ จึงทำให้คนแถวนี้เรียกเส้นทางนี้ว่า Princess Rode หรือเส้นทางสายเจ้าหญิง ที่เรากำลังตามรอยพระบาทของพระองค์อยู่ในขณะนี้
ตามข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์ หมู่บ้านมาซูเล่มีชื่อเดิมว่า Masalar สร้างอยู่บนหน้าผาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,050 เมตร มีอายุเก่าแก่กว่า 1,000 ปีโดยนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชาวพื้นเมืองในแถบตอนใต้ของทะเลสาบแคสเปียนได้หลบหนีภัยสงครามขึ้นมาตั้งหลักแหล่งบนนี้ตั้งแต่ปีค.ศ. 1006 ซึ่งแรกเริ่มเดิมทีหมู่บ้านมาซูเล่ไม่ได้อยู่ตรงจุดที่ตั้งในปัจจุบัน แต่หมู่บ้าน Old Masouleh หรือภาษาพื้นเมืองเรียกว่า Khoneh Masouleh นั้นอยู่ห่างจากจุดนี้ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 6 กิโลเมตร ซึ่งได้กลายเป็นหมู่บ้านร้างไปแล้วหลังจากที่ชาวบ้านได้ย้ายมาอยู่ที่นี่เป็นการถาวรจนกระทั่งปัจจุบัน
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่นี่ประมาณ 800 คน มีภาษาพูดเป็นของตนเองที่เรียกว่า ภาษาทาลิช (Talysh) บริเวณต่างๆภายในหมู่บ้านนั้นเขาก็แบ่งออกเป็นสัดส่วนและมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป 4 ส่วนด้วยกัน คือ
ทางด้านทิศใต้ของหมู่บ้าน เรียกว่า Maza-var แปลว่าพื้นที่ใกล้สุเหร่า ซึ่งตรงนี้สังเกตไม่ยาก มองสูงขึ้นไปบนหน้าผาแล้วหันไปทางขวานิดหน่อยก็จะเห็นสุเหร่าสีเขียว มีหอบังแบบคู่ขนาบสองข้าง เป็นจุดเด่นที่สุดของหมู่บ้าน
ทางด้านทิศตะวันตกของหมู่บ้านเรียกว่า Khana-var แปลว่าด้านข้างของหมู่บ้าน
ทางด้านทิศเหนือของหมู่บ้านคือส่วนที่อยู่บนสุด เรียกว่า Kasha-sar แปลว่าบนสุด ส่วนทางด้านทิศตะวันตกเรียกว่า Assa-mahala แปลว่าชุมชนอัสสา
จุดที่มีบรรยากาศคึกคักครื้นเครงที่สุดก็คือ บริเวณใจกลางของหมู่บ้านซึ่งเป็นตลาดบาซาร์ ถึงจะเป็นตลาดเล็กๆแต่ทว่ามีสีสัน มีชีวิตชีวามากเลยทีเดียว ใครนิยมของฝากของที่ระลึกทั้งสิ่งของที่ใช้งานได้จริงและของกระจุกกระจิกเอาไว้ตกแต่งบ้าน ตลาดแห่งนี้เหมาะกับคุณที่สุดเครื่องประดับประเภทหินสี ลูกปัดแบบต่างๆ ผ้าทอพื้นบ้านผืนเล็กๆสำหรับรองจาน ปูโต๊ะ หรือแม้แต่ผ้าคลุมผมก็มีให้เลือก ใครที่ชอบของตกแต่งบ้านประเภทตะเกียงโบราณ โคมไฟ เครื่องแก้ว เครื่องทองเหลือง ไปจนถึงมีดพก มีดพับแบบโบราณ เป็นต้น
ควรรู้
ประเทศอิหร่าน ชื่อเต็มๆคือสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน (The Islamic Republic of Iran) ชื่อเดิมคือเปอร์เซีย เริ่มเรียกประเทศอิหร่านเมื่อปี ค.ศ. 1935 สมัยกษัตริย์ชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี และใช้ชื่อเรียกอย่างยาวว่าสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน
พื้นที่ประเทศ 1,648,195 ตารางกิโลเมตร
ประชากร 76 ล้านคน
เมืองหลวง เตหะราน (Tehran) ประชากร 7.7 ล้านคน เป้นเมืองใหญ่ที่สุดของประเทศ เมืองสำคัญอื่นๆ และมีประชากรรองลงไปตามลำดับ เช่น Mashhad 2.4 ล้าน Esfahan 1.5 ล้านคน Tabriz 1.3 ล้านคน Shiraz 1.2 ล้าน Rasht 551,161 คน
ศาสนา นับถือศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์ 98 % ที่เหลืออีก 2 % เป็นคาทิลิกออร์โธดอกซ์ อิสลามนิกายซุนนีย์หรือสุหนี่ และโซโรแอสเตอร์รวมกัน
ภาษา ใช้ภาษาฟาร์ซีหรือเปอร์เซียเป็นภาษาทางการและเป็นภาษากลางของประเทศ และมีภาษาท้องถิ่นอื่นๆ อีกกระจายไปตามแต่ละภูมิภาค เช่น Turkic Azari Arabic Kurdis Loris เป้นต้น
ชาติพันธุ์ ชาวอิหร่านประกอบด้วยชนชาติต่างๆอย่างหลากหลาย โดยมีชาวเปอร์เซีย 51% ชาวอาเซอร์ไบจาน 24%  ชาวกิลานิและมาซานดารานนิ 8% ชาวเคิร์ด 7% ชาวอาหรับ 3% ชาวบาลูชี่ 2% ชาวลอร์ 2% ชาวเติร์ก 2% อื่นๆรวมกันอีก 1% เช่น อาร์เมเนียน จอร์เจีย อัสซีเรียน คาซัค และยิปซี เป้นต้น
การปกครอง ตั้งแต่ยุคสถาปนาอาณาจักรเปอร์เซีย เมื่อปี 557 ก่อนคริสตกาลจนกระทั่งถึงปี ค.ศ. 1979 มีการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาตลอด กษัตริย์องค์สุดท้ายคือโมฮัมหมัด เรซาแห่งราชวงศ์ปาห์เลวี จากปีค.ศ. 1979 จนกระทั่งปัจจุบันปกครองแบบสาธารณรัฐ (อิสลาม) มีรัฐธรรมนูญปีค.ศ. 1979 ซึ่งมีแม่แบบมาจากหลักคำสอนของคัมภีร์อัลกุรอาน มีประมุขสูงสุด หรือ Supreme Leader คนปัจจุบันคือ อายะตุลลอฮ์ เวย์ยิด อาลี คาเมเนอี (Ayatollah Sayyid Ali Khamenei) ซึ่งสืบทอดตำแหน่งมาจากอายะตุลลอฮ์ อาลี โคมัยนี (Ayatollah Ali Khamenei) ถึงแก่อสัญกรรมไปแล้วเมื่อปี ค.ศ. 1989
ผู้นำรัฐบาล ปัจจุบันคือประธานาธิบดี ซึ่งปัจจุบัน (ค.ศ. 2011) คือ นายมะห์มูด อะห์มาดีนิจาด (Mahmoud Ahmadinejad) โดยการเลือกตั้งทางตรงจากประชาชน เป็นประธานาธิบดีคนที่ 6 ของประเทศ ได้รับการเลือกครั้งแรกในปีค.ศ. 2005 และครั้งนี้เป้นครั้งที่ 2 ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเข้ามาบริหารประเทศเมื่อปีค.ศ. 2009 มีวาระคราวละ 4 ปี
พลังงาน อิหร่านมีก๊าซธรรมชาติที่สำรองอยู่ใต้ผืนดินมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา คือประมาณ 15.8% ของปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองของทั้งโลกมีปริมาณน้ำมันดิบสำรองเป้นอันดับ 3 ของโลกและเป็นอันดับ 2 ของโอเปค (OPEC) ประมาณ 137,000 ล้านบาเรล มีกำลังการผลิต 4.2 ล้านบาเรล-วัน ส่งออกจำหน่าย 2.7 ล้านบาเรล/วัน
รายได้ รายได้หลักของประเทศมาจากการขายน้ำมัน รองลงมาคือแร่ธาตุ เคมีภัณฑ์ และสิ่งทอตามลำดับ
ไฟฟ้า อิหร่านใช้ไฟ 220 โวลต์ 50 เฮิร์ต เครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยสามารถนำไปใช้ได้โดยไม่ต้องแปลงไฟ แต่ต้องเตรียมอะแดปเตอร์แบบ 2 ขากลมไปต่อที่ปลั๊กด้วย แต่ถ้าเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือที่ชาร์จแบตเตอรี่เป็นแบบ 2 ขากลมอยู่แล้วก็นำไปเสียบปลั๊กได้เลย
น้ำประปา มีใช้ในทุกเมืองแต่ยังไม่ปลอดภัยสำหรับการดื่ม ยกเว้นต้มให้สุกเสียก่อนเท่านั้น แต่ก็มีน้ำดื่มบรรจุขวดที่ปลอดภัยสำหรับการดื่มวางขายทั่วไปทั้งขวดใหญ่และขวดเล็ก ราคาประมาณขวดละ 5,000 เรียล เทียบกับเงินไทยประมาณ 14 บาท
ห้องน้ำ ในโรงแรมเป็นสุขภัณฑ์แบบชักโครก แต่ทั่วๆไปเป็นสุขภัณฑ์แบบหลุมโดยไม่มีคอห่าน มีห้องมิดชิด ประตูปิดลงกลอนได้
ถนน ลาดยางมะตอยแล้วเป็นส่วนมาก บนเส้นทางทัวร์มีทางด่วนจากเตหะรานถึงชีราซ สะดวกและปลอดภัย
การเดินทาง มีสายการบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ ถึงเตหะรานได้ภายในเวลาไม่เกิน 7 ชั่วโมง อยู่ 2 สายการบินคือ อิหร่านแอร์ สายการบินแห่งชาติ และมาฮานแอร์
ความปลอดภัย สูงเป็นอันดับต้นๆของโลก การฉกชิงวิ่งราวหรือล้วงกระเป๋ายังไม่เคยเกิดขึ้นในการเดินทางของคณะทัวร์ แต่ก็ควรระวังไว้เป็นอย่างดี
อาหาร มื้อเช้าในโรงแรมอเมริกัน มีขนมปัง แยม เนย ไข่ดาว ไส้กรอก น้ำผลไม้ ผลไม้สด สลัดผักสด ชา กาแฟ หลายโรงแรม มีแป้งนานและชีสนมแพะด้วย
มื้อกลางวันและค่ำมีข้าวสวยร้อนๆรสชาตินุ่มอร่อยเกือบเท่าข้าวหอมมะลิ ทานกับอาหารปิ้งย่างที่เรียกว่ากะบับ มีทั้งไก่กะบับ แกะกะบับ เนื้อกะบับ และปลาย่างหรือทอด นอกจากนั้นยังมีพวกสตูแกะหรือเนื้อ หรือสตูผักโดยไม่ใส่เนื้อก็มี มีสลัดผักสดหรือซุปร้อนๆให้เลือก นอกจากนั้นยังมีอาหารพื้นถิ่นในแต่ละภูมิภาคให้ลองชิม


เงินตรา สกุลเงินอิหร่านเรียกว่า อิหร่านเรียล (Iran Rial) ใช้ตัวย่อว่า IRR
อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2554 คือ
1 US. = 10,372.50 IRR
1 Euro = 14,809 IRR
1 Baht = 344.972 IRR
*ควรนำบัตรสกุลดอลลาร์อเมริกันหรือยูโรติดตัวไปแลกเนเรียลเมื่อเดินทางไปถึง*
บัตรเครดิต บัตรวีซ่าหรือมาสเตอร์การ์ดใช้ได้ในร้านขายพรมหรือขายของที่ระลึกขนาดใหญ่เท่านั้น บัตร Amex ใช้ไม่ได้เลยไม่ว่ากรณีใดๆ
เวลา ช้ากว่าเวลาประเทศไทย 3.30 ชั่วโมง หรือ 2.30 ชั่วโมงแล้วแต่ฤดูกาล
การแต่งกาย ประเทศอิหร่านเข้มงวดในเรื่องการแต่งกายในที่สาธารณะมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสุภาพสตรี ไม่ว่าจะเป็นคนอิหร่านเองหรือว่านักท่องเที่ยวต่างชาติก็ตามจะต้องแต่งตัวให้มิดชิดตลอดเวลา คือต้องใช้ผ้าคลุมผมแต่ไม่ต้องปิดหน้าและจะใช้ผ้าสีใดก็ไม่บังคับ ขอให้คลุมผมจากศีรษะลงมาถึงคอเป็นใช้ได้ เสื้อใช้ใส่แขนยาวถึงข้อมือและไม่เปิดอก ชายเสื้อยาวเลยสะโพกลงไปเกือบเข่า ส่วนกางเกงหรือกระโปรงไปยาวไปถึงข้อเท้า และใส่รองเท้าแบบปิดคือไม่ให้มองเห็นเท้า ไม่ว่าจะอยู่ในห้องอาหารหรือล็อบบี้โรงแรม หรือบนรถสำหรับเดินทางท่องเที่ยวก็ต้องแต่งกายเรียบร้อยอย่างนี้ ยกเว้นในห้องพักทั้นที่จะแต่งหรือไม่แต่งก็ได้
สุภาพบุรุษก็มีข้อปฏิบัตินิดหน่อยในการแต่งกายคือห้ามใส่เสื้อกล้ามอวดเนื้อหนังมังสา ห้ามใส่กางเกงขาสั้นในที่สาธารณะเพียง 2 อย่างเท่านั้น
ทั้งสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษไม่ว่าจะเป็นญาติใกล้ชิดกันหรือเป็นแฟนกันหรือเป็นสามีภรรยากันก็ตาม พึงหลีกเลี่ยงการแตะเนื้อต้องตัวหรือจับมือถือแขนกันในที่สาธารณะ ไม่เช่นนั้นจะต้องไปอธิบายกันอย่างยืดยาวที่โรงพักตำรวจอิหร่านให้วุ่นวายโกลาหลกันเป็นแน่
วีซ่า ต้องทำการขอไปให้เรียบร้อยจากกรุงเทพฯ ที่สถานทูตอิหร่านประจำประเทศไทย ซึ่งอยู่ในซอยสุขุมวิท 49 โทร. 0-2390-0871-3 เปิดทำการวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-16.00 น. ค่าธรรมเนียมวีซ่า 1,500 บาท
*ตรวจดูวีซ่าให้ดี ต้องมีตราประทับพร้อมลายเซ็นจากท่านกงสุลบนหน้าวีซ่าได้เสมอ จึงจะถือได้ว่าเป็นวีซ่าที่ถูกต้องสมบูรณ์*
การเข้าเมือง ใช้วีซ่าแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองโดยไม่ต้องเขียนใบเข้าเมืองให้ยุ่งยาก
คำทักทาย มีคำว่า “ซุบ-ปา-เฆ่ห์” ที่ใช้ในตอนเช้า แต่ก็ออกเสียงยากเย็นเหลือเกิน ถ้าอยากจะทักทายแบบไม่เลือกเพศ ไม่เลือกวัย ไม่ต้องจำกัดเรื่องเวลาละก็ขอแนะนำคำว่า “ซา-ลาม” ท่องไว้ให้ติดปาก มิตรไมตรีจากคนอิหร่านจะหลั่งไหลมาไม่ขาด
คำขอบคุณ เขานิยมใช้คำที่ยืมมาจากฝรั่งเศสแบบทับศัพท์เลยคือคำว่า “แมร์ก-ซี”
คำอำลา ทั่วๆไปก็ใช้คำว่า “บ๊าย-บาย” ก็เข้าใจกันได้ แต่ถ้าอยากให้หรูฟังแล้วถูกหูคนอิหร่าน ลองพูดคำว่า “โค-ด๊า-ฮา-เฟส”