ทัวร์เนเธอร์แลนด์ ทัวร์เนเธอร์แลนด์ เที่ยวเนเธอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์

ข้อมูลท่องเที่ยว
ทัวร์เอเชีย
ทัวร์เนเธอร์แลนด์,ทัวร์เนเธอร์แลนด์,เที่ยวเนเธอร์แลนด์,เนเธอร์แลนด์

HISTORY
แรกเริ่มเดิมที่ “เนเธอร์แลนด์” ได้รับการเอ่ยถึงครั้งแรกในเอกสารภาษีที่ออกโดย Count Floris V of Holland ในปี 1275 โดยมีการระบุถึง “อัมสเตอร์ดัม” ในฐานะเมืองศูนย์กลางมาแต่ครั้งกระโน้น จากนั้นเป็นต้นมา ไม่ว่าจะในอีกกี่หน้าประวัติศาสตร์ของเนเธอร์แลนด์ อัมสเตอร์ดัมก็มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆในฐานะเมืองเอก
แต่เดิมแถบนี้เป็นที่อยู่อาศัยของเหล่าอนารยชนหลายเผ่า เช่นพวกปาตาวี (Batavi) และพวกฟรีซี่ (Frisii) ที่มีการค้าขาย รบพุ่ง และสืบทอดผู้ปกครองอย่างต่อเนื่องไม่ต่างจากเมืองเก่าแกอื่นๆในยุโรป ต่อมา อัมสเตอร์ดัมก็ได้รับการประกาศอิสรภาพจนได้ในปี 1300 และเปลี่ยนอำนาจการปกครอง อีกหลายครั้งรวมทั้งถูกยึดครองโดยพวกสเปนในศตวรรษที่ 15 จนชาวดัตช์อดทนไม่ได้ต้องลุกขึ้นต่อต้านโดยมีเจ้าชายเชื้อสายเยอรมันนามว่า วิลเลียมแห่งออเรนจ์ (William I Maurice, ค.ศ. 1533-1584) ทรงเป็นแกนนำ
ในช่วงเวลานั้น เนเธอร์แลนด์มีเมืองเฮกเป็นที่ตั้งของศาลและรัฐ (States-General) ส่วนอัมสเตอร์ดัมมีบทบาทเป็นศูนย์กลางการค้ากับทั่วโลก พวกเขาค้าขายและบริหารบ้านเมืองจนมั่งคั่งอู้ฟู่ โดยเฉพาะช่วงปลายศตวรรษที่ 16 ที่จัดว่าเป็นยุคทอง (The Golden Age) ของเนเธอร์แลนด์เลยทีเดียว
ชาวดัตช์เริ่มออกทะเลด้วยเรือพาณิชย์จนถึงอินเดีย ญี่ปุ่น ซีลอน และอินโดนีเซีย ภายใต้การดำเนินการของบริษัทดัตช์อีสต์อินเดีย (Dutch East India Company – V.O.C.) ที่เน้นการทำการค้ากับประเทศตะวันออกไกล เช่น ญี่ปุ่น ผู้ยินยอมสัมพันธ์ด้วยในช่วงที่พวกเขายังคงปิดประเทศ และสยามหรือประเทศไทยที่มีหลักฐานชี้ว่าชาวดัตช์เคยติดต่อค้าขายกับอยุธยาในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ในขณะที่บริษัทดัตช์เวสต์อินเดีย (Dutch West India Company – W.I.C) มุ่งเดินเรือข้ามจากแอตแลนติกไปยังนิวอัมสเตอร์ดัมเป็นหลัก
เข้าสู่ศตวรรษที่ 17 เนเธอร์แลนด์ก็กลายเป็นเจ้าแห่งการเดินเรือผู้ถึงพร้อมด้วยอำนาจทางการทหารและความมั่งคั่งทางการค้า โดยสินค้าที่เรือของฮอลแลนด์นำพามาด้วยจากตะวันออกไกล ได้แก่ เครื่องเทศ ชา กาแฟ ผ้าไหม เครื่องลายคราม ฯลฯ


แต่แล้วเหตุการณ์ก็พลิกผันเมื่อเข้าสู่ปลายศตวรรษที่ 17 เพราะเนเธอร์แลนด์ต้องรบรากับกองทัพเรือของอังกฤษจนพ่ายแพ้ เนเธอร์แลนด์เสียศูนย์อย่างต่อเนื่องจนในที่สุดก็ต้องเพลี่ยงพล้ำแก่นโปเลียนแห่งฝรั่งเศส ผู้ยึดเนเธอร์แลนด์ให้แก่อาณาจักรฝรั่งเศสได้สำเร็จในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 เมื่อนั้น ยุคทองของเนเธอร์แลนด์ก็สิ้นสุด กว่าที่เนเธอร์แลนด์จะประกาศเอกราชเป็น United Kingdom of the Netherlands ก็เมื่อนโปเลียนสิ้นอำนาจนั่นเอง
จากเหตุการณ์ครั้งนั้น วิลเลียมแห่งออเรนจ์ (William I Maurice, ค.ศ. 1533-1584) ทรงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ในนามพระเจ้าวิลเลียมที่ 1 ครองราชย์ตั้งแต่ปี 1814-1840 ซึ่งระหว่างนั้น เบลเยียมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ได้แยกตัวออกเป็นประเทศอิสระในปี 1830 ในขณะที่ลักเซมเบิร์ก ประกาศตั้งประเทศเอกราชในอีกหลายสิบปีต่อมาคือ ค.ศ. 1890 จนเหลือแต่ประเทศเนเธอร์แลนด์เพียงลำพังดังที่เห็น
ART & CULTURE

 

ด้วยสัญชาตญาณนักผจญภัยที่ฝังอยู่ในสายเลือด บวกกับประวัติศาสตร์การค้าขายอันยาวนานกับหลายประเทศทั่วโลก เนเธอร์แลนด์จึงเป็นแหล่งรวมศิลปะและวัฒนธรรมที่ผสมผสานกันได้อย่างกลมกล่อม จนเป็นแหล่งกำเนิดของศิลปินที่โดดเด่นหลายๆคน และแม้เนเธอร์แลนด์อาจไม่มีชื่อเทียบเท่าฝรั่งเศสในแง่ของศิลปะ แต่ศิลปินชาวดัตช์ก็ได้ฝากงานเด่นไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ของโลกให้ชาวโลกได้อย่างไม่น้อยหน้าใครตั้งแต่ ฮีโรนีมัส บอร์ช (Hieronymous Borsch) ในช่วงศตวรรษที่ 15  เรื่อยๆ มาเรียงๆ ไล่มาจนถึงยุคอิมเพรสชั่นนิสม์เฟื่องฟูเลยทีเดียว ศิลปินดัตช์ที่โดดเด่นและยังคงมีผลงานของเขาแสดงในพิพิธภัณฑ์ในเนเธอร์แลนด์ ได้แก่ เรมบรันดท์ เวอร์เมียร์ ฟรานซ์ ฮัลล์ และแวนโกะห์
ศิลปินชาวดัตช์
เรมบรันดท์
(Rembrandt Harmeensz van Rijn, ค.ศ. 1606-1669) นอกจากจะเป็นศิลปินชาวดัตช์ที่ได้รับการยกย่องในฐานะจิตรกรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วเรมบรันดท์ยังนับเป็นช่างทำภาพพิมพ์และวาดภาพ (Sketch) ฝีมือที่ดีที่สุด
งานของเรมบรันดท์ไม่เพียงใช้เทคนิคเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร แต่ยังนำเสนอภาพที่แปลกใหม่และเต็มเปี่ยมไปด้วยความหมายในทุกรายละเอียด ภาพเขียนเรมบรันดท์ที่โด่งดังที่สุดคือภาพ The Night Watch (The Sortie of the Company of Captain Banning Cocq and Lieutenant Willem van Ruytenburch) ซึ่งในปัจจุบันยังหาชมได้ที่พิพิธภัณฑ์ไรค์ (Rijksmuseurm) ในอัมสเตอร์ดัม
                                                                                                          The Night Watch
 

   Rijksmuseum
เวอร์เมียร์
(Johannes Reyniersz Vermeer, ค.ศ. 1632-1675) เวอร์เมียร์ (หรือแฟร์เมียร์) ศิลปินดัตช์ชื่อดังอีกคนหนึ่งที่แม้ดูคล้ายจะไม่โด่งดังเท่าเรมบรันดท์แต่ผลงานของเขาก็มีเอกลักษณ์พิเศษ ดังที่สะท้อนให้เห็นในงานชิ้นเด่นอย่าง Maid Pouring Milk ที่ทำให้ผู้พบเห็นรู้สึกเหมือนกำลังมองน้ำนมไหลรินลงสู่หม้อจริงๆ เวอร์เมียร์เกิดที่เมืองเดลฟท์ (Delft) ว่ากันว่าเขามีบาร์ขายเหล้าและอาหาร และอาจค้างานศิลปะเป็นงานอดิเรกคู่กันไปด้วย ในช่วงที่เวอร์เมียร์ยังมีชีวิตอยู่ เขาไม่มีชื่อเสียงไม่มีลูกศิษย์ อีกทั้งผลงานของเขาก็ไม่ได้รับความสนใจจากใครเลยจวบจนอีก 200 ปีต่อมา แม้ภาพเขียนของเขาจะเน้นไปที่การสะท้อนชีวิตอันเรียบง่ายของชาวบ้านและผู้คนในเมืองเล็กๆที่ดูเหมือนไม่สำคัญ ทว่าภาพทุกภาพของเวอร์เมียร์กลับมีรายละเอียดที่เหมือนจริงอย่างยิ่ง
                                                                                             
ฟรานซ์ ฮัลส์
(Frans Hals, ค.ศ. 1581-1666) หนึ่งในจิตรกรที่จัดว่าเหนือชั้นที่สุดอีกคนหนึ่งของโลก งานของเขาโดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของฝีแปรงที่ชัดเจน และสามารถถ่ายทอดให้ตัวแบบในภาพมีชีวิตชีวาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถือเป็นศิลปินอิมเพรสชั่นนิสม์รุ่นแรกที่มีอิทธิพลต่อศิลปินอิมเพรสชั่นนิสม์ฝรั่งเศสรุ่นหลังๆ ไม่ว่าจะเป็นมาเนต์ (MAnet) หรือโรแดง (Rodin) ผลงานของฮัลส์มีแสดงให้ชมทั้งที่พิพิธภัณฑ์ไรค์ในอัมสเตอร์ดัมและพิพิธภัณฑ์ฟรานซ์ ฮัลส์ที่เมืองฮาเล็ม

แวนโกะห์
(Vincent van Gogh, ค.ศ. 1835-1890) แม้ผลงานเด่นๆของแวนโกะห์ (หรือฟาน ก็อกห์) จะเกิดขึ้นในช่วงชีวิตของคนเขาในฝรั่งเศส ที่แท้จริงแล้ว แวนโกะห์เป็นชาวดัตช์โดยกำเนิด พิพิธภัณฑ์แวนโกะห์ในอัมสเตอร์ดัมจึงเป็นที่ที่รวบรวมผลงานของแวนโกะห์ไว้มากที่สุดในโลก
หากมีใครเปรียบชีวิตเป็นนิยาย นิยายชีวิตของแวนโกะห์ก็นับว่ามีสีสันและเต็มไปด้วยรสชาติหลากหลาย ตั้งแต่การเป็นนักเทศน์ และพลิกผันมาสู่ความสนใจในงานศิลปะในเวลาต่อมา แม้จะเป็นการเริ่มต้นด้วยการลอกเลียนแบบภาพเขียนของศิลปินดังก็ตาม
งานของแวนโกะห์มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ฝีแปรงสั้นๆ จัดจ้านแต่ชัดเจนคล้ายรอยถากไม้ที่เห็นตามภาพพิมพ์ไม้แบบญี่ปุ่น ซึ่งเป็นรูปแบบงานศิลปะที่แวนโกะห์เบนความสนใจให้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง อย่างไรก็ดี แวนโกะห์ประสบสภาวะจิตใจและอารมณ์แปรปรวน เขาไม่เคยขายภาพได้ ผิดหวังในความรักเสมอ อีกทั้งยังมีเพื่อนน้อย แม้กระทั่งเพื่อนสนิทที่มีอยู่อย่างโกแกงก็ยังมีอันต้องโกรธกันไปแวนโกะห์ต้องเข้ารับการรักษาในสถานบำบัด และจบชีวิตตั้งแต่อายุเพียง 37 ปี
ในอัมสเตอร์ดัม นอกจากภาพเด่น Sunflowers ที่พิพิธภัณฑ์แวนโกะห์ ยังมี Cornfield with Crows ที่พิพิธภัณฑ์ไรค์ด้วยอีกแห่ง


สถาปัตยกรรม
ในหัวเมืองใหญ่อย่างอัมสเตอร์ดัมมีสถาปัตยกรรมหลายยุคที่ตั้งอยู่แบบผสมปนเปกันไป ทั้งอาคารรูปแบบเรอเนสซองส์ไปจนถึง สิ่งก่อสร้างสไตล์นีโอ-คลาสสิคแห่งศตวรรษที่ 19 แต่แม้อัมสเตอร์ดัมจะเป็นเมืองท่าค้าขายเก่าแก่ของยุโรปแต่กลับไม่มีสถาปัตยกรรมยุคกลางหลงเหลือมากนัก สถาปัตยกรรมยุคกลางสำคัญที่พอมีให้ชมได้ เช่น โบสถ์เก่าและใหม่ (The Oude and Nieuwe Kerk หรือ The Old and New Church) โดยเฉพาะที่สร้างในศตวรรษที่ 13 และถือว่าเป็นอาคารที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในอัมสเตอร์ดัม
ในช่วงศตวรรษที่ 16 ถึงต้นศตวรรษที่ 18 อัมสเตอร์ดัมรุ่งเรืองจนเรียกได้ว่าเป็นยุคทองของชาวดัตช์ (The Dutch Golden Age) ซึ่งก็ได้ทิ้งร่องรอยไว้ผ่านอาคารบ้านเรือนและสถาปัตยกรรมหลายๆแห่ง เอกลักษณ์สำคัญของสถาปัตยกรรมจากยุคทองของชาวดัตช์ที่สามารถแยกแยะได้คือแบบอาคารด้านหน้าละเอียดลออคล้ายศิลปะยุคกลาง ตกแต่งด้วยจั่วแบบไล่ระดับ ไปจนถึงการตกแต่งด้านหน้าอาคารแบบเต็มที่ในสไตล์นีโอ-คลาสสิค ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่ชาวดัตช์ นอกนั้นคือสถาปัตยกรรมแบบยุคอุตสาหกรรมและโมเดิร์น
ดนตรี
ขึ้นชื่อว่าชาวดัตช์แล้ว พวกเขารักในเสียงดนตรีและจับมันมาผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตอย่างรื่นเริงบันเทิงใจเลยทีเดียว ผู้มาเยือนจะเห็นนิสัยรักดนตรีได้อย่างชัดเจน (และได้ยินเต็มสองหู) เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อนในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม เพราะนักดนตรี นักศึกษาและคนหนุ่มสาวจะพากันออกมาเดินเล่นดนตรี ทั้งแจ๊ซ ป๊อป ไปจนถึงโอเปร่าตามสวนสาธารณะ จัตุรัส ถนนคนเดินและทางเดินริมคลองในอัมสเตอร์ดัมกันอย่างครึกครื้น
ในแวดวงดนตรีโลก ศิลปินชาวดัตช์ที่มีชื่อเสียงมีตั้งแต่นักร้องเพลงป๊อปร็อกสาวสวยอย่าง Anouk วงฮิปฮอปแสนซนอย่าง De Jeugd van Tegenwoordig ไปจนถึง Simeon Ten Holt นักอำนวยเพลงชาวดัตช์ที่โดดเด่นด้วยแนวดนตรีแบบมินิมัลลิสม์ (Minimalism)
วัฒนธรรม
ชาวดัตช์เป็นคนจริงใจ ตรงไปตรงมา ถ่อมตัวเป็นกันเอง มีน้ำใจชอบช่วยเหลือผู้คนรอบข้าง และไม่เคยผิดคำพูดที่เอ่ยไว้ มากกว่านั้น ชาวดัตช์นับเป็นชาวยุโรปประเทศเดียวที่ไม่ชอบแบ่งแยก เหยียดผิว หรือแบ่งชนชั้นวรรณะ ดังนั้น อย่าแปลกใจหากพบว่าพวกเข้าจะเข้ามาพูดคุยกับคนแปลกหน้าอย่างเราด้วยท่าทีที่ดูสนิทสนมและอยากรู้อยากเห็น ชาวดัตช์ไม่มีพิธีรีตองมากและไม่ใช้ขั้นตอนซับซ้อนในการคบหาจึงพูดได้ว่าเมื่อเทียบกับคนอังกฤษที่เคร่งครัดเรื่องธรรมเนียม หรือชาวฝรั่งเศสเจ้าอารมณ์แล้ว ชาวดัตช์จึงเข้าใจง่ายกว่ามากเลยทีเดียว
GEOGRAPHY
ทิศเหนือและทิศตะวันตกติดกับทะเลเหนือ
ทิศตะวันออกติดกับเยอรมนี
ทิศใต้ติดกับเบลเยียม
เนเธอร์แลนด์ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของยุโรป พื้นที่ส่วนใหญ่เคยเป็นทะเลมาก่อน อีกทั้งพื้นที่กว่าครึ่งก็อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลด้วยจุดด้อยทางภูมิศาสตร์เช่นนี้เองทำให้เนเธอร์แลนด์กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการคิดค้นและสร้างเขื่อน เพราะความจำเป็นในการต้องป้องกันไม่ให้น้ำทะเลไหลเข้ามาท่วมเมือง
เนเธอร์แลนด์มีแม่น้ำไรน์ที่ไหลมาจากเยอรมนีเป็นแม่น้ำสายสำคัญของประเทศมีฝนตกชุกทั้งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง อีกทั้งภูมิอากาศก็อบอุ่นกว่าประเทศอื่นในยุโรปด้วยอิทธิพลของกระแสน้ำอุ่นจากทะเลเหนือ เนเธอร์แลนด์จึงเต็มไปด้วยผู้เยี่ยมเยือนจากทั้งในยุโรปและทวีปอื่นๆตลอดทั้งปี รวมทั้งนักเดินทางจากไทยด้วย


WEATHER
เนเธอร์แลนด์มี 4 ฤดูกาลให้ผู้คนได้ชื่นชมธรรมชาติที่แตกต่าง อันได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง และฤดูหนาว
-ฤดูใบไม้ผลิ จะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงปลายมิถุนายน
-ฤดูร้อน จะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนมิถุนายนถึงปลายเดือนกันยายน
-ฤดูใบไม้ร่วง จะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงปลายเดือนธันวาคม
-ฤดูหนาว จะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมถึงปลายเดือนมีนาคม
เวลาของเนเธอร์แลนด์แตกต่างจากเมืองไทยตามฤดูกาล เช่น ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและ
ฤดูหนาว เวลาที่เนเธอร์แลนด์จะช้ากว่าเวลาที่ไทย 6 ชั่วโมง ส่วนฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อน
เวลาจะช้ากว่าเวลาในไทย 5 ชั่วโมง
GOVERNMENT & POLITICS
เนเธอร์แลนด์เปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมาหากษัตริย์เป็นประมุขของประเทศเมื่อปี 1848 ในปัจจุบัน เนเธอร์แลนด์มีรัฐบาลและรัฐสภาทำหน้าที่บริหารและปกครองบ้านเมืองและมีการเลือกตั้งใหม่ทุกๆ 4 ปี ส่วนประมุของค์ปัจจุบันของเนเธอร์แลนด์คือ สมเด็จพระราชินีนาถเบียทริส
เมื่อเทียบกับหลายๆประเทศแล้ว ชาวดัตช์ต้องเสียภาษีให้แก่รัฐในอัตราสูง เพื่อให้ได้รับสวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาฟรี การได้รับเงินช่วยเหลือในขณะไม่มีงานทำ และอื่นๆในขณะเดียวกัน ชาวดัตช์ที่ทำธุรกิจของตนเองจะต้องเสียภาษีในอัตราที่สูงมากเช่นกัน แต่หากธุรกิจไปไม่รอดหรือขาดทุน ทางรัฐจะให้ความช่วยเหลือและให้เงินกู้ยืมเพื่อให้สามารถทำธุรกิจต่อไปได้

 

ECONOMICS
เนเธอร์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นสวนดอกไม้และสวนผักของชาวยุโรปเหนือรายได้จำนวนมหาศาลของเนเธอร์แลนด์มาจากดอกทิวลิปที่ทำรายได้เข้าประเทศหลายพันร้านยูโรในแต่ละปี ดอกเลลี่ (Lelies) หรือดอกลิลลี่ กว่า 250 สี 750 สายพันธุ์ และดอกแกลดิโอลัส (Gladiolus) หลากสีจะเริ่มเบ่งบานหลังหมดฤดูกาลของดอกลิลลี่ ส่วนผักชนิดต่างๆ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดสีม่วงหรือสีเขียว รวมไปถึงบร๊อคโคลี่ ก็ถือเป็นพืชเศรษฐกิจหลักๆของเนเธอร์แลนด์เช่นกัน พิสูจน์ได้จากสถิติที่ว่ากันว่า ชาวดัตช์จัดว่าเป็นคนทำงานกลุ่มที่ร่ำรวยเป็นอันดับ 1 ของประเทศเลยทีเดียว เนเธอร์แลนด์มีความอุดมสมบูรณ์จนเรียกได้ว่าเป็นประเทศยุโรปที่ไม่เคยขาดแคลนพืชผักตลอดปี
นอกเหนือจากนั้น การทำประมงก็ถือเป็นอีกอุตสาหกรรมทำเงินของเนเธอร์แลนด์โดยปลาที่ถือเป็นพระ-นางของอุตสาหกรรมประมงดัตช์ ได้แก่ ปลาไหลทะเล (Paling) และปลาแฮร์ริ่ง (Harring) ที่นินมนำมาแปรรูปเป็นปลาแฮร์ริ่งดองเค็ม มีลักษณะคล้ายปลาดิบของญี่ปุ่น
อีกภาคอุตสาหกรรมใหญ่ของเนเธอร์แลนด์คือน้ำมันและแก๊สธรรมชาติสมกับที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันรายใหญ่ประเทศหนึ่งของโลก ส่วนแก๊สธรรมชาติก็สามารถขุดเจาะได้ทั่วไปในประเทศ ทำให้ชาวดัตช์มีพลังงานจากแก๊สใช้ผ่านระบบท่อต่อที่เชื่อมโยงไปทั่วเมืองเนเธอร์แลนด์ใช้แก๊สธรรมชาติมากพอจะส่งขายแก่ประเทศเพื่อนบ้านในยุโรปได้อย่างสบาย แต่ยังสามารถสำรองแก๊สธรรมชาติไว้สำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าให้แก่ประชาชนชาวดัตช์ได้นานเป็นสิบๆปี
PEOPLE
แต่เดิมชาวเนเธอร์แลนด์ประกอบด้วยชนเผ่าเยอรมัน 3 กลุ่มคือ พวกฟรีเซียน (Frisian) ที่อพยพเข้ามาทางเหนือ พวกแฟรงก์ (Frank) ที่เข้ามาทางใต้ และพวกแซกซอน (Saxon) ทางตะวันออก ชาวดัตช์จึงมีผมบลอนด์และนัยน์ตาสีฟ้า แต่ในปัจจุบัน ชาวเนเธอร์แลนด์ได้กลายเป็นชนชาติที่มี “ส่วนผสม” ของชนชาติต่างๆไปเรียบร้อย อีกทั้งได้ชื่อว่าเป็นกลุ่มคนชาติที่ตัวสูงใหญ่ที่สุดในโลกชาติหนึ่งเลยทีเดียว
นอกเหนือจากโมนาโกและมอลตาแล้วเนเธอร์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีความหนาแน่นของประชากรมากที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป ด้วยตัวเลขประชากร 16.5 ล้านคนซึ่งแน่นอนว่าอัมสเตอร์ดัมคือเมืองที่มีประชากรมากที่สุด เพราะมีชาวเมืองอยู่ถึงราวแปดแสนคน
นอกเหนือจากประชากรที่มีรูปลักษณ์แบบยุโรปแล้ว ในปัจจุบัน เนเธอร์แลนด์ยังเต็มไปด้วยผู้อพยพจากบางประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย ซูรินาเม เวียดนาม และลาว ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจหากได้พบเห็นหนุ่มสาวชาวดัตช์ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายๆเราเดินอย่างขวักไขว่
MONEY
ก่อนเปลี่ยนมาใช้เงินสกุลยูโร (Euro-E) ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2002 เนเธอร์แลนด์ใช้หน่วยเงินของตัวเองที่เรียกว่า “กิลเดอร์น” (Guilder)
ธนบัตรเงินสกุลยูโรของเนเธอร์แลนด์แบ่งเป็นมูลค่าต่างๆตั้งแต่ E5, E10, E20, E50, E100, E200ไปจนถึง E500 ในขณะที่เหรียญจะแบ่งออกเป็น 1,2,5,10,15 และ 50 cents รวมทั้งเหรียญ E1 และ E2 เงินยูโรของเนเธอร์แลนด์ มีลักษณะพิเศษต่างจากประเทศอื่นที่ใช้เงินสกุลเดียวกันคือ ด้านหลังของเหรียญจะพิมพ์พระบรมฉายาลักษณ์ของสมเด็จพระราชินีเบียทริกซ์ไว้
เงินยูโรให้แลกตามธนาคาร ที่ทำการไปรษณีย์ ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว VVV และศูนย์รับแลกเงิน GWK ของธนาคาร ซึ่งแม้จะเสียค่าคอมมิชชั่นเล็กน้อย แต่อัตราแลกเปลี่ยนก็ยุติธรรมและเชื่อถือได้ เคาน์เตอร์รับแลกเงินของ GWK เปิดทำการเวลา 08.00-17.00 น. วันอาทิตย์จะเปิดสายกว่าวันธรรมดาเล็กน้อย และสาขาในย่านที่พลุกพล่านจะปิดบริการถึง 20.00 น. ส่วนที่สนามบินสคิโปลและสถานีรถไฟกลางของอัมสเตอร์ดัม เคาน์เตอร์เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง
เครดิตการ์ดที่ออกโดยสถาบันการเงินระดับนานาชาติสามารถใช้ได้ทุกแห่ง บัตรประเภทที่ยอมรับกันทั่วไปคือ อเมริกันเอ็กซ์เพรส มาสเตอร์การ์ดและวีซ่า แต่บางร้านอาจชาร์จค่าใช้บัตรเครดิตถึง 5 % ดังนั้น ควรสอบถามให้ดีก่อนชำระเงิน
ธรรมเนียมการให้ทิปไม่ใช่เรื่องที่ต้องถือสามาก เพราะส่วนใหญ่ร้านค้า ร้านอาหาร และโรงแรมได้คิดรวม Service Charge ไว้ในใบเสร็จแล้ว

 

COMMUNICATION
ไปรษณีย์
ณ ที่ทำการไปรษณีย์ในเนเธอร์แลนด์ คุณสามรถซื้อแสตมป์และอุปกรณ์ในการส่งจดหมายและพัสดุทุกรูปแบบ รวมถึงโปสการ์ด และบัตรโทรศัพท์โดยผู้ประกอบการไปรษณีย์รายใหญ่ของเนเธอร์แลนด์คือ TNT Post ซึ่งใช้ป้ายร้านสีส้มอมแดงเด่นชัด สามารถมองหาได้อย่างง่ายดาย
ที่ทำการไปรษณีย์เปิดวันจันทร์-ศุกร์ 09.00-17.00 น. วันเสาร์ เวลา 08.30-12.00 น. อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ที่ทำการไปรษณีย์หลายแห่งในเมืองใหญ่อย่างอัมสตอร์ดัมและรอตเตอร์ดัมเปิดให้บริการตลอดคืน และนอกจากที่ทำการไปรษณีย์แล้ว แผงขายหนังสือพิมพ์-นิตยสารและร้านจำหน่ายโปสต์การ์ดก็มักมีแสตมป์จำหน่ายด้วย
โทรศัพท์
โทรศัพท์สาธารณะในเนเธอร์แลนด์มีทั้งแบบใช้บัตรและแบบหยอดเหรียญ ถ้าเป็นในเมืองใหญ่ๆมักเป็นแบบใช้บัตร ซึ่งสามารถหาซื้อได้ที่สถานีรถไฟ ที่ทำการไปรษณีย์ สำนักงานVVV ร้านหนังสือ แผงหนังสือพิมพ์ และร้านค้าทั่วไป โดยเลือกมูลค่าบัตรได้ตั้งแต่ 5, 10 และ 25 ยูโร
สำหรับโทรศัพท์ทางไกล โทรศัพท์สาธารณะสามารถใช้โทรกลับเมืองไทยได้โดยใช้บัตรโทรศัพท์หรือจะโทรผ่านตู้โทรศัพท์แบบใช้บัตรเครดิตก็ได้ โทรศัพท์ลักษณะนี้มีอยู่ตามเมืองใหญ่ๆสนามบิน สถานีรถไฟ และโรงแรมหรูหรา
โทรศัพท์มือถือ
ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือรายหลักๆของเนเธอร์แลนด์ ได้แก่ T-Mobile NL, Vodafone Netherlands, KPN เป็นต้น หากต้องการซิมการ์ดสำหรับใช้กับโทรศัพท์มือถือแบบ Pre-paid เพื่อใช้งานภายในเนเธอร์แลนด์แบบระยะยาว ลองติดต่อสอบถามได้ที่สาขาของค่ายโทรศัพท์ต่างๆที่มีร้านอยู่ทั่วไปในเมือง


อินเทอร์เน็ต
อินเทอร์เน็ตมีใช้กันแพร่หลายในเนเธอร์แลนด์ ในเมืองใหญ่อย่างอัมสเตอร์ดัม มีทั้งอินเทอร์เน็ตคาเฟ่อยู่ทั่วไปและอินเทอร์เน็ตแบบให้ประชาชนใช้ฟรีตามห้องสมุดและสถานที่สาธารณะหลายแห่ง
สื่อต่างๆ
หนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมที่สุดในเนเธอร์แลนด์ อาทิ NRC Handelsblad, De Telegraaf และ Trouw and De Volkskrant ในขณะที่สถานีวิทยุช่อง Radio Netherlands เป็นช่องวิทยุภาษาอังกฤษที่ค่อนข้างแพร่หลาย อุตสาหกรรมโทรทัศน์ของเนเธอร์แลนด์มีการแข่งขันสูงและมีเสรีทางความคิดค่อนข้างมาก ประชาชนค่อนข้างสนใจข่าวสารความเป็นไปของโลกและสังคม แม้แต่หัวเมืองใหญ่ๆก็มีช่องโทรทัศน์เป็นของตัวเอง
สถานทูตไทยในเนเธอร์แลนด์
หากต้องการคำปรึกษาหรือความช่วยเหลือ
จากเจ้าหน้าที่ทางการไทย ติดต่อสถานทูตไทย
ประจำประเทศเนเธอร์แลนด์ได้ที่ Buitenrustweg 1
2517 KD Den Haag โทร. 070-3450632
เวลาทำการ 09.30-12.00 น. และ 13.30-15.00 น.
หรือสถานกงสุลไทย กรุงอัมสเตอร์ดัมที่
De Lairessestraat 127
1075 HJ Amsterdam โทร. 020-4651532
เวลาทำการ 10.00-12.30 น. และ 13.30-16.30 น.


OFFICE HOURS
เวลาเปิด-ปิดของร้านค้าและสถานที่ต่างๆในเนเธอร์แลนด์ก็คล้ายประเทศอื่นๆในยุโรปคือ ร้านค้าทั่วไปเปิดทำการ 09.00-17.30 น. แต่อาจเปิดสายสักนิดในวันจันทร์คือ 11.00 น. เปิดถึงดึกดื่นในวันพฤหัสบดี ปิดเร็วขึ้นในวันเสาร์คือ 17.00 น. และปิดในวันอาทิตย์ยกเว้นร้านค้าในย่านแหล่งท่องเที่ยวและห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ
ร้านอาหารส่วนใหญ่ปิดวันอาทิตย์และวันจันทร์ ส่วนวันอื่นๆจะเปิดให้บริการมื้อเย็นระหว่างเวลา 17.00-23.00 น. สำนักงานต่างๆทำงานในวันจันทร์-วันศุกร์เวลา 08.30-17.00 น. ส่วนธนาคารเปิดบริการตั้งแต่ 09.00-16.00 น. ในวันจันทร์-พฤหัสบดี ส่วนวันศุกร์เปิดถึง 17.00 น. มีเพียงบางสาขาในแหล่งพลุกพล่านที่เปิดให้บริการถึงค่ำมืดในวันธรรมดาและช่วงเช้าวันเสาร์
LANGUAGE
หนุ่มสาวชาวดัตช์สมัยใหม่ โดยเฉพาะที่พบเห็นตามเมืองใหญ่ๆจะสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้ดี นอกเหนือไปจากภาษาราชการที่พวกเขาใช้สื่อสารคือภาษาดัตช์หรือภาษาฟรีเซียน (Frisian) ที่แตกออกมาจากภาษาเยอรมัน
PUBLIC HOLIDAY
ก่อนเดินทาง ควรตรวจดูวันหยุดราชการของชาวดัตช์ดูเสียก่อน เพื่อจะได้วางแผนการเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสะดวกคล่องตัว วันหยุดที่ตรงกับวันเสาร์-อาทิตย์จะไม่มีวันหยุดชดเชยให้เหมือนวันหยุดของไทย
วันขึ้นปีใหม่        1 มกราคม
วันกู๊ดฟรายเดย์ (Good Friday)      22 เมษายน
วันอีสเตอร์มันเดย์ (Easter Monday)     25 เมษายน
วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระราชินีนาถ    30 เมษายน
วันประกาศอิสรภาพ (Liberation Day)     5 พฤษภาคม
วันพระเยซูกลับสู่สวรรค์ (Hemel vaart dag) หยุดกลางเดือนพฤษภาคม-ต้นเดือนมิถุนายน
วันคริสต์มาส        25 ธันวาคม
วันบ็อกซิ่ง (Boxing Day)       26 ธันวาคม
วันส่งท้ายปีเก่า        31 ธันวาคม
นอกจากนี้ ชาวดัตช์ยังมีวันพิเศษที่มีธรรมเนียมการมอบของขวัญให้แก่กัน ได้แก่
วันวาเลนไทน์        14 กุมภาพันธ์
วันแม่         11 พฤษภาคม
วันพ่อ         15 มิถุนายน
วันสัตว์เลี้ยง        4 ตุลาคม
วันเซนต์นิโคลัส        5 ธันวาคม
DAILY LIFE
ไฟฟ้า
เนเธอร์แลนด์ใช้กระแสไฟฟ้า 220 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ หัวปลั๊กของเครื่องใช้ไฟฟ้ามีลักษณะสองขาแบบยุโรป
น้ำประปา
น้ำประปาในเนเธอร์แลนด์สะอาดและมีคุณภาพดี สามารถดื่มได้
เจ็บป่วย
หากเจ็บป่วยเล็กน้อย อาจปรึกษาเภสัชกรตามร้านขายยาประเภทไม่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ (Drogist) แต่หากมียาที่แพทย์สั่งมาพร้อมใบรับรอง ควรแวะที่ร้านขายยาแบบที่เรียกว่า Apotheek ใครที่ต้องการความสบายใจ อาจทำประกันสุขภาพหรืออุบัติเหตุสำหรับนักท่องเที่ยวก่อนออกเดินทางไว้ ซึ่งเป็นประโยชน์มาก หากป่วยกะทันหันหรือประสบอุบัติเหตุ
ร้านขายยาในเนเธอร์แลนด์เปิดเวลา 08.30-17.30 ในวันจันทร์-ศุกร์ แต่จะผลัดกันเปิดนอกเวลา รวมทั้งเสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ร้านขายยาในเนเธอร์แลนด์มีมิตรจิตมิตรใจห่วงใยชาวบ้านดียิ่ง เพราะหากร้านของตนปิดบริการจะมีการขึ้นป้ายชื่อร้านที่เปิดแสดงไว้ที่หน้าร้านด้วย
แหล่งข้อมูลท่องเที่ยว
เว็บไซต์การท่องเที่ยวเนเธอร์แลนด์ www.holland.com มีข้อมูลมากมายที่สามารถใช้วางแผนการเดินทางท่องเที่ยวได้อย่างสบาย
ส่วนศูนย์บริการข้อมูลท่องเที่ยวของทางการเนเธอร์แลนด์ที่เรียกว่า VVV (อ่านว่า เฟเฟเฟ) มีสำนักงานที่สนามบินสคิโปลและอาคารหน้าสถานรถไฟกลาง (Central Station) เฟเฟเฟมีสาขาอยู่ตามเมืองต่างๆทั่วเนเธอร์แลนด์ โดยเขาจะให้บริการข้อมูลต่างๆรวมทั้งรับจองโรงแรม ทัวร์ และตั๋วดูละคร ตั๋วคอนเสิร์ตต่างๆจำหน่ายบัตรโดยสารรถราง รถเมล์สาธารณะ และมิวเซียมการ์ด (Museum Card) รวมทั้งรับแลกเงินด้วย
VISA & PASSPORT
ชาวต่างชาติทั้งหลายที่จะเข้ามาเนเธอร์แลนด์ต้องมีหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ที่มีอายุเหลือไม่น้อยกว่า 6 เดือน (นับจากวันที่ ที่ตั้งใจเดินทางออกจากเนเธอร์แลนด์) ดังนั้น หากยังไม่มีพาสปอร์ต ก็ต้องไปทำเรื่องให้เรียบร้อยเสียก่อนโดยนักเดินทางไทยต้องไปที่กองหนังสือเดินทาง กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งก็มีอยู่หลายแห่งให้เลือกตามสะดวก อาทิ
-กรมการกงสุล ถนนแจ้งวัฒนะ โทร.0 2981 7171-99
-สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว ศูนย์การค้าเซ็นทรัลซิตี้ บางนา โทร. 0 2383 8402-4
-สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราว อาคารธนาลงกรณ์ทาวเวอร์ โทร. 0 2446 8111-2
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการด้านเอกสารแล้ว กองหนังสือเดินทางจะจ่ายเล่มให้แก่ผู้ยื่นคำร้องได้ภายใน 2 วันทำการ ไม่นับวันยื่นคำร้องของผู้ที่ยื่นขอที่สำนักงานสาขาในต่างจังกวัด โดยผู้ขอจะเดินทางมารับเองให้ทางกองฯ ส่งหนังสือเดินทางให้ทางไปรษณีย์ก็ได้
สำหรับการเดินทางเข้าประเทศเนเธอร์แลนด์ เราชาวไทยต้องมีวีซ่าเท่านั้นจึงสามารถเข้าประเทศเขาได้ ส่วนระยะเวลาที่จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในเนเธอร์แลนด์ได้นั้น ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งจำนวนวันที่ได้รับอนุญาตจะสอดคล้องกับแผนการเดินทางท่องเที่ยวที่ตั้งใจไว้สถานที่ขอวีซ่าเนเธอร์แลนด์ในไทย ได้แก่
สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย
เลขที่ 15 ซอยต้นสน ถนนเพลินจิต กทม. 10330
โทร. 0 2254 7701-5 // โทรสาร. 0 2254 5579

เวลาทำการของแผนกวีซ่า คือวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-12.00 น. (ควรนัดล่วงหน้าผ่านทางเว็บไซค์สถานทูตก่อนที่ http://thailand.nlembassy.org  ใบคำร้องของวีซ่ามีให้ดาวน์โหลดบนเว็บไซค์)
หลักฐานที่ต้องใช้ในการขอวีซ่า
1.ใบคำร้องขอวีซ่าที่กรอกเรียบร้อยแล้ว (ดาวน์โหลดออนไลน์ได้จากเว็บไซค์ของสถานทูต)
2.หลักฐานการทำงาน
-ใบรับรองการทำงานจากนายจ้างที่ระบุช่วงเวลาที่ได้รับอนุญาตลางาน หรือเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของกิจการหรือเป็นหุ้นส่วนในกรณีที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว
3.หลักฐานการฝากเงิน
-สมุดบันชีเงินฝาก หรือใบแจ้งรายการของบันชี (Bank Statement) โดยเฉพาะเล่มที่มีการหมุนเวียนเข้าออกของเงินเดือน และสมุดเงินฝากประจำ (ถ้ามี) ซึ่งสถานทูตจะประมาณค่าใช้จ่ายประจำวันในเนเธอร์แลนด์ไว้ที่ 34 ยูโรต่อวัน
4.ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ และพาสปอร์ต (ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 6 เดือน) พร้อมสำเนา
5.ภาพถ่าย 2 นิ้ว 2 ภาพ (สี)

นอกจากนี้ หากตั้งใจไปพักที่บ้านของเพื่อนหรือญาติที่อาศัยอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์
ก็ควรให้เพื่อนออกจดหมายเชิญ ซึ่งระบุว่าจะให้การต้อนรับและดูแลคุณ พร้อมประทับตรารับ
รองจากที่ว่าการอำเภอที่เพื่อนหรือญาติอาศัยอยู่
สามารถเรียกดูรายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับการขอวีซ่าเนเธอร์แลนด์ได้ที่
http://thailand.nlembassy.org ในหมวด “คำร้องขอวีซ่า”

Transportations

ทางอากาศ
สายการบินเกือบทุกสายมีเที่ยวบินไปยังประเทศนี้ จะมีข้อแตกต่างก็คือวันที่มีเที่ยวบิน หรือมีแวะจอดเปลี่ยนเครื่องบินที่ใดหรือไม่ก็เท่านั้น เช่นกันหากการบินจากไทย ก็มีเที่ยวบินหลายเที่ยวไปเนเธอร์แลนด์ให้เลือกตามสะดวก
หากต้องการเที่ยวบินตรงที่ไม่หยุดแวะพักที่ไหนเลย อาจลองใช้สายการบิน KLM Royal Dutch Aisline (KL) และ China Airlines (Cl) เที่ยวบินที่บินตรงจากกรุงเทพฯ สู่อัมสเตอร์ดัมใช้เวลาบินประมาณ 11-12 ชั่วโมง และลงจอดที่ท่าอากาศยานนานาชาติสคิโปล
สำหรับนักเดินทางต่อไปยังประเทศอื่นๆในยุโรปด้วย นอกเหนือไปจากเนเธอร์แลนด์ อาจลองใช้บริการของสายการบินต้นทุนต่ำ ซึ่งเป็นที่นิยมกันดีในยุโรป สายการบินที่มีเที่ยวบินจากอัมสเตอร์ดัม เช่น Easyjet ที่มีไฟลต์บินไปยังลอนดอน ปารีส บาร์เซโลนา เจนีวา ปราก มิลาน เอดินบะระ เป็นต้น


ทางบก
ด้วยความที่เนเธอร์แลนด์มีพรมแดนติดกับหลายประเทศ การเดินทางเข้าเนเธอร์แลนด์โดยทางบกผ่านทางเมืองตามชายขอบจึงทำได้หลายวิธี ดังนี้
ทางรถไฟ
เนเธอร์แลนด์ก็มักเป็นทางเลือกหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักเดินทาง เพราะสามารถเดินทางเข้า-ออกระหว่างประเทศใกล้เคียงได้อย่างสะดวกสบาย อีกทั้งอัมสเตอร์ดัมยังนับว่าเป็นศูนย์กลางการคมนาคมโดยรถไฟฟ้าที่สำคัญในยุโรป รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยรถไฟที่สำคัญในยุโรป รวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางโดยรถไฟก็สบายกระเป๋ากว่า เมื่อเทียบกับบางประเทศในแถบนี้
รถไฟที่เข้า-ออกเนเธอร์แลนด์ ประกอบไปด้วย
ยูเรลพาส (Eurall Pass) ออกแบบมาเพื่อมอบความคุ้มค่าให้แก่นักเดินทางที่หมายมาดเดินทางในยุโรปหลายๆประเทศในทริปเดียว ซึ่งก่อนอื่นใด คงต้องจดปลายทางเป็นชื่อประเทศออกมาเสียก่อนว่าจะเดินทางผ่านประเทศใดบ้าง เพื่อเลือกประเภทบัตรที่ตรงกับความต้องการของเราอย่างเหมาะเจาะพอดีที่สุด
ตัวอย่างประเทศที่สามารถใช้บัตรยูเรลพาสในการเดินทางด้วยรถไฟได้มีถึง 25 ประเทศ อาทิ เบลเยียม ลักเซมเบิร์ก เดนมาร์ก ฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน ฝรั่งเศส เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย ฮังการี กรีซ อิตาลี โปรตุเกส สเปน สาธารณรัฐไอร์แลนด์ (ยกเว้นอังกฤษ) เป็นต้น
อย่างไรก็ดี การเดินทางด้วยบัตรยูเรลพาสจะคุ้มค่าที่สุดหากตั้งใจเยือนประเทศในยุโรปตั้งแต่ 2 ประเทศขึ้นไป ดังนั้น หากต้องการแวะเพียงประเทศใดประเทศหนึ่งก็ควรซื้อตั๋วรถไฟเฉพาะประเทศนั้นๆ ก็เพียงพอ นอกจากนี้ ไม่ได้มีเพียงแต่ระบบรถไฟที่ยูเรลพาสใจกว้างที่เราใช้ เพราะบัตรยูเรลพาสยังสามารถนำไปใช้โดยสารเรือบางเส้นทางหรือรถไฟภายในประเทศของบางประเทศได้ด้วย ซึ่งผู้เดินทางต้องตรวจสอบเงื่อนไขและสิทธิ์ให้ดีก่อนใช้งาน
บัตรยูเรลพาสแบ่งประเภทหลักๆไว้คือ ยูเรลซีเล็กพาส (Eurail Selectpass) ยูเรล ซีเล็กพาส เซฟเวอร์ (Eurail Selectpass Saver) และยูเรล ซีเล็กพาส ยูธ (Eurail Selectpass Youth) ในแต่ละประเภท นักเดินทางสามารถเลือกระยะเวลาได้คือ แบบ 3 ประเทศ (3 Countries) แบบ 4 ประเทศ (4 Countries) แบบ 5 ประเทศ (5 Countries) ซึ่งทั้ง 3 ประเทศมีเงื่อนไขเบื้องต้นเช่นเดียวกันคือ
-จำนวนประเทศที่เลือกใช้ต้องมีพรมแดนติดกัน
-เลือกจำนวนวันเดินทางได้ตั้งแต่ 5 วัน 6 วัน 8 วัน หรือ 10 วันในระยะเวลา 2 เดือนและแบบ 15 วันในบัตรแบบ 5 ประเทศ โดนวันที่ใช้บัตรไม่จำเป็นต้องต่อเนื่องกัน
-บัตรผู้ใหญ่ (Adult) จะได้สิทธิ์ใช้รถไฟชั้นหนึ่ง (First Class)
-ยูเรล ซีเล็กพาส ยูธเป็นบัตรสำหรับผู้เดินทางอายุไม่เกิน 26 ปีที่จะได้รับส่วนลดพิเศษในการซื้อบัตรรถไฟสองชั้น
-ยูเรล ซีเล็กพาส เซฟเวอร์เป็นบัตรสำหรับผู้โดยสารอย่างน้อย 2 คนที่เดินทางพร้อมกันตลอดทริป โดยยูเรล ซีเล็กพาส เซฟเวอร์จะมีราคาถูกกว่ายูเรลซีเล็กพาสถึงถึง 15%
-นักเดินทางต้องได้รับอนุมัติวีซ่าจากทางสถานทูตก่อนจึงดำเนินการซื้อตั๋ว
นอกจากบัตรประเภท 3-4-5 ประเทศแล้ว ยังมีบัตรแบบรีจินัลพาส (Regional Pass) ที่สามารถเลือกประเทศที่ต้องการใช้บัตรได้จาก 25 ประเทศรวมทั้งประเทศในกลุ่มเบเนลักซ์ (Benelux = Belgium + Netherlands + Luxembourg) ด้วย และบัตรแบบประเทศเดียว (One Country Pass) ที่เหมาะกับการเดินทางระยะสั้น โดยเลือกได้จาก 17 ประเทศ
นักเดินทางชาวไทยที่ต้องการบัตรรถไฟยูเรลพาสสามารถขอซื้อบัตร หรือสอบถามข้อมูลล่วงหน้าก่อนออกเดินทางได้ที่ดีทแฮล์ม แทรเวิล (Diethelm Travel) อาคารเคียนหงวน 2 ชั้น 14 ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ โทร. 0 2660 7076-9 จันทร์-ศุกร์ เปิดบริการเวลา 08.00-17.00 น. และครึ่งวันในวันเสาร์ www.diethelmtravel.com/thailand
นอกจากนี้ ยังสามารถสั่งซื้อออนไลน์ล่วงหน้าได้ด้วย (ไม่มีค่าส่งหากสั่งล่วงหน้าหลายเดือน/มีค่าส่ง USD 9 ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์) ดูรายละเอียดขอบัตรแบบต่างๆหรือซื้อล่วงหน้าได้ที่ www.eurail.com
ยูโรสตาร์ (Eurostar) รถไฟหัวกระสุนที่เชื่อมสหราชอาณาจักรกับภาคพื้นยุโรปผ่านทางอุโมงค์ใต้ทะเลขบวนนี้ สามารถนำนักเดินทางจากลอนดอนสู่บรัสเซลส์ได้ภายในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงเศษๆ และเมื่อถึงบรัสเซลส์ก็สามารถจับรถไฟ Intercity ซึ่งมีวิ่งทุกชั่วโมงไปยังอัมสเตอร์ดัม รอตเตอร์ดัม เฮก และสนามบินสคิโปลได้ทันที
ใครก็ตามที่สนใจสามารถหาซื้อตั๋วได้ที่สถานีรถไฟตามเมืองใหญ่ๆที่ยูโรสตาร์ผ่าน และหากเดินทางเป็นหมู่คณะตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ก็ไม่ต้องกังวลว่างบจะบานปลาย เพราะยูโรสตาร์ใจดีมีราคาพิเศษให้
นักเดินทางที่จะเดินทางด้วยรถไฟยูโรสตาร์ต้องเช็กอินก่อนรถไฟออกครึ่งชั่วโมง โดยจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจหนังสือเดินทางและวีซ่าหลังรถไฟออกเดินทาง เมื่อถึงที่หมายก็ไม่ต้องผ่านพิธีการใดให้ยุ่งยากอีก ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.eurostar.com
European Night Service รถไฟซึ่งมีแต่ตู้นอนนี้จะวิ่งเฉพาะตอนกลางคืนเท่านั้น โดยออกจากจุดหมายปลายทาง เช่น แฟรงก์เฟิร์ต หรือซูริก ในช่วงเย็น และมาถึงอัมสเตอร์ดัมในวันรุ่งขึ้น และยังมีเที่ยวที่วิ่งไป-กลับเมืองอื่นๆในยุโรปด้วย ในปัจจุบัน ผู้ให้บริการหลักๆได้แก่ Artesia France-Italy Night, Austria Intl. Night Trains, City Night Line, Elipsos Trenhotel นอกจากนี้ รถไฟตู้นอนช่วงกลางคืนยังมีให้บริการในเส้นทาง Paris-Germany และ Sweden-Germany
รถไฟทาลิส (Thalys) รถไฟความเร็วสูงที่วิ่งจากบรัสเซลส์หรือปารีส เข้าสู่เนเธอร์แลนด์ได้ในเวลาเพียง 3 ชั่วโมงเศษโดยจอดแวะรับที่รอตเตอร์ดัม เฮก สนามบินสคิโปล จนไปสุดทางที่อัมสเตอร์ดัม
หากสนใจ ก็สามารถสอบถามราคาและตารางเวลาได้ที่สถานีรถไฟในแต่ละเมือง หรือบนเว็บไซค์ของทาลิสที่ www.thalys.com ส่วนข้อมูลของ Dutch Raiways (Netherlands Railways-NS) มีให้ค้นหาออนไลน์ที่ www.ns.nl
ดัตช์ฟลายเออร์ (Dutch Flyer) บริการการเดินทางจากอังกฤษสู่เนเธอร์แลนด์ในราคาย่อมเยาที่สุดด้วยการจับรถไฟจากลอนดอน (London – Liverpool Street Station) เคมบริดจ์ (Cambraidge) หรือนอร์วิช (Norwich) มายังฮาร์วิช (Harwich) เพื่อต่อเรือเฟอร์รี่ไปยังเมืองฮุกในฮอลแลนด์ (Hoek van Holland) และต่อรถไฟไปยังอัมสเตอร์ดัมอีกทอดหนึ่ง แม้ฟังดูทุลักทุเลไปสักนิด แต่หากมีเวลาหลายวันก็นับว่าน่าสนใจ เพราะทำให้เราได้เห็นเมืองต่างจังหวัดของทั้งอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ ราคาอยู่ที่ประมาณ 25 ปอนด์ต่อคนตลอดการเดินทาง (ตั้งแต่อังกฤษจนถึงเนเธอร์แลนด์) ดูรายละเอียดที่ www.dutchflyer.co.uk
การขับรถ
เนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งประเทศยอดนิยมประเทศหนึ่งที่นักเดินทางชื่นชอบการเช่ารถขับเที่ยวชมทิวทัศน์สวยๆข้างทาง อย่างไรก็ดี การขับรถเที่ยวอาจเหมาะสมกับเมืองในต่างจังหวัดมากกว่าเมืองใหญ่อย่างอัมสเตอร์ดัมที่ไม่เพียงพลุกพล่าน แต่ยังมีทั้งถนนที่วิ่งได้เฉพาะรถรางและทางวันเวย์ แล้วยังมีค่าจอดที่แสนแพง ดังนั้น หากใครมีความคิดที่จะขับรถเที่ยวในเนเธอร์แลนด์ ขอแนะนำในวางอัมสเตอร์ดัมไว้ที่ตอนต้นหรือปลายของทริปเดินทางจะเวิร์กกว่านอกจากนี้ รถในเนเธอร์แลนด์จะขับอยู่ในเลนขวา ซึ่งต่างจากบ้านเรา หากไม่แน่ใจในฝีมือการขับรถของตนเอง ก็ควรละทิ้งความคิดเรื่องการเช่ารถขับไปจะดีกว่าเพราะอาจเป็นอันตรายมากกว่าเพลิดเพลินใจ
ก่อนตัดสินใจเช่ารถ ควรวางแผนการเดินทางให้รัดกุมก่อนโดยตรวจดูเส้นทางว่าจะขับรถไปประเทศไหนบ้าง และเข้า-ออกประเทศดังกล่าวกี่ครั้งบ้าง เพื่อให้ทราบว่าเราต้องใช้วีซ่าแบบใดกันแน่ (วีซ่าเข้า-ออกได้หลายครั้ง และประเทศที่ผ่านจัดอยู่ในกลุ่มเชงเก้นหรือไม่) ในปัจจุบัน รถเช้าในยุโรปล้วนติดตั้งอุปกรณ์บอกทางอัตโนมัติหรือจีพีเอส (GPS) การขับรถเที่ยวไปในยุโรปจึงเป็นเรื่องที่ง่ายดายและสนุกสนานมากยิ่งขึ้น
ตังอย่างบริษัทรถเช่าที่ได้รับความนิยมในยุโรป รวมทั้งเนเธอร์แลนด์ ได้แก่ Europcar (www.europcar.nl), Hertz (www.hertz.nl), AVIS (www.avis.co.uk), Budget Rent a Car (www.budget.com) บริษัทรถเช่าเหล่านี้มักมีสาขาอยู่ที่สนามบินหลักๆในเนเธอร์แลนด์เพื่อให้นักเดินทางรับรถและขับออกจากสนามบินได้เลย
อีกทางหนึ่งสำหรับใครก็ตามที่ต้องการขับรถมาจากอังกฤษ อาจลองใช้บริการรถไฟบรรทุกรถยนต์ที่เรียกว่ายูโรทันเนล (Eurotunnel) จากโฟล์กสโตน (Folkstone) ข้ามอุโมงค์มายังคาเลส์ (Calais) ในฝรั่งเศสในเวลาเพียง 35 นาทีด้วยราคา 49 ปอนด์ต่อเที่ยว จากนั้นขับรถจากฝรั่งเศสผ่านเบลเยียมเข้าสู่เนเธอร์แลนด์ได้อีก ซึ่งถนนในชนบทของทั้งสองประเทศต่างมีทางที่ขับง่ายและพร้อมใจกันมีสภาพข้างทางที่สวยงามน่าจดจำ ดูรายละเอียดได้ที่ www.eurotunnel.com
รถโค้ช
นักเดินทางสามารถนั่งรถโค้ชจากเมืองสำคัญอื่นๆในยุโรปเพื่อเข้าสู่เนเธอร์แลนด์ได้อย่างสะดวกสบาย เพราะวิวทิวทัศน์ข้างทางในยุโรปนั้นรับประกันว่างดงามจนไม่อยากเผลอหลับระหว่างทางเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นรถโค้ชของยูโรไลนส์ (Eurolines) ที่วิ่งจากสถานีวิกตอเรียในลอนดอนถึงอัมสเตอร์ดัมใน 12 ชั่วโมง ด้วยราคาเพียง 30 ปอนด์ต่อคน หรือจะเป็นรถของบัสอะเบาท์ (Busabout) ที่วิ่งระหว่างอัมสเตอร์ดัม-ปารีส-มิวนิก และรถโค้ชกัลป์ลิเวอร์สที่วิ่งระหว่างอัมสเตอร์ดัม-เบอร์ลิน-ฮัมบวร์ก
ทางทะเล
นักเดินทางที่เผื่อเวลาท่องเที่ยวไว้มาก อาจลองเดินทางสู่เนเธอร์แลนด์ด้วยเรือเฟอร์รี่ก็ได้ ปัจจุบัน มีผู้ให้บริการเรือเฟอร์รี่ที่เชื่อมระหว่างท่าเรือของเนเธอร์แลนด์กับท่าเรืออังกฤษ และนอร์เวย์อยู่ ซึ่งการเดินทางค่อนข้างสะดวกสบายและมีค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงมากนัก
-Stena Line
เรือออกเดินทางจากท่าเรือเมืองฮาร์วิชในอังกฤษสู่เมืองฮุกในฮอลแลนด์ เรือแบบธรรมดาที่ใช้เวลาเดินทางราว 6 ชั่วโมงเศษมีบริการ 2 เที่ยวต่อวัน เที่ยวกลางวันและกลางคืน ในขณะที่เรือเร็วจะเวลาเพียง 3 ชั่วโมง 40 นาที หรือหากต้องการนำเรือเช่าเข้าไปในเนเธอร์แลนด์ ราคาจะอยู่ที่ 300-350 ปอนด์ต่อคัน (ผู้โดยสารไม่เกิน 5 คน) สอบถามข้อมูลในเนเธอร์แลนด์ได้ที่โทร. +31 (0) 174 315 811 หรือในอังกฤษโทรที่หมายเลข +44 (0) 8447 707070 ค้นรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.stenaline.co.uk
-DFDS Scandinavian Seaways
มีเรือวิ่งจากนิวคาสเซิล (Newcastle) ของอังกฤษ สู่ Ijmuiden ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับอัมสเตอร์ดัมทุกวัน โดยใช้เวลาราว 15 ชั่วโมงค่าโดยสารจะยิ่งถูกหากจองล่วงหน้าไว้นานราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 19 ปอนด์ต่อคนในชั้นประหยัด และหากต้องการนำรถยนต์ไปด้วยก็เพียงเพิ่มค่าธรรมเนียมลงไป 41 ปอนด์ต่อคัน อย่างไรก็ดี เรือโดยสาร DFDS จะคิดค่าโดยสารค่อนข้างสูงในช่วงฤดูท่องเที่ยวและเนื่องจากเป็นการเดินทางทางทะเล ก่อนเดินทางควรตรวจสอบสภาพอากาศทุกครั้ง ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.dfds.co.uk
-P&O North Sea Ferries
มีเรือออกจากเมืองฮัลล์ (Hull) ของอังกฤษสู่ท่าเรือ EUropport ใกล้เมืองรอตเตอร์ดัมในประเทศเนเธอร์แลนด์ทุกคืน แต่ละเที่ยวใช้เวลาเดินทาง 11 ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายเริ่มที่ 112 ปอนด์ต่อคน หรือ 133 ปอนด์หากเดินทางเป็นคู่ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทร. +44 (0) 8705 202020 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.poferries.com


GETTING AROUND

เครื่องบิน- - - -แท็กซี่
การเดินทางภายในเนเธอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีขนาดกะทัดรัดเที่ยวบินภายในประเทศจึงไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่ ยกเว้นในหมู่ของนักธุรกิจที่ต้องเดินทางมายังสนามบินสคิโปลในอัมสเตอร์ดัมเพื่อต่อเที่ยวบินไปยังประเทศอื่นๆ สายการบินหลักที่ให้บริการเที่ยวบินภายในประเทศคือ เคแอลเอ็ม (KLM) สายการบินแห่งชาติของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งราคาค่าใช้จ่ายของเที่ยวบินภายในประเทศค่อนข้างแพง การเดินทางด้วยวิธีอื่นๆอย่างการขับรถหรือโดยสารรถไฟจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่าเพราะไม่เพียงช่วยประหยัดได้มาก แต่ยังเป็นโอกาสที่ดีที่จะสัมผัสกับทัศนียภาพสวยๆสองข้างทางได้อย่างเต็มอิ่มไปพร้อมกัน
สนามบินนานาชาติสคิโปล (Schiphol International Airport) สนามบิน “สคิโปล” นับเป็นสนามบินนานาชาติที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ภายในสะดวกสบาย และมีช้อปปิ้งพลาซ่าขนาดใหญ่ที่มีร้านรวงรอขาช้อปอยู่อย่างมากมาย สนามบินสคิโปลสร้างขึ้นบนพื้นที่ของ (อดีต) อ่าวที่มีชื่อว่า “ฮาร์เล็มเมอร์เมียร์” (Haarlemmermeer) ซึ่งว่ากันว่าเป็นอ่าวที่มีคลื่นลงรุนแรง สนามบินสคิโปลตั้งอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลถึง 5 เมตร และเป็นบ้านของสายการบินแห่งชาติอย่าง KLM ซึ่งถือว่าเป็นสายการบินที่เก่าแก่ที่สุดในโลก สนามบินสคิโปลตั้งอยู่ห่างจากเมืองอัมสเตอร์ดัมลงไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ 10 กิโลเมตร
สำหรับการเชื่อมโยงอัมสเตอร์ดัมจากสนามบินสคิโปลกับปลายทางอื่นๆทั้งภายในและภายนอกประเทศเนเธอร์แลนด์ก็สามารถทำได้อย่างสะดวกสบายด้วย สถานีรถไฟสคิโปล (Schiphol Station) ที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของอาคารสนามบิน ไม่ว่าจะเป็นจากส่วนผู้โดยสารทั้งขาออกและขาเข้า คุณก็สามารถเดินตัดผ่านสคิโปลพลาซ่าเพื่อเข้าถึงสถานีสคิโปลได้อย่างง่ายดาย
หากต้องการเดินทางไปยังต่างเมือง เช่น เดนเฮก รอตเตอร์ดัม อูเทร็คต์ ก็สามารถเดินทางได้ทั้งรถไฟเที่ยวกลางวันและกลางคืน เครื่องจำหน่ายตั๋วรถไฟแบบอัตโนมัติของที่นี่มีสีเหลืองเด่นเห็นได้ชัดเจน ตั้งอยู่ใกล้ชานชาลาในบริเวณสคิโปลพลาซ่า หรือหากต้องการสอบถามตารางเดินรถ ซื้อตั๋ว ก็สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่ที่สำนักงานขายตั๋วได้ หากได้ซื้อตั๋วรถไฟล่วงหน้าไว้แล้ว ในวันเดินทาง ก็เพียงนำตั๋วมาประทับตรากับเครื่องอัตโนมัติ จากนั้นก็สามารถขึ้นรถไฟเองได้เลย ดูรายละเอียดของการเดินทางด้วยรถไฟจากสถานีสคิโปลไปยังปลายทางต่างๆในเนเธอร์แลนด์ได้ที่ www.schiphol.nl ในหมวดของ To & From Schipol
สำหรับการเดินทางจากสนามบินเข้าสู่ใจกลางเมืองด้วยรถไฟ นักเดินทางสามารถเดินทางจากสถานีสคิโปลใต้อาคารสนามบินสคิโปลสู่สถานีกลาง (Central Station) ในอัมสเตอร์ดัมได้โดยตรง ด้วยค่าโดยสารเพียง 3.70 ยูโรต่อเที่ยว (และ 7.50 ยูโร สำหรับตั๋วไป-กลับ) รถไฟใช้เวลาเพียง 15 นาที วิ่งบริการตั้งแต่เวลา 06.00-00.30 น. โดยมีความถี่ราว 7 เที่ยวในแต่ละชั่วโมง
การเดินทางจากสถานีสคิโปลไปยังปลายทางต่างเมืองสามารถทำได้อย่างสะดวกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเบลเยียม ฝรั่งเศส และเมิองยอดนิยมทั้งหลายในเยอรมนี โดยซึ่งตั๋วได้จากสำนักงานขายตั๋วรถไฟของเนเธอร์แลนด์ (NS: Nederlandse Spoorwegen) ที่ตั้งอยู่ภายในสคิโปลพลาซ่า หรือหากต้องการความคล่องตัวและประหยัด อาจจองตั๋วล่วงหน้าผ่านเว็บไซค์ NS International ของการรถไฟเนเธอร์แลนด์ (www.nsinternational.nl) หรือหากหมายตาประเทศใกล้เคียงอื่นๆไว้ด้วย จะเลือกซื้อเป็นตั๋วประเภทยูเรลพาสแทนก็ได้
หากถามถึงระยะเวลาการเดินทางระหว่างสถานีสคิโปลกับเมืองต่างๆอาทิ สคิโปล-แฟรก์เฟิร์ต 4 ชั่วโมง สคิโปล-บรัสเซลล์ 46 นาที เป็นต้น ซึ่งตั๋วรถไฟอื่นๆเช่น ICE International, Thalys หรือ Eurostar ก็สามารถวื้อได้ที่สำนักงานขายตั๋วในบริเวณสคิโปลพลาซ่าด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ตั๋วรถไฟ Europass, Eurial, Flexipass และ Inter-Rail ล้วนใช้ได้กับรถไฟของเนเธอร์แลนด์ด้วย รายละเอียดของการเดินทางด้วยรถไฟจากสถานีสคิโปลไปยังปลายทางต่างๆในเนเธอร์แลนด์ ดูได้ที่ www.schiphol.nl ในหมวดของ To & From Schiphol
จากสถานีรถไฟอัมสเตอร์ดัม นักเดนทางสามารถจับรถไฟไปยังเมืองสำคัญต่างๆได้อีกมากมาย เช่น แอนต์เวิร์ป บรูจส์ และบรัซเซลส์ในเบลเยียม รวมถึงลักเซมเบิร์กด้วยรถไฟ Inter-City รถไฟความเร็วสูง Thalys ที่เดินทางสู่ปารีสในเวลาเพียง 4 ชั่วโมงครึ่ง รถไฟ ICE ที่วิ่งไปยังเมืองโคโลญจน์ หรือจะเป้นรถไฟ IC ที่เดินทางถึงเมืองเบอร์ลินในเยอรมนี
สำหรับคนที่มีสัมภาระน้ำหนักมา หรือต้องการเดินทางจากสนามบินถึงประตูที่พักโดยตรง แท็กซี่อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะกว่า แท็กซี่ของสนามบินแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ แบบ Combined Travel ที่เป็นเสมือนรถรับจ้างส่งผู้โดยสารตามที่อยู่ที่เราต้องการโดยต้องใช้รถร่วมไปกับผู้โดยสารคนอื่นๆอีกแบบคือ Private Travel หรือรถรับจ้างส่วนตัวที่ส่งตรงถึงที่อยู่ที่ต้องการไปโดยไม่หยุดพักระหว่างทาง เหมาะมากกับการเดินทางเป็นกลุ่ม ซึ่งข้อดีของบริการแท็กซี่สนามบินเหล่านี้คือ ราคาที่สมเหตุสมผล มีบริการ 24 ชั่วโมง ไปยังปลายทางทั่วประเทศ มีพนักงานคอยช่วยยกสัมภาระให้และปลอดภัยไว้ใจได้ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและจองรถล่วงหน้าที่ www.schiphol.nl ในหมวดของ To & From Schipol > Schiphol Travel Taxi
ชัตเติล บัส (SHUTTLE BUS)
สายการบินเคแอลเอ็มมีบริการรถชัตเติลบัส ที่เรียกว่า Hotel Courtesy Buses คอยรับ-ส่งผู้โดยสารระหว่างอาคารสนามบินกับโรงแรมหลายๆแห่ง
-Van der Valk hotel Schiphol A4 รถออกทุก 40 นาที ระหว่างเวลา 06.00-23.40 น. (ฟรีสำหรับลูกค้าโรงแรม)
-Dorint Airport hotel Amsterdam Schiphol รถออกทุก 30 นาที แต่เพิ่มความถี่เป็นทุกๆ 20 นาทีในช่วงเวลาเร่งด่วน การเดินทางใช้เวลาประมาณ 15 นาที (ฟรีสำหรับลูกค้าโรงแรม)
-Hilton Amsterdam Airport Schiphol รถออกทุกๆ 15 นาที สามารถโทรเรียกได้จากโทรศัพท์ที่ตั้งอยู่ที่ป้ายรถประจำทาง (ฟรีสำห  รับลูกค้าโรงแรม)
-Hotel Ibis Amsterdam Airport Schiphol รถออกทุกๆ 30 นาที แต่เพิ่มความถี่เป็นทุกๆ 20 นาที ในช่วงเวลาเร่งด่วน การเดินทางใช้เวลาประมาณ 15 นาที (ฟรีสำหรับลูกค้าโรงแรม)
-Hotel Mercure Amsterdam Airport Schiphol รถออกทุกๆ 30 นาทีระหว่างเวลา 06.15-23.45 น. (ฟรีสำหรับลูกค้าโรงแรม)
-Radisson SAS Hotel Amsterdam Airport Schiphol รถออกทุกๆ 30 นาที ระหว่างเวลา 06.00-23.45 น. (ฟรีสำหรับลูกค้าโรงแรม)
-Bastion hotel Amsterdam Airport Schiphol รถออกทุกๆ 30 นาที ระหว่าง 06.15-23.45 น. (ฟรีสำหรับลูกค้าโรงแรม)
-Crowne Plaza Amsterdam Airport Schiphol รถออกทุกๆ 30 นาที ระหว่างเวลา 06.00-23.45 (ฟรีสำหรับลูกค้าโรงแรม)
-Courtyard by Marriott – Amsterdam Airport ให้บริการเวลา 06.30-23.30 (ค่าโดยสาร 5 ยูโร)
-NH-Schiphol รถออกทุกๆ 20 นาที ทุกวัน ระหว่าง 06.00-24.00 น. หลังเวลา 00.10 น. ให้บริการเมื่อโทรแจ้งเท่านั้น (ฟรีสำหรับลูกค้าโรงแรม)
      รถไฟ
เกือบทุกเมืองในเนเธอร์แลนด์มีสถานีรถไฟ ซึ่งทำให้คนของเขาสามารถเดินทางไปยังเมืองอื่นๆได้อย่างสะดวก นักเดินทางซึ่งตั๋วได้จากห้องขายตั๋วหรือเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติ ซึ่งวิธีใช้ก็แสนง่ายดาย เพียงกดหมายเลขของจุดหมายปลายทางที่ต้องการ เมื่อราคาค่าตั๋วปรากฏขึ้น ให้หยอดเหรียญตามจำนวนอัตราค่าโดยสารที่แสดงบนหน้าจอ เครื่องก็จะพิมพ์ตั๋วออกมาให้ จากนั้นก็นำตั๋วไปขึ้นรถไฟได้เลย
ส่วนใครที่วางแผนการเดินทางครอบคลุมตั้งแต่เนเธอร์แลนด์ เบลเยียม และเลเซมเบิร์ก ก็โปรดทราบว่า การรถไฟเนเธอร์แลนด์เขามีตั๋วแบบเบเนลักซ์ทัวร์เรลพาส (Benelux Tourrial Pass) ที่ให้เราใช้เดินทางได้ 5 วันระยะเวลา 1 เดือน โดยตั๋วประเภทนี้มีราคาค่าตั๋วอยู่ที่ 155 ยูโรสำหรับที่นั่งในชั้น 2 และ 234 ยูโร สำหรับชั้น 1 สำหรับนักเดินทางคู่หูที่ตัวติดกันตลอดการเดินทาง อัตรานี้ไม่รวมค่าธรรมเนียมการออกบัตร 800 บาท ซึ่งเบเนลักซ์ทัวร์เรลพาสนี้หาซื้อได้จากตัวแทนในไทยเท่านั้น นักเดินทางจึงควรวางแผนการเดินทางล่วงหน้าให้รอบคอบไว้ก่อน สำหรับตัวแทนขายในไทยก็มีหลายราย
รถราง
ในเมืองต่างๆขอเนเธอร์แลนด์ รถรางเป็นพาหนะที่มีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับท้องถิ่น เพราะสามารถวิ่งลัดเลาะไปตามถนนเล็กๆหรือทางวิ่งริมคลองที่รถประจำทางไม่สามารถผ่านเข้าไปได้ รถรางจะมีใช้กันทั่วไปตามเมืองใหญ่ๆเช่น อัมสเตอร์ดัม เดนเฮก รอตเตอร์ดัม และอูเทร็คต์ โดยรถรางในแต่ละเมืองก็จะให้บริการโดยบริษัทที่แตกต่างกันไป เช่น GVB, RET, HTM เป็นต้น รถรางใกล้ชิดกับวิถีของชาวดัตช์มาก และถือเป็นเจ้าภาพสำคัญอีกอย่างของเนเธอร์แลนด์
ตั๋วสำหรับขึ้นรถรางใช้ร่วมกันได้กับระบบคมนาคมอื่นๆ ทั้งรถไฟใต้ดินและรถประจำทาง แต่ไม่สามารถซื้อตั๋วข้ามบริษัทกันได้ ตั๋วรถรางจะมีลักษณะหน้าตาเป็น chipcard แบบใช้แล้วทิ้ง สามารถซื้อกับพนักงานขับรถ ห้องขายตั๋ว หรือเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติที่ตั้งอยู่ภายในสถานีรถไฟใต้ดิน
ในอัมสเตอร์ดัม พื้นที่ที่รถรางของ GVB วิ่งบริการอยู่แบ่งออกเป็น 13 โซน ซึ่งสัญลักษณ์บอกโซนต่างๆของรถรางแสดงไว้อย่างชัดเจนที่ป้ายจอด ซึ่งมักมีป้ายจอดใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินเพื่อให้สามารถต่อรถได้อย่างราบรื่นสะดวกสบาย นักเดินทางควรเลือกซื้อตั๋วประเภทที่เหมาะกับการใช้งาน เพื่อให้ได้ความคุ้มค่า ส่วนตั๋วก็มีหลายประเภทให้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นตั๋ววัน ซึ่งมีให้เลือกตั้งแต่ 1-7 วัน (24-168 ชั่วโมง ราคาตั้งแต่ 7-30 ยูโร) ตั๋วแบบ Amsterdam All in 1 Travel ที่รวมตั้งแต่การเดินทางจากสนามบินสคิโปลมาจนถึงรถราง รถไฟใต้ดิน รถเมล์ และรถเมล์รอบกลางคืน มีให้เลือกตั้งแต่แบบ 24-96 ชั่วโมง ในราคาตั้งแต่ 13.20-24.45 ยูโร ตั๋ววันแบบ All Amsterdam Transport Pass ที่ให้เราใช้พาหนะทุกชนิด รวมไปถึงเรือ Canal Bus และส่วนลดในการเข้าชมสถานที่น่าสนใจต่างๆในอัมสเตอร์ดัม และตั๋วแบบ I Amsterdam ที่มีทั้งแบบ 24 ชั่วโมง (39 ยูโร) 48 ชั่วโมง (49 ยูโร) และ 72 ชั่วโมง (59 ยูโร) โดยรวมสิทธิ์ในการเดินทางด้วยระบบคมนาคมทุกอย่างเข้ากับคูปองลดราคาเข้าชมสถานที่ต่างๆ
สำหรับนักเดินทางที่ปักหมุดแผนท่องเที่ยวหลักๆ ไว้ในใจกลางเมืองอัมสเตอร์ดัมก็โปรดทราบว่ารถรางสายหลักที่ใช้ในการเดินทางคือสาย 4, 5 และ 9 รวมถึง Circle Tram สาย 20 ซึ่งวิ่งผ่านสถานที่ท่องเที่ยวและพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจในอัมสเตอร์ดัมเกือบทุกแห่ง รถรางบางสายกำหนดให้ผู้ (จะ) โดยสารขึ้นรถที่ประตูด้านหลังและลงรถที่ประตูด้านหน้า ดังนั้นควรสังเกตคนท้องถิ่น และขึ้นลงให้ถูกต้อง
ดูข้อมูลรถรางในอัมสเตอร์ดัม รายละเอียดของตั๋วแบบต่างๆ และแผนที่เส้นทางเดินรถทุกสายได้ที่ www.gvh.nl

 

  รถบัสประจำทาง
รถบัสประจำทางในเนเธอร์แลนด์มีหลายบริษัท และมีศูนย์กลางการเดินทางอยู่ที่สถานีรถไฟเช่นเดียวกับรถไฟใต้ดินเพื่อการเดินทางที่สะดวกและต่อเนื่อง หากมีแผนเดินทางท่องเที่ยวไปยังต่างเมืองที่ไม่ไกลนัก ก็ควรใช้รถบัสประจำทาง แต่หากต้องการเดินทางระยะไกลมากๆเลือกไปด้วยรถไฟจะดีกว่า แต่สำหรับเมืองที่ไม่มีสถานีรถไฟ เนเธอร์แลนด์ก็มีรถบัสด่วนวิ่งให้บริการอยู่เช่นกัน แต่ละสายก็จะมีชื่อที่บ่งบอกเส้นทางวิ่งรับ-ส่ง ไม่ว่าจะเป็น Q-liner, Brabant liner หรือ Interliner
นอกจากนี้ ควรหาซื้อตั๋วไว้ให้พร้อมก่อนขึ้นรถ และโดยเฉพาะสำหรับวันอาทิตย์และวันหยุดราชการ ควรตรวจสอบตารางเวลารถล่วงหน้าที่ติดให้ชัดเจนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ทุกป้าย ด้วยเพราะวันเหล่านี้จะมีรถบัสประจำทางวิ่งค่อนข้างน้อย
ตั๋วรถบัสประจำทางแบบต่างเมืองราคาถูกที่ใช้กันทั่วไปได้แก่ Buzzer Ticket ของบริษัทรถบัส Connexxion ที่มีลักษณะเป็นตั๋ววันในราคา 10 ยูโร ใช้เดินทางได้ตลอดวันหลัง 9 โมงเช้าในวันธรรมดา และตั้งแต่ก่อน 9 โมงเช้าวันหยุด อย่างไรก็ดี บางเส้นทางต้องเปลี่ยนหลายทอดกว่าจะถึงปลายทาง รถบัสของ Connexxion จึงเหมาะกับนักเดินทางที่มีเวลาท่องเที่ยวมากๆเพราะอย่างไรเสียก็ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ชมชนบทอันสวยงามของเนเธอร์แลนด์ในทางหนึ่ง
รถไฟใต้ดิน (Metro)
ในเมืองใหญ่ๆที่มีการจราจรคับคั่งทั้งหลาย รถไฟใต้ดินหรือ METRO เป็นทางเลือกที่ทรงประสิทธิภาพสูงสุดในการเดินทางภายในใจกลางเมืองหรืออกไปยังเขตรอบนอกของเมือง เราสามารถสองหาสถานีรถไฟใต้ดินได้โดยสังเกตป้ายสีน้ำเงินที่มีคำว่า METRO อยู่ จากนั้นจึงซื้อตั๋ว ซึ่งจะซื้อจากเจ้าหน้าที่ที่ห้องขายตั๋วหรือจากเครื่องขายตั๋วอัตโนมัติที่ตั้งอยู่หน้าทางเข้าของสถานีก็ได้
ตั๋วรถไฟใต้ดินมีรูปร่างหน้าตาแบบเดียวกันกับตั๋วรถรางและรถประจำทาง ส่วนวิธีการเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินก็คือให้สังเกตแผนที่แสดงเส้นทางของรถและมองหาสถานีที่ต้องการไป เพื่อดูว่าเราต้องขึ้นรถไฟฟ้าสายไหนและที่ชานชาลาใด หากไม่แน่ใจ สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ประจำสถานี หรือขอแผนที่การเดินรถจากองค์กรส่งเสริมการท่องเที่ยว (VVV-อ่านว่า เฟ เฟ เฟ) ที่มีสำนักงานอยู่ใกล้สถานีรถไฟทุกแห่งก็ได้
สำหรับตั๋วโดยสารที่น่าสนใจสำหรับนักเดินทางต่างถิ่นอย่างเราได้แก่ All Amsterdam Transport Pass ราคา 28 ยูโรที่ให้เราเดินทางได้ทั้งรถไฟใต้ดินและเรือ Canalbus แถมพกด้วยส่วนลดในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์และสถานที่น่าสนใจต่างๆมากมาย All 1 Travel Ticket ที่รวบรวมตั้งแต่ตั๋วเดินทางจากสนามบินสคิโปลเข้าเมืองอัมสเตอร์ดัม และสิทธิ์ในการใช้ระบบขนส่งทุกชนิดตั้งแต่รถไฟใต้ดิน รถราง รถเมลฺ และรถเมล์รอบดึก โดยเลือกอายุตั๋วได้ตั้งแต่ 24, 48, 72 และ 96 ชั่วโมง ราคาตั้งแต่ 13.20-24.45 ยูโร ซึ่งตั๋วประเภทนี้จัดเป็นตั๋วเดินทางที่เรียกได้ว่าสุดคุ้มประเภทหนึ่งเลยทีเดียว ดูรายละเอียดเกี่ยวกับตั๋วรถไฟใต้ดินแบบต่างๆและดาวน์โหลดแผนที่เส้นทางเดินรถได้ที่ www.gvb.nl
จักรยาน
จักรยานเป็นภาพสำคัญที่สุดภาพหนึ่งของเนเธอร์แลนด์ สมกับที่นักเดินทางทุกยุคสมัยเรียกที่นี่ว่าเป็น “เมืองจักรยาน” อีกทั้งด้วยเลนเฉพาะสำหรับจักรยานและความนิยมในการใช้จักรยานเป็นพาหนะประจำวัน เนเธอร์แลนด์จึงเป็นที่ที่คนรักจักรยานจะต้องหลงรัก
การขี่จักรยานเป็นการเดินทางที่สะดวก ประหยัดปราศจากมลภาวะทั้งทางเสียงและอากาศ แล้วยังโรแมนติกอีกด้วย เพราะสามารถหยุดดูทิวทัศน์สวยๆได้ตลอดเวลาอีกด้วย ชาวดัตช์สามารถขี่จักรยานไปไหนมาไหนได้โดยไม่ต้องกังวลว่าถนนนั้นเป็นวันเวย์ให้ปวดหัวเหมือนขับรถยนต์ อีกทั้งพื้นที่เกือบทั้งหมดของประเทศก็เป็นที่ราบ จึงไม่จำเป็นต้องออกแรงขี่ขึ้นเนินลงเนินให้เหนื่อยแรง
หากคิดจะเช่าจักรยานขี่ชมเมือง ก็ควรพึงระวังบริษัทเช่าจักรยานไว้บ้าง โดยสำรวจสภาพจักรยานให้เรียบร้อยก่อนนำจักรยานออกจากร้าน เพราะหลายครั้งนักเดินทางบางคนถูกเรียกค่าเสียห่า แม้รอยเหล่านั้นจะไม่ได้เกิดจากการใช้งานของเราก็ตาม

เรือข้ามฟาก
เรือข้ามฟากมีไว้สำหรับใครก็ตามที่ต้องการเดินทางไปยังเขตอัมสเตอร์ดัมเหนือ (Amsterdam Noord) เพราแถบนี้ ทางการเขาอนุญาตให้แต่สกูเตอร์ จักรยาน และรถเมล์เท่านั้นที่สามารถข้ามไปได้ ด้วยเหตุนี้นักเดินทางจึงต้องมาขึ้นเรือ GVB Ferry ที่ให้บริการฟรีอยู่ตรงหลังสถานีรถไฟอัมสเตอร์ดัมเรือออกค่อนข้างถี่ และทิวทัศน์สองข้างทางก็สวยงาม อีกทั้งบ้านเรือนและวิถีชีวิตของผู้คนในแถบนั้นก็น่ารักน่าสนใจ แม้ไม่ได้ตั้งใจข้ามฟากไป การนั่งเรือเล่นสักรอบสองรอบก็ถือว่าน่าสนุกแล้ว
แท็กซี่
ในเมืองใหญ่อย่างอัมสเตอร์ดัมมีคิวแท็กซี่อยู่ตามจุดสำคัญๆผู้โดยสารต้องเดินไปขึ้นที่คิว หรืออาจใช้วิธีโทรศัพท์เรียกก็ได้ แท็กซี่ในเนเธอร์แลนด์ใช้มิเตอร์ และราคาค่อนข้างสูง สำหรับผู้โดยสารไม่เกิน 4 คน ในรถแท็กซี่ขนาดปกติ ค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 7.50 ยูโร สำหรับ 2 กิโลเมตรแรก และตัวเลขจะดีดเพิ่มขึ้นอีก 2.20 ยูโรตั้งแต่กิโลเมตรที่ 3 เป็นต้นไป
นอกจากนี้ ยังมีบริการรับส่งอีกแบบที่ทางการเขาสร้างสรรค์ขึ้นมาซึ่งเรียกว่า Train Taxi (Treintaxi) ที่เป็นการใช้รถรับ-ส่งร่วมกันระหว่างนักเดินทาง โดยรถจะจอดรับ-ส่งระหว่างจุดจอดใกล้ที่พักกับสถานีรถไฟใน 36 เมืองทั่วประเทศ ด้วยค่าโดยสารราคาย่อมเยาเพียง 4.70 ยูโร (เมื่อซื้อที่สถานีรถไฟ) หรือ 5.50 ยูโร (เมื่อจ่ายโดยตรงกับพนักงานขับรถ) วิธีใช้บริการก็แค่เพียงโทรศัพท์ไปนัดหมายเวลาเดินทางที่คอลล์เซ็นเตอร์เทรนแท็กซี่หมายเลข 0900 9292 (ค่าโทรฯ นาทีละ 07.0 ยูโร) ล่วงหน้าอย่างน้อย 30 นาที และคอยอยู่ที่ป้ายของ Treintaxi ในเขตที่พักอยู่ จากนั้นรถก็จะมารับเราตามนัดดูรายละเอียดที่ www.ns.nl ในส่วนของ About Your Trip > Travelling by Train > To & From the Station
ATTRACTIONS & EXPLORING
เนเธอร์แลนด์มี “อัมสเตอร์ดัม” เป็นเมืองหลวง จากประชากรชาวดัตช์ทั้งประเทศ 16.7 ล้านคน ผู้คนจำนวน 790,000 คนอาศัยอยู่ ณ เมืองทรงเสน่ห์แห่งนี้ (สถิติปี 2012) กลุ่มคนเหล่านี้ประกอบไปด้วยชาวดัตช์แท้แต่ดั้งเดิมที่เป็นลูกผสมระหว่างชาวฝรั่งเศส เบลเยียม และเยอรมัน กับชาวดัตช์เลือดใหม่ที่เป็นผู้อพยพจากเอเชียและอีกหลายๆประเทศ และแม้เวลาจะผ่านไปนานแค้ไหน อัมสเตอร์ดัมและเนเธอร์แลนด์จะมีผู้อาศัยมากขึ้นเพียงใด แต่ความสวยงามของที่นี่ก็ไม่เคยลดน้อยลง อัมสเตอร์ดัมยังเป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนมากระดับสิบล้านคนต่อปี (ในปี 2012 มีสถิติอยู่ 16 ล้านคน) โดยเฉพาะใน
ช่วงฤดูร้อน อัมสเตอร์ดัมจะกลายเป็นเมืองสุดฮ็อตของนักท่องเที่ยวชาวยุโรป เพราะทั้งเมืองจะเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ด้วยสีสันของธรรมชาติและเทศกาลดนตรีประจำปี เรียกได้ว่าอัมสเตอร์ดัมสนุกสนานครื้นเครงที่สุดในช่วงฤดูร้อนนี่เอง
การเดินทาง
อัมสเตอร์ดัม
ใครที่เคยเยือนอัมสเตอร์ดัมหรือคุ้นเคยกับตั๋วเดินทางแบบ Strippenkaart ที่ใช้วิธีตอกเครื่องหมายในตั๋วเมื่อใช้งาน โปรดทราบว่าทางการดัตช์เขาได้ยกเลิกตั๋วเดินทางประเภทนี้ไปแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน ค.ศ. 2010 ที่ผ่านมา ทางเลือกสำหรับตั๋วเดินทางที่คุ้มค่าสำหรับการเที่ยวเล่นเป็นระยะสั้นๆในอัมสเตอร์ดัม จึงอาจเป็น I Amsterdam, Amsterdam All in 1 Travel หรือ All Amsterdam Transport Pass ซึ่งมีรายละเอียดปลีกย่อยแตกต่างกันไปตามความต้องการของนักเดินทางของเราๆแต่ละคน อย่างไรก็ดี ตั๋วเดินทางเหล่านี้ล้วนจัดเป็นตั๋วประเภทสุดคุ้มทั้งนั้น เพราะใช้ได้กับระบบขนส่งสาธารณะทุกชนิด เรียกได้ว่าซื้อตั๋วเพียงครั้งเดียว จะขึ้นรถราง แล้วต่อรถไฟไปจบที่รถประจำทางก็ยืดหยุ่นคล่องตัว
สำหรับรถรางสายหลักคู่ชีพนักท่องเที่ยวในอัมสเตอร์ดัม ได้แก่ รถรางสาย 20 หรือ Circle Tram ที่วิ่งผ่านสถานที่สำคัญและพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจต่างๆเกือบทุกแห่งในอัมสเตอร์ดัม โดย Circle Tram จะวิ่งระหว่าง 09.00-19.00 น. และด้วยความที่อัมสเตอร์ดัมเป็นเมืองแห่งสายน้ำไม่แพ้เวนิสของอิตาลี การเดินทางทางน้ำจึงเป็นเรื่องห้ามพลาดอีกอย่างเมื่อได้มาเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นคานาลบัส (Canal Bus) ที่เหมาะกับการล่องเที่ยวในช่วงฤดูร้อนคานาลบัสวิ่งให้บริการอยู่ 3 สาย จอดทั้งหมด 14 ท่า ผ่านสวนสัตว์ พิพิธภัณฑ์บ้านเรมบรันดท์ และอีกหลายๆแห่งที่น่าสนใจ ดูรายละเอียดได้ที่ www.canalbusnl
วอเตอร์แท็กซี่ (Watertaxi) ซึ่งค่าโดยสารถูกกว่ารถแท็กซี่และหลายๆโรงแรมก็มีท่าจอดอำนวยความสะดวกให้ อัตราค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 1.75 ยูโรต่อนาที โดยมีค่าจอดรับต่างหาก 7.5 ยูโร วอเตอร์แท็กซี่จุได้มากถึง 8 คน จึงเหมาะมากหากเดินทางเป็นกลุ่มๆดูรายละเอียดหรืออีเมลจองเรือล่วงหน้าได้ที่ www.water-taxi.nl


Rondvaarten
เรือหลังคากระจกใส ที่มีทั้งแบบมีหลังคาและไม่มีหลังคา (P. Kooij) ซึ่งเหมาะแก่การล่องคลองชมเมืองในช่วงซัมเมอร์ ดูรายละเอียดบริการที่ www.graylineamsterdam.com หรือ www.lovers.nl สำหรับเจ้าหน้าที่เน้นบริการเรือดินเนอร์โรแมนติก นอกจากนี้ ยังมีเรือพิพิธภัณฑ์ (Museum Boat/Museumboot) ที่แวะจอดตามท่าใกล้สถานที่สำคัญอย่างพิพิธภัณฑ์ให้ จึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ตั้งใจจะไปชมพิพิธภัณฑ์หลายๆแห่งแบบต่อเนื่องกันซึ่งเขาก็มีตั๋ววันให้เลือกซื้อ ผู้ถือจะขึ้นลงกี่ครั้งก็ได้ตามแต่ใจ
สำหรับการขับรถเที่ยว นอกจากการจราจรในอัมสเตอร์ดัมจะเข้าใจยาก เพราะมีช่องทางสำหรับจักรยานเพิ่มขึ้นมาด้วยแล้ว ข้อเสียของการใช้รถยนต์ในเมืองนี้คือค่าจอดรถที่เรียกได้ว่าแพงติดอันดับโลก แต่อย่างไรก็ตาม หากวางแผนขับรถเที่ยวในต่างจังหวัดของเนเธอร์แลนด์และตั้งใจขับเลยไปยังประเทศเพื่อนบ้านก็ถือว่าน่าสนุกและยังสามารถแวะเที่ยวชมจุดสวยๆระหว่างทางได้อย่างเป็นอิสระอีกด้วย

 

ไออัมสเตอร์ดัมการ์ด (I Amsterdam Card)

ตั๋วเดินทางแบบสมาร์ตการ์ดที่เรียกกันว่า I Amsterdam นี้ มีให้เลือกตามแผนที่ส่วนตัว ทั้งแบบ 24 ชั่วโมง (39 ยูโร) 48 ชั่วโมง (ราคา 49 ยูโร) และ 72 ชั่วโมง (59 ยูโร) โดยผู้ถือจะต้องแตะบัตรที่แผงสแกนบัตรทุกครั้งที่ขึ้นและลงจากรถ
ไออัมสเตอร์ดัมจะให้สิทธิ์ในการเดินทางด้วยระบบคมนาคมทุกอย่างตั้งแต่รถราง รถไฟใต้ดิน และรถประจำทางของ GVB พร้อมคูปองส่วนลดมูลค่ากว่า 90 ยูโร สำหรับเข้าชมสถานที่ต่างๆร้านอาหาร และบริการล่องเรือ รวมถึงส่วนลด 50% สำหรับจอดรัถที่ 5 P+R ซึ่งหากนักเดินทางวางแผนเที่ยวอัมสเตอร์ดัมไว้แบบเจาะลึกหลายวัน ไออัมสเตอร์ดัมก็นับว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าน่าเป็นเจ้าของ
หาซื้อตั๋วอัมสเตอร์ดัมได้ที่ห้องขายตั๋วระบบขนส่งของ GVB สำนักงานบริการนักท่องเที่ยวและการประชุมแห่งอัมสเตอร์ดัม (ATCB : Amsterdam Tourism & Convention Board) ทุกสาขา เช่นที่ Stationsplein ฝั่งตรงข้ามสถานีรถไฟกลาง (Amsterdam Central Station) หรือที่ศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยวฮอลแลนด์ (Holland Tourism Information) อาคารผู้โดยสารขาออก 2 ของสนามบินสคิโปล ดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ www.iamterdamcard.com
นอกจากบ้านเรือแล้ว เรือที่จอดริมน้ำจำนวนไม่น้อย
ก็ได้มีการนำมาปรับเป็นโรงแรมและที่พักน่ารักๆสำหรับ
นักเดินทางที่ต้องการทดลองประสบการณ์การพักในบ้านเรือ
แบบชาวดัตช์ นอกจากนี้ ยังมีการนำเรือมาปรับเป็นตลาด
  Bloemenmarkt ดอกไม้ เช่นที่ Bloemenmarkt บนคลองเดี่ยวที่เปิดขายกันมา
อย่างยาวนานตั้งแต่ปี 1862 เลยทีเดียว !!!
สถานที่น่าสนใจของอัมสเตอร์ดัม
สถานีรถไฟกลาง (Centraal Station) ที่นี่เป็นสถานีรถไฟอันสวยงามที่ตั้งอยู่ตรงชายฝั่งอ่าวไอย์ (ij) สร้างขึ้นในปีค.ศ.1889 เป็นสถาปัตยกรรมแบบนีโอเรอเนสซองส์ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบนีโอโกธิกที่สวยงามและยิ่งใหญ่ ออกแบบโดยสถาปนิกชื่อ ด็อกเตอร์ เกาเปอร์(Dr. Cuypers) เป็นคนเดียวกับที่ออกแบบสร้างพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติไรค์มิวเซียม  สถานีรถไฟแห่งนี้ใหญ่โตโอฬารสร้างบนเสาเข็มจำนวนถึง 8,657 ต้น ที่หน้าตึกจะมีนาฬิกาเรือนใหญ่อยู่ 2 เรือน เรือนทางซ้ายบอกทิศทางลม ส่วนเรือนทางขวาบอกเวลา และจากสถานีรถไฟแห่งนี้เราสามารถที่จะเดินทางไปสู่ทุกประเทศในยุโรปได้เลย และที่สำคัญยังเป็นจุดรวมของรถรางรถเมล์ทุกสายที่ใช้ในอัมสเตอร์ดัม และรอบนอกใกล้กับสถานีรถไฟทุกแห่งอีกด้วย เรียกว่าเป็นจุดการเดินทางหลักที่สำคัญของเมืองอัมสเตอร์ จึงทำให้ที่นี่จอแจไปด้วยผู้คนมากมาย
ดัมสแควร์ (Dam Square) เป็นลานกว้างขนาดใหญ่ ที่มีสถานที่สำคัญๆ ตั้งอยู่มากมาย อย่างมุมหนึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์ใหม่ ที่สร้างขึ้นในตอนปลายศตวรรษที่ 14 และผ่านการบูรณะซ่อมแซม ปรับปรุงจนถึงสร้างใหม่หลายต่อหลายจนมีความสวยงามน่าชมเป็นอย่างยิ่ง และก็จะเห็นอนุสาวรีย์แห่งเสรีภาพ เป็นรูปทรงกรวยสีขาวสูงประมาณ 70 ฟุต สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1956 เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ที่เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2
พระราชวังหลวง (Koninklijk Plaeis) หรือ วังหลวง ที่ครั้งแรกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1655 มีจุดประสงค์เพื่อใช้เป็นที่ว่าการอำเภอ สร้างโดยสถาปนิกที่ชื่อ ยาคอบ ฟาน กัมเปน ตรงหน้าจั่วของตึกแห่งนี้มีรูปปูนปั้นที่สวยงาม เป็นรูปเทพีแห่งทะเล และสัตว์ในเทพนิยายกรีก ภายในเป็นห้องโถงกว้างปูด้วยหินอ่อนเป็นรูปลูกโลกขลิบด้วยทองแดงสวยงาม เพดานวาดเป็นรูปภาพจักรวาล แต่ต่อมาในปี ค.ศ. 1801 หลังจากที่เนเธอร์แลนด์ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสได้ใช้เป็นพระราชวังที่ประทับของพระเจ้าหลุยส์ โบนาปาร์ตน้องชายของนะโปเลียน โบนาปาร์ต จนถึงปี ค.ศ. 1810 เมื่อฝรั่งเศสหมดอำนาจลงก็ยังคงใช้เป็นพระราชวังที่ประทับของกษัตริย์เนเธอร์แลนด์ในปีค.ศ.1967 สมเด็จพระราชินีนาถจุเลียนาได้ทรงย้ายไปประทับอยู่ที่เมืองเฮกจึงมีการซ่อมแซมพระราชวังแห่งนี้ และเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมวังหลวงที่วิจิตรงดงามไปด้วยสถาปัตยกรรมแบบยุโรป
กาลเวอร์ สตราท (Kalver Straat) เป็น ถนนชอปปิ้งสายสำคัญของคนอัมสเตอร์ดัม และของนักท่องเที่ยวด้วย ซึ่งถ้าใครเป็นนักท่องเที่ยวขาชอปตัวยงมีหวังได้หมดกระเป๋ากันเป็นแน่ เพราะถนนสายนี้จะคลาคล่ำไปด้วยร้านรวงที่ขายของและสินค้าของที่ระลึกให้ เลือกซื้อหาเป็นของขวัญของฝากอย่างมากมาย

ไฮเนเก้น เอ็กซ์พีเรียนซ์ (Heineken Experience) ไฮเนเก้นเป็นเบียร์ที่มีประวัติศาสตร์ย้อนหลังเก่าแก่ไปจนถึงปี 1864 จึงแน่นอนว่าการผลิตย่อมมีเคล็ดลับและวิธีการที่น่าสนใจ โรงงานเก่าของไฮเนเก้นนี้ เปิดให้เข้าชมขั้นตอนการผลิต ประวัติการทำเบียร์ม้าลากรถบรรทุกถังเบียร์ รวมทั้งมีเบียร์ให้ชิม เมื่อจบทัวร์ที่มีชื่อเรียกว่า Heineken Experience คอทองแดงทุกท่านจึงไม่ควรพลาด
ตั้งอยู่ที่ 78 Stadhouderskade เปิดให้เข้าชมทุกวันเวลา 11.00-19.00 น. (ปิดวันที่ 25 และ 26 ธันวาคม // 1 มกราคม และ 30 เมษายน) ค่าเข้าชม 15 ยูโรเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ค่าเข้าชมคิดขวบปีละ 1 ยูโร และเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีต้องเข้าชมพร้อมผู้ปกครองรถรางสาย 16, 24, 25 จากสถานีรถไฟกลาง ลงที่ป้าย Stadhouderskade ดูรายละเอียดได้ที่ www.heinekenexperience.com
ฮอลแลนด์เอ็กพีเรียนซ์ (Holland Experience) การแสดงมัลติมีเดียความยาว 25 นาทีที่ผู้ดูต้องสวมแว่น 3 มิตินั่งชมบนพื้นที่หมุนได้รอบ การแสดงจะถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับฮอลแลนด์ให้ได้เห็นทั้งภาพ แสง เสียงและกลิ่น เหมาะสำหรับคนที่มีเวลาน้อย แต่อยากเห็นภาพของฮอลแลนด์ให้ทั่วๆในระยะเวลาอันสั้นๆ
ฮอลแลนด์เอ็กพีเรียนซ์ตั้งอยู่ที่วาเตอร์โลไพลน์ สามารถเดินทางไปได้โดยใช้รถรางสาย Circle หรือนั่งรถไฟใต้ดินขึ้นที่สถานี Waterlooplein เปิดทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 8.50 ยูโร
กังหันลมสโลเตน (Sloten Mill) กังหันลมหลังเดียวในอัมสเตอร์ดัมที่ยังคงทำงานได้มานาตั้งแต่ปี 1847 กังหันลมสโลเตนตั้งอยู่บริเวณคุ้งน้ำแถบชานเมืองของอัมสเตอร์ดัม ภายในมีอาสาสมัครชาวดัตช์คอยให้ความรู้แก่ผู้มาเยือน รวมถึงมีการสาธิตการใช้งานให้ชม นอกจากนี้ ยังมีห้องใต้หลังคาที่จัดแสดงเรื่องราวของเรมบรันดท์ อัครศิลปินผู้มาจากครอบครัวโรงสีที่มีความผูกพันกับกังหันลม
เปิดทุกวัน เวลา 10.00-16.30 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 5.50 ยูโร (ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) 4.50 ยูโร รถรางสาย 2 จากสถานีรถไฟกลาง มุ่งหน้า Nieuw Sloten และเดินเท้าต่ออีก 10 นาที หรือรถประจำทางสาย 145 จากแถบ Leidseplein ย่านโรงละครในตัวเมืองอัมสเตอร์ดัม ซึ่งรถจะจอดให้ลงเกือบถึงประตูทางเข้ากังหันเลยทีเดียว ดูรายละเอียดได้ที่ www.molenvanstolen.nl
พิพิธภัณฑ์ไรค์ (Rijksmuseum) หรือ ไรค์มิวเซียม ถือว่าเป็นเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุด สร้างขึ้นในปีค.ศ. 1885 เพื่อเป็นที่รวมรวบผลงานศิลปะของเนเธอร์แลนด์ทุกแขนง ตัวอาคารมีลักษณะคล้ายกับตึกสถานีรถไพสร้างด้วยอิฐสีเเดงสไตล์นีโอโกธิก ภายในพิพิธภัณฑ์อันกว้างใหญ่มีทั้งหมด 260 ห้อง จัดเก็บรวบรวมภาพเขียนของจิตรกรชาวดัตช์ผู้มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 15 ถึงศตวรรษที่19 อย่างจิตรกรที่คนไทยรู้จักกันดีคือ เรมบรันด์ (Rembrandt) ผู้มีชื่อเสียงไปทั่วโลกจากภาพ The Night Watch ซึ่งแขวนอยู่ในห้องโถงใหญ่ด้านหน้า และยังมีภาพอีกกว่า 200 ภาพของเขาแขวนอยู่ในนี้ด้วย รวมไปถึงภาพเหมือนจากศตวรรษที่ 16 งานเซรามิก พอร์ซเลน และประวัติศาสตร์ของเนเธอร์แลนด์ในห้องประวัติศาสตร์ชั้นล่าง และมีภาพสำคัญอยู่ภาพหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชาวไทยไม่ควรพลาดชมก็คือ ภาพวาดกรุงศรีอยุธยา ที่วาดขึ้นโดยนักเดินเรือนนิรนามชาวฮอลันดา ชื่อภาพโยเดีย (Iodla) และประวัติศาสตร์การเดินเรือของกลุ่มดัตช์ อีสต์ อินดีส คัมปานี (Dutch East Indles Company หรือ V.O.C) เรียกว่าใครที่ชื่นชอบงานด้านศิลปะและประวัติศาสตร์รับรองว่ามาที่ไรค์มิวเซียมนี้แล้วจะเพลิดเพลินเดินชมกันได้ทั้งวัน
พิพิธภัณฑ์ไรค์ตั้งอยู่ที่ Stadhouderskade 42 ตรงจัตุรัสพิพิธภัณฑ์ (Museumplein) นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ทุกวัน (ปิดวันที่ 1 มกราคม) เวลา 09.00-18.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่อายุ 19 ปีขึ้นไป 12.50 ยูโร รถรางสาย 2,5 ป้าย Hobbenmastraat และสาย 7, 10 ป้าย Spiegelgracht หรือสาย 3, 12, 16, 24 ป้าย Museumplein ดูรายละเอียดที่ www.rijksmuseum.nl
พิพิธภัณฑ์แวะโกะห์ (Van Gogh Museum) ที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงผลงานของแวนโกะห์ไว้มากที่สุด และเห็นถึงพัฒนาการในงานศิลป์ของเขา มีภาพวาดสีน้ำมันของแวนโกะห์ จิตรกรแนวอิมเพรสชั่นนิสม์ชาวดัตช์ในสมัยศตวรรษที่ 19 ตั้งแสดงอยู่ถึง 200 ภาพ และมีงานสเกตซ์ดรออิง เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของแวนโกะห์ รวมทั้งภาพของโมเนต์ (Monet) และโกแกง (Gauguin) ตั้งแสดงอยู่ด้วย และภาพวาดที่มีชื่อเสียงของแวนโกะห์ที่ไม่ควรพลาดไปชมก็มี ภาพสาวน้อยที่สะพานบาง, ภาพดอกทานตะวัน, The Potato, Still Life with Sunflower และ Cornfield with Crow เป็นต้น และภาพวาดอื่นๆ อีกมากมายที่จะทำให้เราได้เสพงานศิลปะสวยๆ กันอย่างอิ่มเอิบใจ
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ บริเวณจัตุรัสพิพิธภัณฑ์ ถนน Paulus Potterstraat 7 เปิดทุกวัน เวลา 10.00-18.00 น. วันศุกร์เปิดถึง 22.00 น. ภายในมีคาเฟ่ที่เปิดบริการถึง 17.30 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 14 ยูโร เด็กอายุไม่เกิน 17 ปี ฟรี รถรางสาย 2, 3, 5, 12 ป้าย Van Baerlestraat และสาย 16, 24 ป้าย Museumplein ดูรายละเอียดที่ www.vangoghmusuem.nl
พิพิธภัณฑ์สเตดไลจค์ (Stedelijk Museum Amsterdam) สเตดไลจค์ตั้งอยู่บนถนนเพาลุส พอตเตอร์สตราท (Paulus Potterstraat) ถนนสายเดียวกับพิพิธภัณฑ์แวนโกะห์ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่รวบรวมศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก มีทั้งประติมากรรม ภาพวาด งานวิดีโอ ภาพถ่าย กราฟิก โปสเตอร์ ภายในเน้นการแสดงนิทรรศการศิลปะแบบหมุนเวียนของศิลปินชาวดัตช์และจากนานาประเทศ โดยเน้นศิลปะยุคโมเดิร์นจากศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา
พิพิธภัณฑ์สเตดไลจค์เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00-17.00 น. วันพฤหัสบดี เวลา 10.00-22.00 น. ปิดวันจันทร์ (ปิดวันที่ 1 มกราคม) ค่าเข้าชม 10 ยูโร เด็กเข้าฟรี รถรางสาย 2, 3, 5, 12 ป้าย Van Baerlestraat ดูรายละเอียดที่ www.stedelijk.nl/eng
พิพิธภัณฑ์การเดินเรือ (Scheepvaart Museum/National Maritime Museum) ตั้งอยู่ตรงข้ามอ่าวไอย์ทางด้านเหนือ ที่ท่าน้ำด้านหลังมีจุดสังเกตเป็นเรือขนาดใหญ่ที่ทำเลียนแบบเรือ “อัมสเตอร์ดัม” ที่บริษัทดัตช์อีสอินเดียใช้เดินทางไปค้าขายทั่วโลกเมื่อหลายศตวรรษก่อน ผู้มาเยือนสามารถขึ้นไปชมเรือลำนี้ได้ภายในเรือมีสภาพดั้งเดิม ตั้งแต่ห้องกัปตันไปจนถึงห้องอับเฉา โดยมีคนแต่งกายชุดกะลาสีโบราณมาทำกิจกรรมบนเรือต่างๆให้ชมและคอยตอบข้อสงสัยต่างๆด้วย
ส่วนตัวอาคารพิพิธภัณฑ์การเดินเรือเคนใช้เป็นที่ทำการของดัตช์อีสต์อินเดียคัมปานี (V.O.C.) ภายในมีแบบจำลองของเรือประเภทต่างๆกว่า 300 ลำ ตั้งแต่เรือใบที่ใช้สมัยแรกไปจนถึงเรือพระที่นั่ง และห้องจำลองในเรือดำน้ำรวมถึงชิ้นงานตกแต่งเรือ เช่น เหล็กดัด กระจกสี และบันไดที่สวยงามและหาดูได้ยาก
พิพิธภัณฑ์การเดินเรือตั้งอยู่ที่ Kattenburgerplein 1, 1018 KK Amsterdam เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00-17.00 น. (ปิดวันปีใหม่และวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จมหาราชินี) ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 15 ยูโร เด็กอายุ 0-4 ปี ฟรี (พิพิธภัณฑ์เพิ่งปิดปรับปรุงและจะเปิดอีกครั้งในฤดูร้อน ปี2011 ค่าเข้าชมอาจมีการเปลี่ยนแปลง) รถประจำทางสาย 22, 42, 43 ป้าย Kadijksplein จากหน้าสถานีรถไฟกลางในเมือง หรือจะขึ้นเรือพิพิธภัณฑ์ (Museum Boat) ไปก็ได้ ดูรายละเอียดได้ที่ www.scheepvaartmuseum.nl
พิพิธภัณฑ์บ้านเรมบรันดท์ Rembrandt House Museum (ดัตช์: พิพิธภัณฑ์ Het Rembrandthuis) เป็นบ้านใน Jodenbreestraat ในอัมสเตอร์ดัม, เนเธอร์แลนด์ที่แรมแบรนดท์อาศัยอยู่และทาสีมาเกือบยี่สิบปี ตอนนี้มันเป็นพิพิธภัณฑ์ แรมแบรนดท์ซื้อบ้านใน 1639 และอาศัยอยู่ที่นั่นจนกระทั่งเขาล้มละลายใน 1656 เมื่อทุกข้าวของของเขาถูกประมูล ขอบคุณที่สินค้าคงคลังรายละเอียดและแคตตาล็อกสำหรับการประมูลและยังภาพวาดบางโดย Rembrandt เรามีความคิดที่ดีผิดปกติของเนื้อหาที่ได้รับอนุญาตพิพิธภัณฑ์ที่จะสร้างลักษณะของห้องพักด้วยรายการระยะเวลาเดียวกัน
ประวัติของบ้าน บ้านที่อาศัยอยู่ระหว่างแรมแบรนดท์และ 1639 1658 เป็นพิพิธภัณฑ์: พิพิธภัณฑ์ Het Rembrandthuis หรือแรมแบรนดท์พิพิธภัณฑ์บ้าน อาคารที่สร้างขึ้นใน 1606 และ 1607 สำหรับคอร์เนลิแวนเดอร์ Voort ในสิ่งที่เป็นที่รู้จักกัน Sint Anthonisbreestraat ถนนไม่ได้มาจะเรียกว่า Jodenbreestraat จนกระทั่งต่อมา บ้านหลังนี้สร้างอยู่บนสองจำนวนมากในภาคตะวันออกของเมือง พ่อค้าผู้มั่งคั่งและศิลปินตั้งรกรากอยู่ในส่วนใหม่นี้ของเมือง
มันเป็นที่อยู่อาศัยสองชั้นมากกับจั่วก้าว ในเรื่อง 1627-28 บ้านเป็นที่เรียบร้อยอย่างรุนแรง มันเป็นอาคารใหม่, จั่ว-corniced สามเหลี่ยมสูงของความทันสมัยที่เวลาและเรื่องอื่นถูกบันทึก ฟื้นฟูเป็นผู้ควบคุมดูแลโดยอาจจาค็อบแวน Campen ซึ่งต่อมาจะทำให้ชื่อของเขาในฐานะสถาปนิกของอัมสเตอร์ดัม Town Hall (ตอนพระราชวังดัตช์ในจัตุรัส Dam)
เรมบรันดท์เป็นชาวไลเดน (Leiden) เกิดในปี 1606-1669 โด่งดังในฐานะจิตรกรจากยุคบารอก ผลิตผลงานภาพวาดที่มีลายเส้นและฝีแปรงเป็นเอกลักษณ์ไว้มากมาย และได้รับการยอมรับในฐานะศิลปินเอกคนหนึ่งของโลก
พิพิธภัณฑ์เรมบรันดท์ตั้งอยู่ที่ Jodenbreestraat 4 ตรงจัตุรัสวาเตอร์โล (Waterlooplein) เปิดทุกวัน เวลา 10.00-17.00 น. (ปิดวันปีใหม่) ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 10 ยูโร เด็ก (6-17 ปี) 3 ยูโร เด็กลเล็กฟรี เข้าฟรีสำหรับผู้ถือตั๋วเดินทางแบบ I Amsterdam รถรางสาย 9, 14 ป้าย Mr.Vissenplein รถไฟใต้ดินสาย 51, 53, 54 ป้าย Waterlooplein ดูรายละเอียดที่ www.rambrandthuis.nl
พิพิธภัณฑ์บ้าน Anne Frank (The Anne Frank House) พิพิธภัณฑ์บ้าน Anne Frank ตั้งอยู่ใจกลางอัมสเตอร์ดัม และเป็นสถานที่ที่ Anne Frank บันทึกไดอารี่ของเธอ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
Anne Frank เป็นเด็กหญิงธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์อันโหดร้าย เธอได้บันทึกเรื่องราวชีวิตของเธอระหว่างสงครามที่ต้องคอยหลบซ่อนตลอดเป็นเวลามากกว่า 2 ปี
ที่พิพิธภัณฑ์นี้จะจำลองบรรยากาศสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขณะที่เยอรมันเข้ายึดครองเนเธอร์แลนด์ ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสถึงบรรยากาศที่ Anne Frank และครอบครัวหลบซ่อนตัวในห้องใต้ดิน และประสบการณ์ที่ยากจะหาที่ใดเหมือน ขณะนี้พิพิธภัณฑ์มีผู้เยี่ยมชมมากกว่าหนึ่งล้านคนจากทั่วโลก

พิพิธภัณฑ์อัมสเตอร์ดัม(Amsterdams Historisch Museum) ตั้งอยู่ในใจกลางของกรุงอัมสเตอร์ดัมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์อันยาวนานอัมสเตอร์ดัม นอกเหนือจากสมบัติศิลปะถาวร, อัมสเตอร์ดัมที่มีการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์ชั่วคราวที่น่าสนใจ - ไม่เพียงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาอัมสเตอร์ดัม แต่ยังเกี่ยวกับคน, ศิลปะแฟชั่นและงานฝีมือของอาคาร พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในวัดที่เก่าแก่และซึ่งนับตั้งแต่การปฏิรูป (1578 ) ทำหน้าที่เป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ขยายโดยสถาปนิกที่มีชื่อเสียงของยุคทอง - Hendrik เดอเซ่อร์และจาค็อบแวน Campen และสร้างใหม่ใน C. 18 ในสไตล์ข้ยังคงความงดงามทางประวัติศาสตร์อนุสาวรีย์ที่สร้างจากการตั้งค่าที่สมบูรณ์แบบปี 1976 สำหรับพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อัมสเตอร์ดัม

ประวัติศาสตร์ของอัมสเตอร์ดัมได้รับการเสนอตามลำดับบนชั้นสามของพิพิธภัณฑ์ด้วยความเคารพอย่างมากสำหรับประเพณี (ภาพที่น่าทึ่ง) งานนำเสนอที่อุดมไปด้วยได้รับการทำที่มีตาสำหรับด้านสังคมที่แตกต่างกันของชีวิตในเมืองศาสนาเช่นเดียวกับชาวบ้านในเมืองและมีความหลากหลายวัฒนธรรมรวมทั้งความบันเทิงโสเภณีและคลั่งฟุตบอลอาแจ็กซ์  นอกจากนี้งานแสดงอินเตอร์แอคทีฟขนาดเล็กในห้องใต้หลังคาพิพิธภัณฑ์ช่วยให้คุณสามารถฟังCarillons อัมสเตอร์ดัม ในแต่ละปีที่มีการจัดพิพิธภัณฑ์จัดแสดงชั่วคราวที่น่าสนใจ
พิพิธภัณฑ์เปิดให้บริการ จันทร์ - ศุกร์ 10:00-17:00
วันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดราชการ: 11:00-05:00
Closed วันที่ 1 มกราคม, 30 เมษายน ( วัน Queens ) และธันวาคม 25 ( วันคริสต์มาส )
เวลาปิดวันที่ 4 พฤษภาคม (จำวัน): 2 PM
เวลาปิดวันที่ 5 ธันวาคม, 24 และ 31: 04:00
ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 10 ยูโร เด็ก (6-18 ปี) 5 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ฟรี รถรางสาย 1, 2, 4, 5, 9, 14, 16, 24, 25 ป้าย Spui ดูรายละเอียดที่ www.ahm.nl

 


ศูนย์วิทยาศาสตร์นีโม (Science Center NEMO) ศูนย์วิทยาศาสตร์ NEMOเป็นศูนย์วิทยาศาสตร์ในอัมสเตอร์ดัม , เนเธอร์แลนด์ . มันตั้งอยู่ที่OosterdokในAmsterdam-Centrumตั้งอยู่ระหว่างOosterdokseilandและKattenburg .พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีต้นกำเนิดของมันในปี 1923 และตั้งอยู่ในอาคารที่ออกแบบโดยRenzo  Pianoตั้งแต่ปี 1997 มันมีห้าชั้นจากบนมือนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์และเป็นศูนย์กลางวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเนเธอร์แลนด์ มันจะดึงดูดทุกปีมากกว่า  500,000 ผู้เข้าชมซึ่งทำให้มันมากที่สุดที่สี่พิพิธภัณฑ์เยี่ยมชมในประเทศเนเธอร์แลนด์
พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์นีโมตั้งอยู่ในอาคารรูปทรงเหมือนหัวเรือ ติดกับสถานีรถไฟกลาง บนชั้นดาดฟ้ามีระเบียงที่สามารถชมทิวทัศน์มุมสูงของอัมสเตอร์ดัมได้อย่างถนัดตา เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ 10.00-17.00 น. ค่าเข้าชม 12.5 ยูโร เด็กเล็ก อายุ 0-3 ปี ฟรี รถเมล์สาย 22, 42, 43 ป้าย Kadijksplein ดูรายละเอียดที่ www.e-nemo.nl
พิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจ (Hermitage Amsterdam) สาขาย่อยของพิพิธภัณฑ์เฮอร์มิเทจต้นตำรับที่เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซียนี้ บอกเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างเนเธอร์แลนด์-รัสเซีย และประวัติที่มาของอาคารพิพิธภัณฑ์อายุกว่า 380 ปีที่มีชื่อว่า Amstelhof รวมถึงมีการจัดนิทรรศการหมุนเวียนที่น่าสนใจทุกๆ 6 เดือน เช่น พระราชประวัติของอเล็กซานเดอร์มหาราช (Alexander the Great) งานศาสนศิลป์อันงดงามวิจิตรของคริสต์ศาสนาของรัสเซีย เป็นต้น
พิพธภัณฑ์เฮอร์มิเทจแห่งอัมสเตอร์ดัมตั้งอยู่ที่ Amstel 51 เปิดทุกวันเวลา 10.00-17.00 น. วันพุธเปิดถึง 20.00 น. (ปิดวันที่ 25 ธันวาคม 1 มกราคม และ 30 เมษายน) ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 15 ยูโร เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปีฟรี และเข้าฟรีสำหรับผู้ถือบัตร I Amsterdam รถรางสาย 9, 14 ป้าย Waterloopein และรถไฟใต้ดินสาย 51, 53, 54 ป้าย Waterlooplein ดุรายละเอียดที่ www.hermitage.nl


พิพิธภัณฑ์ ภาพยนตร์แห่งเนเธอร์แลนด์ (Nederlands Filmmuseum) พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์แห่งเนเธอร์แลนด์ หรือที่ปัจจุบันอยู่ในการดูแลขอสถาบัน EYE, Film Instituut Nederland จัดแสดงประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ของเนเธอร์แลนด์ผ่านสิ่งที่น่าสนใจ เช่น ฟิล์มหนังเก่า โปสเตอร์หนังจากทุกยุค ภาพถ่าย เพลงประกอบภาพยนตร์ และอื่นๆ
พิพิธภัณฑ์ภาพยนตร์แห่งเนเธอร์แลนด์ตั้งอยู่ที่ Vondelpark 3, 1071 AA Amsterdam เปิดวันจันทร์-ศุกร์ 09.00-22.00 น. วันเสาร์-อาทิตย์เปิดถึง 22.15 น. ค่าเข้าชม 8 ยูโร รถรางสาย 1 ป้าย 1e Constantijn Huygensstraat และสาย 3, 12 ป้าย Overtoom ดูรายละเอียดที่ www.filmmuseum.nl (ภาษาดัตช์)
นอกจากพิพิธภัณฑ์เหล่านี้แล้ว ในอัมสเตอร์ดัมยังมีพิพิธภัณฑ์เฉพาะด้านอีกหลายแห่ง สำหรับผู้สนใจเรื่องแปลกๆแตกต่างกันไป เช่น
พิพิธภัณฑ์รอยสัก (www.tattoos.com/xx/museum.htm)
พิพิธภัณฑ์ไบเบิล (www.bijbelsmuseum.nl)
พิพิธภัณฑ์กาแฟและชาของจีนส์ (www.geels.nl)
พิพิธภัณฑ์อีโรติก Erotic Musuem (www.janot.com)
พิพิธภัณฑ์กัญชา Marijuana Museum (http://hashmuseum.com)
พิพิธภัณฑ์กระเป๋าและกระเป๋าสตางค์ Museum of Bags and Purses (www.tassenmuseum.nl)

 

ตลาดนัด (Flea Market) ใครที่สนใจของเก่าแนววินเทจ รวมถึงเสื้อผ้ามือสอง ของแต่งบ้าน และของสะสม ไม่ควรพลาดตลาดนัดแห่งที่น่าสนใจก็คือ ตลาดที่วาเตอร์โลไพลน์ (Waterlooplein) ใกล้กับแถบโคมแดงและพิพิธภัณฑ์บ้านเรมบรันดท์ เปิดวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.30 น. และเสาร์ เวลา 08.30-17.30 ร. รถรางสาย 9, 14 ป้าย Waterlooplein
ตลาดใหม่ (Nieuwmarket) สามารถเดินถึงได้จากสถานีรถไฟ โดยใช้ถนนปรินซ์เฮนดริก กาเดอ (Prince Hendrik Kade) จากนั้นเลี้ยวขวาเลียบคลองเข้ามา ซึ่งทุกคนที่สัญจรไปมาจะสามารถสังเกตตลาดนี้ได้ง่าย เพราะมีฉากหลังเป็นประตูเมือง Waaggebouw และอยู่ไม่ไกลนักจากไชน่าทาวน์ อย่างไรก็ตาม ตลาดใหม่นี้ไม่ใหม่สมชื่อ เพราะตั้งร้านขายกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และมีของราคาถูกให้เลือกหลากหลายตั้งแต่เครื่องใช้ในบ้าน นาฬิกาโบราณ เครื่องหนัง ฯลฯ รอบๆมีคาเฟ่และร้านอาหารน่านั่งอยู่มากมาย เปิดวันอาทิตย์ ตั้งแต่เช้าจรดเย็น

ตลาดฟาร์เมอร์ส (Farmer’s Market/ Noordemarkt-Boeremarket) จำหน่ายอาหารชีวภาพทุกชนิดตั้งแต่ผลไม้สด ชีส เค้ก และขนมต่างๆไปจนถึงเห็ด ปลาสด และสมุนไพร นับว่าเป็นตลาดที่กำลังมาแรงมากของอัมสเตอร์ดัมเลยทีเดียว ตลาดฟาร์เมอร์สตั้งอยู่ที่ Noordermarkt, 1015 MV เปิดวันเสาร์ 09.00-15.00 น. รถรางสาย 13, 17 จาก Westermarkt หรือสาย 3, 10 จาก Marnixbad


ตลาดดัปเปอร์ (Dappermarkt) เป็นตลาดที่คนบ้าของถูกไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ที่นี่มีเสื้อผ้า อาหาร และของจิปาถะขายในราคาย่อมเยา ตลาดดัปเปอร์ตั้งอยู่ที่ Dapperstraat, 1093 BK เปิดวันจันทร์-เสาร์ 09.00-16.00 น. รถรางสาย 9, 14 เส้นทาง Eerste van Swindenstraat


ตลาดนัดงานศิลปะธอร์เบเคอแพลน (Thorbeckplein Modern Art Market) เปิดขายทุกๆวันอาทิตย์ในช่วงกลางเดือนมีนาคม-ตุลาคมของทุกปี โดยศิลปินท้องถิ่นจะพากันนำผลงานของตนออกมาตั้งแผงขายแก่ผู้สนใจงานศิลปะ ตลาดนัดงานศิลปะธอร์เบเคอแพลนตั้งอยู่ใกล้กับเรมบรันดท์ไพลน์ (Rembrandtplein) เวลา 10.30-18.00 น. รถรางสาย 9, 14 ป้าย Rembrandtplein
ตลาดอัลเบิร์ต เกาป์ (Albert Cuypmarkt) แหล่งรวมผัก ผลไม้ อาหารทั้งสดและแห้งรวมถึงข้าวของสารพัดชนิด ตั้งแต่ชีสไปจนถึงผ้าปูที่นอน ตลาดอัลเบิร์ต เกาป์มีความยาวกว่า 500 เมตร นักช้อปทั้งหลายจะพบสินค้ามากมายโดยเฉพาะจากเอเชียได้ที่ตลาดแห่งนี้ อีกทั้งราคาก็สามารถต่อรองได้ “อัลเบิร์ต เกาป์” เป็นชื่อของถนนที่ตั้งอยู่บนฝั่งคลองซิงเกิล ไม่ไกลจากใจกลางเมืองนักเปิดทุกวันเว้นวันอาทิตย์ เวลา 09.00-18.00 น. รถรางสาย 4 ป้าย Standhouderskade และ สาย 16, 24 ป้าย Albert Cuypstraat ดูรายละเอียดที่ www.hollandmarkten.nl

 

ตลาดดอกไม้ (Bloemenmarkt)
 

ใกล้หอกษาปณ์ (Munttoren) ตามแนวชายฝั่งคลองซิงเกิ้ลคือที่ตั้งของตลาดดอกไม้ ที่นี่คือปากคลองตลาดของอัมสเตอร์ดัมนั่นเอง ทั้งดอกไม้นานาชนิด พันธุ์ดอกไม้หายาก รวมทั้งหัวทิวลิป จนถึงเมล็ดพันธุ์ผักต่างๆ ดอกไม้สด ล้วนเป็นดอกไม้ที่ได้มาจากการประมูลดอกไม้ที่อัลสเมียร์ (Aalsmeer Bloemen Veiling) อันถือเป็นวิธีค้าดอกไม้ของอุตสาหกรรมดอกไม้ที่นี่ ใครที่สนใจอยากไปสังเกตการประมูลดอกไม้ สามารถไปสังเกตการณ์ได้ที่ตึกประมูลอัลสเมียร์ ที่ตั้งอยู่ระหว่างอัมสเตลเฟน (Amstelveen) ชายแดนของอัมสเตอร์ดัมติดกับสนามบินสคิโปล (Schiphol Airport)
ตลาดดอกไม้เบลอเมินมาคท์เป็นตลาดลอยน้ำที่แต่ละร้านดัดแปลงมาจากเรือมีดอกไม้ที่ห่ออย่างดีพร้อมให้นักเดินทางต่างชาติซื้อกลับบ้านได้อย่างสะดวกซึ่งในช่วงคริสต์มาส ชาวดัสช์ท้องถิ่นก็จะมาเลือกซื้อต้นคริสต์มาสกันจากที่เบลอเมินมาคท์นี่เอง ตลาดดอกไม้เบลอเมินมาคท์เปิดวันจันทร์-เสาร์ 09.00-17.00 น. วันอาทิตย์ 11.00-17.30 น. รถรางสาย 1, 2, 5 ป้าย Koningsplein และสาย 4, 9, 14, 16, 24, 25 ป้าย Muntplein

 


ศาลาว่าการเมืองและโรงละครแห่งใหม่ (Stopera)

 

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง ทางอัมสเตอร์ดัมได้สร้างศาลาว่าการเมืองแห่งใหม่ขึ้น ซึ่งพื้นที่นี้แต่เดิมเคยเป็นถิ่นอยู่ของชาวยิวก่อนสงครามจะอุบัติขึ้น ที่นี่มีชื่อเรียกเป็นทางการว่า The New Stopera อันมาจากคำว่า Cityhall + Opera Huis of Amsterdam ประกอบด้วยกลุ่มอาคารของศาลาว่าการและโรงละคร หรือ Muziektheater ที่ถือเป็นบ้านของคณะโอเปราแห่งเนเธอร์แลนด์ (De Nederlandse Opera) คณะบัลเลต์แห่งชาติ (Het Nationale Ballet) และวงดนตรีซิมโฟนีแห่งชาติ (Holland Symfonia)
ศาลาว่าการเมืองและโรงละครแห่งใหม่นี้ เปิดอย่างเป็นทางการในปี 1986 ใกล้ๆศาลาว่าการมีตลาดนัดชื่อดังอีกแห่งของอัมสเตอร์ดัมสำหรับนักเดินทางที่อยากลองชมการแสดงหรือฟังดนตรีในรูปแบบดัตช์ ลองแวะดูรายละเอียดการแสดงต่างๆได้ที่เว็บไซต์ www.het-muziektheater.nl ศาลาว่าการเมืองและโรงละครแห่งใหม่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำอัมสเตล ซึ่งนับเป็นจุดที่เก่าแก่ของเมือง รถรางสายที่ผ่าน ได้แก่ 9, 14 ป้าย Waterlooplein
                                          ทุกๆวันอังคาร ระหว่างเดือน
          ตุลาคม-มิถุนายน ระหว่าง 12.30-13.00 น.
     จะมีการซ้อมการแสดงของวงดนตรีที่โรงละคร
          ซึ่งใครๆก็เข้าชมได้ฟรี !

โบสถ์เวสเตอร์ (Westerkerk / Western Church) โบสถ์เวสเตอร์ตั้งอยู่ริมฝั่งคลองเจ้าหญิง (Prinsengracht) เป็นโบสถ์ที่ครองแชมป์ด้านความสวยงามของอัมสเตอร์ดัมทั้งภาคกลางวันและกลางคืน โบสถ์เวสเตอร์สร้างในปี 1620 เป็นโบสถ์ที่มีหอระฆังสูงที่สุดในอัมสเตอร์ดัมสร้างตามแบบสถาปัตยกรรมเรอเนสซองส์ บนยอดของหอระฆังสร้างเป็นรูปมงกุฎของจักรวรรดิออสเตรีย เพื่อระลึกถึงกษัตริย์แม็กซิมิเลียนแห่งออสเตรียที่ได้เคยเสด็จเข้ามาพำนักรักษาตัวในอัมสเตอร์ดัม
โบสถ์เวสเตอร์มีระฆังที่หนักที่สุดในเนเธอร์แลนด์อยู่บนหอ ที่เรียกกันว่าหนักที่สุดด้วย น้ำหนักมาถึง 7 ตันเศษ หรือ 7,059 กิโลกรัม ส่วนตัวหอก็มีความสูงถึง 85 เมตร โบสถ์เวสเตอร์เปิดให้ชมในเดือนเมษายน-ตุลาคม วันจันทร์-ศุกร์ 11.00-15.00 น. ตัวโบสถ์เข้าชมฟรี เสียค่าเข้าชม 3 ยูโรสำหรับขึ้นสู่หอระฆัง รถรางสาย 6, 13, 14, 17 ไปลงที่ Westermarkt ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.westerkerk.nl
โบสถ์เก่า (Oudekerk) โบสถ์แห่งนี้นับเป็นสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่ที่สุดของอัมสเตอร์ดัมเพราะมีมาตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 13 แต่เดิมโบสถ์เก่าสร้างด้วยไม้ แต่ก็ได้มีการปรับปรุงต่อเติมรูปแบบดังที่เห็นในปัจจุบันในช่วงต้นศตวรรษที่ 15 ให้ชม
และเป็นไปตามธรรมเนียมศาสนาของชาวยุโรป เพราะภายในโบสถ์เป็นที่ฝังศพของจิตรกรและจิตกวีตนสำคัญต่างๆเช่น ฟอนเดลส์ (Voudels) รวมถึงวีรบุรุษทางทะเล ยาคอบ ฟาน เฮมสแกร์ก (Jacob Van Heemskerck ผู้ค้นพบช่องแคบยิบรอลตา) ในปัจจุบันโบสถ์แห่งนี้ยังใช้เป็นที่แสดงคอนเสิร์ตและแสดงนิทรรศการศิลปะของศิลปินที่มีชื่อเสียง

โบสถ์เก่า เปิดวันจันทร์-เสาร์ 11.00-17.00 น. วันอาทิตย์ 13.00-17.00 น. ปิดวันที่ 25 ธันวาคมและ 1 มกราคม ค่าเข้าชม 5 ยูโร เด็กนักเรียน 4 ยูโร รถรางสาย 4, 9, 16, 24, 25 จากสถานี Centraal Station ลงป้ายแรก (Dam) แล้วเดินเท้าต่ออีกนิด หรือจากสถานีรถไฟกลางประมาณ 8 นาที ดูรายละเอียดที่ www.oudekerk.nl
โบสถ์ใหม่ (Nieuwe Kerk) โบสถ์แห่งนี้มีความสำคัญเทียบเท่าวิหารเวสต์มินสเตอร์แห่งลอนดอน เพราะใช้เป็นที่ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์และราชินีของเนเธอร์แลนด์มาตลอด อีกทั้งยังเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนาสำคัญๆและเป็นวิหารหลวงมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าหลุยส์ โบนาปาร์ต กษัตริย์ฝรั่งเศสที่มาปกครองเนเธอร์แลนด์ในตอนต้นศตวรรษที่ 18
โบสถ์ใหม่นี้ตั้งอยู่ข้างวังหลวง ซึ่งก็ไม่ได้ใหม่อย่าชื่อบ่งบอกไว้ เพราะสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1490 ตัวโบสถ์สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมแบบโกธิกตอนปลาย (Late Gothic) แต่ภายหลังโชคไม่ดีเพราะถูกไฟไหม้ถึง 3 ครั้ง จนได้มีการรื้อและตกแต่งใหม่เป็นแบบผสมเรอเนสซองส์ พร้อมใส่งานตกแต่งภายในลงไปใหม่ในสไตล์โกธิกทั้งหมด ทุกวันนี้ภายในมีเครื่องใช้ในศาสนาพิธีที่หาดูไดยากจัดแสดงอยู่ ซึ่งเหล่านี้รวมถึงแท่นประดับ แท่นบูชา และฉากกั้นที่แกะสลักอย่างละเอียดลออจากไม้โอ๊กออร์แกนใหญ่โต และงานกระจกขนาดมหึมา
โบสถ์ใหม่เป็นที่ฝังศพของคนสำคัญๆของชาติ เช่น เฮนดริก เดอ ไกเซอร์ (Hendrik de Keyser) และ Michiel de Ruyter นายพลทหารเรือผู้เสียชีวิตในการรบกับฝรั่งเศส ในปัจจุบันมีการแสดงดนตรีและนิทรรศการที่น่าสนใจจัดขึ้นบ่อยๆ
โบสถ์ใหม่ตั้งอยู่ที่ De Nieuwe Kerk, Dam, Amsterdam เปิดทุกวัน 10.00-17.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 15 ยูโร เด็กอายุตำกว่า 15 ปี ฟรี รถรางสาย 1, 2, 4, 5, 9, 16, 24, 25 จากสถานีรถไฟกลาง ดูรายละเอียดที่ www.nieuwekerk.nl

โบสถ์เซนต์นิโคลัส (Sint Nicolaaskerk) เป็นโรมันคาทอลิกคริสตจักรในเมืองชั้นในของอัมสเตอร์ดัม คริสตจักรอย่างเป็นทางการเอช นิโคลัสภายใน Vesteถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่1,884 -1,887 เพื่อการออกแบบโดยสถาปนิก เอเดรีย Bleijs (1842-1912) คริสตจักรเซนต์นิโคลัสเป็นโบสถ์ที่สามของชื่อที่ในอัมสเตอร์ดัม ก่อนปัจจุบันโบสถ์เก่าในช่วงการเปลี่ยนแปลงใน1578เพื่อโรมันคาทอลิกปราศจาก ที่สองก็คือโรมันโบสถ์คาทอลิกที่ซ่อนอยู่ใน Prinsengracht บัดนี้เป็นที่รู้จักภายใต้ชื่อของ " พระเจ้าของเราในห้องใต้หลังคา "
โบสถ์เซนต์นิโคลัสเปิดวันจันทร์-เสาร์ เวลา 12.00-15.00 น. และ วันอังคาร-ศุกร์ เวลา 11.00-16.00 น.
โบสถ์โปรตุเกส (Mozes en Aaronkerk) บริเวณที่ตั้งของโบสถ์โปรตุเกสสีขาวนี้แต่เดิมเคยเป็นที่อยู่ของชาวยิวที่ย้ายเข้ามาอยู่อาศัยในอัมสเตอร์ดัมในตอนต้นศตวรรษที่ 17 ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 บ้านของชาวยิวที่อาศัยในแถบนั้นได้ถูกรื้อถอนเพื่อนำไม้ไปใช้เป็นเชื้อเพลิงต่อสู้กับความหนาวเย็น ซึ่งช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีชาวยิวอาศัยอยู่ในอัมสเตอร์ดัมทั้งหมด 140,000 คน แต่เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง มีชาวยิวหลงเหลืออยู่เพียง 20,000 คนเท่านั้นเอง
โบสถ์แห่งนี้สร้างในปี 1840 เป็นสถาปัตยกรรมแบบบารอก จนในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ถูกทำลายเสียหายโดยทหารนาซี และได้ซ่อมแซมขึ้นใหม่ในปี 1970 เดิมใช้เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาของชาวคาทอลิกในยุคที่โปรเตสแตนส์เรืองอำนาจ แต่แล้วก็ได้ตกเป็นสมบัติของชาวยิวและกลายเป็นโบสถ์ของพวกเขาไปในที่สุด
โบสถ์นี้เปิดให้ชมในช่วงมีงานแสดงดนตรีหรือเมื่อมีการขอเข้าชมเป็นหมู่ค  ณะโบสถ์โปรตุเกส ตั้งอยู่ในส่วนที่เรียกว่า “วาเตอร์โลสแควร์” ใกล้กับที่ว่าการเมืองแห่งใหม่ สามารถเดินจางตลาดใหม่ไปได้โดยใช้เวลาประมาณ 5 นาที โบสถ์โปรตุเกสตั้งอยู่ที่ Waterlooplein 205 เปิดขายตั๋วการแสดงในวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-17.00 น. รถรางสาย 4, 9, 14, 16, 24, 25 ป้าย Waterlooplein

ฮาร์เล็ม (Haarlem) เป็นเมืองและเทศบาลในฮอลแลนด์ตั้งอยู่บนแม่น้ำ Spaarne มันเป็นบางครั้งเรียกว่าเป็นเมืองดอกไม้เพราะของจำนวนมากของดอกทิวลิป มีดอกทิวลิปเป็นเขตขนาดใหญ่ระหว่าง Leiden และฮาร์เล็มและในแต่ละปีมีขบวนพาเหรดดอกไม้จะมีสถานที่งดงามและดอกไม้นานาไม่ใช่สิ่งเดียวที่รู้จักเกี่ยวกับฮาร์เล็ม มันได้รับความนิยมเสมอสำหรับเบียร์ มันเป็นที่มีชื่อเสียงสำหรับเบียร์เช่น Jopen เมื่อมันยังได้รับรางวัลเหรียญเงินในการแข่งขันชิงแชมป์โลกเบียร์
ประวัติศาสตร์ของเบียร์เบียร์ในประเทศค่อนข้างยาว มันยังเชื่อมต่อกับข้ อเท็จจริงที่น่าสนใจที่แตกต่างกันสำหรับตัวอย่างมีคุณเคยฝูงที่น้ำที่ใช้สำหรับเบียร์ในศตวรรษที่ 16 ถูกพรากไปจากคลอง แต่เมื่อมันกลายเป็นสกปรกเกินไปสำหรับน้ำนี้จากนั้นถูกนำมาจากคลอง Santvaert ซึ่งขณะนี้เรียกว่าบ่อยมากคลองเบียร์
ฮาร์เล็มเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมมีจำนวนมากของพิพิธภัณฑ์โรงภาพยนตร์และโรงละครพิพิธภัณฑ์ที่เก่าแก่ที่สุดคือ Teylers Museum และมีผลงานที่โด่งดังของ Michelangelo และ Rembrant สำหรับคนรักดนตรีที่ดี Patronaat ห้องโถงดนตรีจะเป็นสถานที่ที่ดีที่จะทำใจให้สบาย
อัลสเมียร์ (Aalsmeer) ศูนย์กลางการประมูลดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ห่างจากทางใต้ของอัมสเตอร์ดัมลงไปราว 10 กิโลเมตร ไม่ไกลนักจากสนามบินสคิโปลที่นี่มีดอกไม้ส่งเข้าร่วมประมูล สามารถแวะได้ที่ FloraHolland Aalsmeer หรือหากอยากช้อปดอกไม้กลับมาเป็นที่ระลึก ก็ซื้อหาได้ที่แผนกขายปลีก Cash&Carry Cultra นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารและรเนขายของที่ระลึกอีกด้วย
FloraHolland Aalsmeer เปิดวันจันทร์-ศุกร์ 07.00-11.00 น. ตั้งอยู่ที่ Legmeerdijk 313 1431 GB Aalsmeer ดูรายละเอียดที่ ไ.ดสนพฟ้นสสฟืกแนท

ลิซเซ่ (Lisse) ประวัติศาสตร์การปลูกทิวลิปเริ่มต้นที่เมืองนี้เมื่อประมาณปี 1633 โดยพ่อค้าชาวตุรกี ผู้เป็นคนนำดอกทิวลิปเข้ามา และก่อให้เกิดช่วงเวลา “ตืท่นทิวลิป” ขึ้นระหว่างปี 1634-1637 ซึ่งในช่วงนั้น ทิวลิปพันธุ์หายากจะมีราคาเท่ากับทองคำเลยทีเดียว
ลิซเซ่เป็นศูนย์กลางและแหล่งปลูกทิวลิปแห่งใหญ่ของประเทศเนเธอร์แลนด์ตั้งอยู่ในเขตที่เรียกว่า ฮอลแลนด์ใต้ (ประกอบไปด้วยรอตเตอร์ดัม เดนเฮก ไลเดน ลิซเซ่ อูเทร็คต์ ดอร์เดร็คต์ และเดลฟท์) ซึ่งลิซเซ่นี่เองที่เป็นที่ตั้งของเคอเคนฮอฟสวนดอกไม้สุดอลังการที่ถือเป็นหน้าเป็นตาของชาวดัตช์ แต่นอกจากดอกไม้ที่ถือเป็นไฮไลต์ของลิซเซ่แล้ว ก็อย่าลืมเที่ยวตลาดที่ Meer en Houtplein ที่ขายกันทุกวันจันทร์ เวลา 11.00-16.00 น. และ Museum de Zwarte Tulip ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับการปลูกและเพาะพันธุ์ทิวลิป
ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ ทั่วทั้งเมืองลิซเซ่จะดูเหมือนมีพรมหลายสีปูทับอยู่ ทิวลิปที่เราเห็นเหล่านี้จะถูกฝังลงดินในช่วงเดือนตุลาคมของทุกปี เมื่อฤดูหนาวผ่านพ้นไปทิวลิปจะเริ่มงอกโผล่พื้นดินขึ้นมา และจะผลิดอกบานสะพรั่งในตอนปลายเดือนมีนาคม ชาวไร่ทิวลิปจะปล่อยให้ดอกทิวลิปบานอยู่เป็นเวลา 1 เดือนครึ่ง จนถึงต้นมิถุนายน จึงจะตัดดอกทิ้งทั้งหมด เพื่อให้อาหารสามารถไปเลี้ยงหัวของทิวลิปได้อย่างเต็มที่ การขุดหัวทิวลิปจะเริ่มในเดือนกรกฎาคม หัวทิวลิปเหล่านี้จะถูกนำมาทำความสะอาด อบให้แห้ง แล้วนำออกมาประมูลเพื่อนำไปจำหน่ายทั่วโลก ซึ่งในเขตลิซเซ่นี้มีสายพันธุ์ทิวลิปมากกว่า 2,700 ชนิด

 


สวนพฤษชาติเคอเคนฮอฟ (Keukenhof) ทุกๆปี ระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม สวนพฤษชาติเคอเคนฮอฟจะคลาคล่ำไปด้วยมหาชนมากมายที่หลั่งไหลกันมาสัมผัสความสวยงามของทิวลิปสารพัดสีสันและดอกไม้นานาชนิดบนเนื้อที่กว่า 100 ไร่
เดิมทีเคอเคนฮอฟเป็นสวนสาธารณะ แต่แล้วในราวปี 1950 สมาคมผู้ส่งเสริมการปลูกดอกไม้ที่ใช้หัวของเมืองลิซเซ่ได้ใช้เคอเคนฮอฟเป็นที่ปลูกพันธุ์ทิวลิปชนิดใหม่ๆและมีการเพาะพันธุ์ทิวลิปใหม่ๆทุกปี ซึ่งนอกจากนักท่องเที่ยวจะเฮโลกันมาชมความงามของดอกไม้แล้ว ยังมีผู้ซื้อหรือลูกค้าใหญ่จากทั่วโลกเดินทางมาชมและเลือกพันธุ์ทิวลิปไปจำหน่าย จนเมื่อปี 1997 ได้มีการผสมพันธุ์ ทิวลิปสีดำ (Queen of night) สำเร็จเป็นข่าวไปทั่วโลก
สวนพฤษชาติเคอเคนฮอฟเปิดให้ชมระหว่างเวลา 08.00-19.30 น. ในช่วงฤดูทิวลิปออกดอกคือระหว่างมีนาคม-พฤษภาคมเท่านั้น โดยวันที่ที่เปิดอาจแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละปี ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 14 ยูโร เด็กอายุ4-11 ปี 7 ยูโร ค่าจอดรถ 6 ยูโร ดูรายละเอียดหรือซื้อตั๋วออนไลน์ได้ที่ www.keukenhof.nl
นอร์ดแวจ์ค (Noordwijk) เมืองชายทะเลฝั่งตะวันตกที่น่าแวะมาดูสูดความสดชื่นให้เต็มปอดต่อจากสวนพฤษชาติเคอเคนฮอฟ นอร์ดแวจ์คเป็นจุดพักที่ดีก่อนออกเดินทางต่อไปยังเฮกหรือรอตเตอร์ดัม เพราะที่นี่เป็นเมืองเล็กๆที่มีชายหาดสวยงามมากในเมืองมีพิพิธภัณฑ์ทิวลิปและสมุนไพร (Veldzitch Museum) ให้ชมอีกต่างหาก


ไลเดน (Leiden) ไลเดนเป็นเมืองเก่าแก่อีกแห่งของเนเธอร์แลนด์ เป็นเมืองที่น่ารักที่มีแม่น้ำลำคลองและตึกเก่าๆอายุหลายร้อยปีให้เดินชม และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศที่มีมาตั้งแต่ปี 1574 สถาบันแห่งนี้เคยเป็นที่ศึกษาของกษัตริย์ทุกพระองค์ของเนเธอร์แลนด์ นอกจากนี้ ไลเดน ยังมีความภาคภูมิใจอีกสิ่งหนึ่งในฐานะที่เป็นบ้านเกิดของ “เรมบรันดท์” (Rembrandt) จิตรกรชาวเนเธอร์แลนด์ที่มีชื่อเสียงในระดับโลก
อย่างไรก็ดี นอกจากความเป็นเมืองเก่าแล้ว ไลเดนยังเป็นแหล่งวิทยาการทางการศึกษาห่งศตวรรษที่ 20 รวมถึง สถาบันทดสอบพืชทั่วโลกคือ โฮตุส โบตานิกัส (Hortus Botanicus) หรือสวนโบตานิกที่มีมาตั้งแต่ปี 1578 ที่นี่นับเป็นสวนพฤษศาสตร์แห่งแรกในโลกที่รวบรวมพันธุ์ไม้ดอกเกือบทุกชนิดเอาไว้
ชเคฟเวอนิงเก้น (Scheveningen) เมืองตากอากาศที่มีชื่อเสียงที่สุดของเนเธอร์แลนด์นี้ เป็นเมืองของชาวประมงมาแต่เดิม ในปัจจุบัน ชเคฟเวอนิงเก้นยังคงเป็นเมืองที่ผู้คนยังแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบพื้นเมือง โดยเฉพาะในวันอาทิตย์ที่ทุกคนพากันไปโบสถ์
ด้วยตัวเลขนักท่องเที่ยวถึง 9 ล้านคนต่อปี มั่นใจได้เลยว่าเมือที่มีชื่อเสียงยากนี้มีดีพอที่จะเผื่อเวลาแวะเที่ยว นอกจากชายหาดที่สวยงาม ภูมิทัศน์ที่กว้างไกลสุดสายตา ธรรมชาติที่สดสวยแล้ว สถานที่น่าสนใจก็มีหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นแถบ Strandweg ที่มีคาเฟ่น่านั่ง เครื่องเล่นและม้าหมุนน่ารักเป็นสิ่งดึงดูด อะควาเรียม Sea Life Center และพิพิธภัณฑ์ชเคฟเวอนิงเก้น (Museum Scheveningen) ที่พักในชเคฟเวอนิงเก้นมีราคาสูง หากมองหาโรงแรมราคาย่อมเยาลองเดินหาที่แถว Gevers Deynootweg

เดนเฮก (Den Haag) เพราะที่นี่คือที่ตั้งของศาลโลกที่เคยตัดสินคดีเขาพระวิหารนั่นเอง ในปัจจุบันกรุงเฮกมีสองสิ่งที่ถือเป็นหัวใจของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งก็คือพระราชวังนอร์ดเอนด์ที่ประทับของสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริส และรัฐสภาของประเทศ และด้วยตัวเลขเพียง 500,000 คน กรุงเฮกจึงมีบรรยากาศที่ไม่จอแจวุ่นวาย จังหวะชีวิตของเมืองนี้จึงน่าจะเป็นเหมือนเพลงคูลแจ๊ซอันรื่นหู
แม้จะเป็นที่ตั้งของสำนักงานราชการ สำนักงานทางการเมืองการปกครองสถานกงสุลของแทบทุกประเทศ สถาบันทางการศึกษา ที่ทำการของกระทรวงต่างๆรวมถึงศูนย์กลางการควบคุมการจราจรของประเทศ แต่วิถีชีวิตชาวเมืองเฮกก็มิได้จืดชืดน่าเบื่อ เพราะกรุงเฮกครบเครื่องทั้งเรื่องร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ สวนสาธารณะ ถนนหนทางที่มีภูมิทัศน์อันสวยงาม พิพิธภัณฑ์ แหล่งช้อปปิ้งที่กินที่เที่ยวทั้งสำหรับกลางวนและกลางคืน ร้านกาแฟและคาเฟ่น่ารักริมทางกรุงเฮกจึงเป็นปลายทางอีกแห่งของเนเธอร์แลนด์ที่มักไม่ทำให้ผิดหวัง ส่วนสถานทีน่าสนใจก็มีมากมายหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น
-รัฐสภา ทุกปีในเดือนกันยายน จะมีพิธีเปิดประชุมสภาโดยสมเด็จพระราชินีนาถโดยพระองค์จะเสด็จมาในขบวนรถม้าทองคำที่ประดับประดาสวยงามเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจ ด้านนอกของตึกรัฐสภาเรียกว่า เบาเต้นฮอฟ (Buitenhof) และด้านในเรียกว่า บินเน่นฮอฟ (Binnenhof) ได้มีการสร้างเพิ่มเติมขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมนีโอ-โกธิก โดยสถาปนิกชื่อ เกาเปอร์ส (Cuypers) เจ้าของผลงานดีเด่นที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติและสถานีรถไฟกลางอัมสเตอร์ดัม
-บ้านเมาริทส์ (Mauritshuis) พิพิธภัณฑ์เล็กๆที่น่าสนใจ ตั้งอยู่ตรงด้านข้างรัฐสภา แต่เดิมสร้างขึ้นในปี 1633-1644 เพื่อเป็นที่พักของโยฮัน เมาริทส์ ฟาน นัสเซา (Johan Maurits van Nassau) ผู้ว่าการแห่งบราซิล (Brazillie) ตัวอาคารโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบบารอก ในปัจจุบัน ที่นี่จัดแสดงภาพวาดที่น่าสนใจมากมาย ทั้งภาพวาดของกษัตริย์และผู้ครองนครต้นตระกูลของสมเด็จราชินีนาถ รวมทั้งภาพของศิลปินเอกชาวดัตช์อีกเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะภาพ Girl with a Peal Earring ของเวอร์เมียร์ที่ชาวโลกตั้งชื่อเล่นให้ว่า Dutch Mona Lisa
จากถนนนิวสตราท (Nieuwstraat) จะพบที่ว่าการอำเภอแบบเรอเนสซองส์ (Renaissance) อายุเกือบ 450 ปีของกรุงเฮก ใกล้ๆกับที่ว่าการอำเภอจะเป็นตลาดนัดฤดูร้อนที่เรียกว่า กรุนมาคท์ (Groen Markt) ไม่ไกลกันนักคือกระทรวงยุติธรรมที่มีตัวอาคารแบบนีโอ-เรอเนสซองส์ที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1848 ตั้งอยู่ อย่างไรก็ดี นอกจากใจกลางกรุงเฮกแล้ว รอบนอกยังมีสถานที่ที่น่าไปเยี่ยมชมอีก
ศาลโลก หรือพระราชวังแห่งสันติภาพ (Het Vredespaleis) ศาลที่ดูอย่างไรก็เหมือนพระราชวังมากกว่าโรงกว่าศาลที่ใช้ว่าคดีความหรืออาจเพราะที่นี่คือศาลโลก ตัวอาคารที่เก๋าและแกรนด์จึงเป็นสิ่งที่จะขาดไม่ได้ ศาลโลกแห่งนี้สร้างขึ้นในปี 1907-1913 โดยกองทุนของคหบดีชาวอเมริกันชื่อ แอนดรู คาร์เนกี้ โดยมุ่งคาดให้เป็นสถานที่พิจารณาคดีกรณีพิพาทระหว่างประเทศ ตัวอาคารเป็นฝีมือของสถาปนิกชาวฝรั่งเศสกอร์ดอน นีเยร์ (L.M. Gordon Nier) และสถาปนิกชาวฮอลแลนด์ เจ.เอ.จี ฟาน เดอ สเตอร์ (J.A.G van der Steur) ผสมผสานการใช้หินธรรมชาติสีเทาจากเบลเยียมเข้ากับสีอิฐสีแดงของดัตช์ได้อย่างกลมกลืนรวมถึงการออกแบบพื้นที่และสัดส่วนก็ทำได้ระดับชั้นครูเลยทีเดียว

 

มาดูโรดัม (Madurodam) เมืองจำลองในสัดส่วน 1:25 นี้ เป็นเมืองจำลองแห่งแรกของโลกมาดูโรดัม ตั้งอยู่บนเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ครึ่ง โดยจำลองสถานที่สำคัญๆของเนเธอร์แลนด์ไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสนามบินสคิโปล เมืองอัมสเตอร์ดัม กังหันลม ทิวลิป เมืองท่ารอตเตอร์ดัม และอื่นๆ
เมืองตุ๊กตามาดูโรดัมเกิดจากความคิดริเริ่มของมิสซิส บี บูน-แวน เดอร์ สตาร์ป (Mrs. B. Boon-van der Starp) ที่อยางสร้างเมืองตุ๊กตาขึ้นเธอตัดสินใจลงแรงเรี่ยไรเงินจากเศรษฐีในเมืองเมื่อปี 1950 โดยมิสเตอร์และมิสซิสมาดูโรที่ถือเป็นผู้บริจาครายใหญ่ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงลูกชายคือ ยอร์จ มาดูโร ที่เสียชีวิตในค่ายกักกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เมืองตุ๊กตามาดูโรดัมสร้างเสร็จในปี 1952 ทำพิธีโดยสมเด็จพระราชินีนาถเบียทริกซ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีของเมืองนี้ด้วย
เมืองตุ๊กตามาดูโรดัมตั้งอยู่ที่ George Maduroplein 1, 2584 RZ Den Haag เปิดทุกวัน เวลา 09.00-18.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 14.50 ยูโร เด็ก (3-11 ปี) 10.50 ยูโร ดูรายละเอียดที่ www.madurodam.nl
เดลฟท์ (Delft)  เมืองเก่าที่มีมาตั้งแต่ปี 1100 นี้ ร่ำรวยและรุ่งเรืองมาจากการค้าขายในช่วงศตวรรษที่ 13-14 เดลฟท์มีถนนสายเล็กเลียบริมคลองและตึกเก่าอายุหลายร้อยปี อีกทั้งยังเป็นบ้านเกิดของจิตรกรเอกเวอร์เมียร์ เดลฟท์เป็นอีกเมืองหนึ่งที่สวยงามและมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ สามารถแวะเที่ยวแบบเช้าไป-เย็นกลับได้ นักเดินทางที่โปรดปรานเมืองเก่าที่น่ารักสไตล์ยุโรปกลางจึงไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง
เดลฟท์เคยเป็นที่พำนักของเจ้าชายวิลเลียมแห่งออเรนจ์ พระบิดาแห่งประเทศเนเธอร์แลนด์ ในช่วงปี 1572-1584 พระองค์ใช้เมืองนี้เป็นที่บัญชาการ การต่อสู้กับสเปนในช่วงสงคราม 80 ปี ระหว่างเนเธอร์แลนด์กับสเปน ซึ่งในขณะนั้นกษัตริย์ฟิลลิปส์ที่ 2 ของอาณาจักรเยอรมันเป็นเจ้าผู้ครองสเปนและแคว้นต่างๆซึ่งครอบคลุมเนเธอร์แลนด์ เบลเยียม ลักเซมเบิร์กในปัจจุบัน
ที่พำนักของเจ้าชายวิลเลียมและมเหสีคนที่ 4 ลูอิส เดอ โกลินยี่ (Louise de Golignt) เรียกว่า ปรินเซ่ฮอฟ (Prinsenhof) ซึ่งในปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ โดยผู้มาเยือนจะยังคงได้เห็นรอยกระสุนที่กำแพงบริเวณข้างบันได อันเป็นจุดที่เจ้าชายวิลเลียมถูกปลงพระชนม์ด้วยปืนโดยกียอง (Guyon) ชาวฝรั่งเศสคนสนิทของพระองค์ที่หักเหลี่ยมโหดด้วยการรับเงินสินบนจากเจ้าชายฟิลลิปส์ที่ 2 แห่งสเปนมา
ไม่ไกลจากปรินเซ่ฮอฟ มีพิพิธภัณฑ์ลัมเบิร์กแห่งเมียร์เท่น (Museum of Lambert van Meerten) เป็นสถานที่จัดแสดงศิลปวัตถุและของเก่าล้ำค่าจำพวกเครื่องเรือน ภาพเขียน เครื่องแก้ว และอื่นๆ รวมถึงโบสถ์เซนต์อากาทา โคลสเตอร์ (หรือโบสถ์เก่า Oude Kerk) อายุ 800 ปี ที่ซึ่งพระศพของเจ้าชายวิลเลียมถูกฝังอยู่สามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันจันทร์-เสาร์ เวลา 09.00-18.00 น. ในช่วงฤดูร้อนและเวลา 11.00-16.00 น. ในช่วงฤดูหนาว
รอตเตอร์ดัม (Rotterdam) รอตเตอร์ดัมที่เห็นในปัจจุบันมีลักษณะแบบเมืองใหม่ ไม่เพียงบ้านเรือนที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่อย่างบ้านทรงคิวบิกและทรงดินสอที่ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านการออกแบบบ้านประหยัดเนื้อที่และพลังงาน รวมถึงท่าเรือที่ดูเหมือนมีการสร้างเพิ่มตลอดเวลา สมกับที่เป็นเมืองท่าขนส่งสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทั้งหลายนี้เกิดจากอุบัติการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1940 ที่นาซีเยอรมันได้ทิ้งระเบิด 1,308 ลูก ถล่มใจกลางเมืองรอตเตอร์ดัมจนมีผู้คนเสียชีวิตกว่า 900 คน และบาดเจ็บกว่า 2,000 คน ประชากร 80,000 คนไร้ที่อยู่อาศัย
รอตเตอร์ดัมเป็นเมืองท่าค้าขายทางทะเลมาตั้งแต่ปี 1572 ในปัจจุบันที่นี่มีท่าเรือน้ำลึกเป็นพันๆท่า สามารถรองรับเรือเดินทะเลได้ทุกขนาด และในแต่ละวันก็ต้องใช้พนักงานหลายหมื่นคน รอตเตอร์ดัมจึงหนีไม่พ้นเรื่องมลภาวะเป็นพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่ทางการได้จัดตั้งหน่วยงานราชการเฉพาะขึ้นมาดูแลตรวจสอบคุณภาพอากาศอย่างจริงๆจังๆโดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย รอตเตอร์ดัมมีแม่น้ำมาส (Maas) ไหลออกสู่ทะเลผ่านมาจากสวิตเซอร์แลนด์และฝรั่งเศส ดังนั้นสินค้าจะผ่านรอตเตอร์ดัมเข้าสู่ฝรั่งเศสโดยใช้แม่น้ำมาสเป็นเส้นทางขนส่งที่สำคัญ
ทุกวันนี้ รอตเตอร์ดัมครบครันด้วยที่เที่ยวทั้งกลางวันและกลางคืน ร้านอาหารชั้นเลิศที่มีอาหารดีๆมาขึ้นท่าถึงที่ ชุมชนที่มีชาวต่างชาติย้ายถิ่นฐานมาทำงาน พิพิธภัณฑ์และแหล่งแสดงงานศิลปะสมัยใหม่ สถานที่น่าสนใจมีมากมายหลากหลายไม่ว่าจะเป็นอาคารวิลเลมสเนิร์ฟ (Willemswerf) สถาปัตยกรรมอลังการงานสร้างริมน้ำ พิพิธภัณฑ์ในอาคารโกดังเก่าริมน้ำ (Museum Rotterdam De Dubbelde Palmboom) หอศิลป์ (Kunsthal) พิพิธภัณฑ์ศิลปะดัตช์ (Museum Boijmans van V=Beuningen) และยูโรมาสต์ (Euromast) ที่มีลักษณะเป็นประภาคารสูง 185 เมตรริมฝั่งแม่น้ำมาส ที่ซึ่งผู้มาเยือนจะได้เห็นทิวทัศน์มุมสูงของเมืองรอตเตอร์ดัมอย่างถนัดตา
สำหรับขาช้อปทั้งหลาย โปรดทราบว่าข้าวของนานาประดามีจะรอท่าอยู่ที่ ตลาดบล้าค (Blaak Market) ย่าน Kruiskade/Van Oldenbarneveltstraat และ Beursplein อันเป็นแหล่งสินค้าแฟชั่น แถบ Nieuwe Binnenweg ที่เต็มไปด้วยผู้คนสารพัดสัญชาติ บริเวณ Veerhaven โกดังสินค้าเก่าที่ปรับเปลี่ยนเป็นแหล่งรวมงานอาร์ต และแถว Delfshaven อันเป้นคลังสินค้าแนววินเทจและแอนทีค เป็นต้น
คินเดอร์ไดค์ (Kinder Dijk) หมู่กังหัน 18 หลังที่ได้รับการจดทะเบียนให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโกนี้เกิดขึ้นจากความจำเป็นในการสูบน้ำออกจากส่วนที่เรียกว่า “ลาเคอบูเซ่ม” (Lage Boezem) ทางฝั่งซ้ายมือของแม่น้ำเลก จนเกิดแผนดินไหวที่เรียกว่า “โพลเดอร์ นิวเลกเกอร์ลันด์” (Polder Nieuwlekkerland) และ “โพลเดอร์ บล็อกเวียร์” (Polder Blockweer) ที่กว้างไกลกว่าพันไร่
กังหันลมเหล่านี้สร้างขึ้นในตอนต้นศตวรรษที่ 18 ในจำนวน 19 ตัว ซึ่งสุดท้ายได้ถูกไฟไหม้เสียหายไปหนึ่งตัว กังหันทั้งหมดได้เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ดีเซลเมื่อปี 1950 ในปัจจุบันยังมีกังหันลมบางหลังยังใช้งานอยู่ ภายในกังหันเป็นที่อยู่อาศัยของผู้ดูแล คินเดอร์ไดค์จึงมีสภาพดี ซึ่งมีอยู่ไม่มากนักในเนเธอร์แลนด์
ภาพจำของคินเดอร์ไดค์คือหมู่กังหันลมที่เรียงรายกันอยู่ริมฝั่งน้ำ สวยงามในทุกฤดู ทั้งช่วงหน้าร้อนที่ดอกไม้ออกดอกบานสะพรั่งและฤดูหนาวที่ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน คินเดอร์ไดค์เปิดทุกวัน เวลา 09.30-17.30 น. ระหว่างเดือนเมษายน-พฤศจิกายน นอกฤดูการจะเปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00-16.00 น. ดูรายละเอียดที่ www.kinderdijk.com
เคาด้า (Gouda) เคาด้าโด่งดังเป็นพิเศษด้วยผลิตภัณฑ์ชีสที่ส่งออกไปทั่วยุโรป เคาด้าได้รับการยกเป็นเมืองในปี 1272 เมืองนี้มีศาลว่าการเมืองสวยงามแบบผสมผสานสองศิลปะสองยุคคือโกธิกตอนปลายและเรอเนสซองส์
ผู้มาเยือนสามารถแวะไปสังเกตการณ์ตลาดค้าชีสที่ Gouda Cheese Market ที่มีมากกว่าสามร้อยปีแล้วได้บริเวณหน้าตึกวาค (Waag) ทุกวันพฤหัสบดี ในเวลา 10.00-12.30 น. ระหว่างปลายเดือนมิถุนายน-สิงหาคม ซึ่งใกล้ๆกันจะมีพิพิธภัณฑ์ชีสและงานหัตถกรรม (Cheese & Craft Museum) ให้แวะชมด้วย
ส่วนสถานที่น่าสนใจอื่นๆ อาทิ พิพิธภัณฑ์เรือ “เติร์ฟซิงเกิ้ล” (Turfsingel) ที่ท่าเรือ อันมีเรือประมงประเภทต่างๆที่ต่อขึ้นในศตวรรษที่ 17 จอดทดสมอให้ชมและโบสถ์เซนต์จอห์น (St. Janskerk หรือ St. Johnchurch in Gouda) ที่ภายในมีงานกระจกสีสวยงามประดับอยู่
Zeeland (Delta Project) เซลันด์เป็นเขตพักผ่อนที่มีชื่อเสียงของเนเธอร์แลนด์ ด้วยชายหาดที่ว่ากันว่าสะอาดที่สุดในประเทศ หมู่บ้านเก่าแก่ ที่พักที่มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งรีสอร์ตหรู เต็นท์และบังกะโล ธรรมชาติและทะเลที่สวยงาม อาหารทะเลสดๆ รวมถึงกีฬาทางน้ำสารพัดชนิด ส่วนในตัวเมืองมิดเดลเบิร์ก (Middelburg) อันเป็นเมืองสำคัญของเขตนี้ก็น่าเที่ยว เพราะมีโบสถ์เก่าแก่อย่าง Abdijtoren de Lange Jan พิพิธภัณฑ์ และตลาดนัดใกล้ศาลาว่าการทุกวันพฤหัสบดี
นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติแล้ว เซลันด์ยังมีเดลต้า (Deltawork) นวัตกรรมเขื่อนแบบแท่งซีเมนต์มหึมาที่ปักต่อขนานไปกับแนวเขื่อนเดิมซึ่งไม่เพียงช่วยลดความรุนแรงของคลื่นแต่ยังช่วยผลิตกระแสไฟฟ้าอีกด้วย
เขื่อนเดลต้าได้รับการขนานนามว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์อันดับที่แปดของโลกซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์เขื่อนพังทลายเมื่อปี 1953 จนทำให้ชาวเมืองเสียชีวิตเกือบสองพันคน เขื่อนเดลต้าที่สามารถป้องกันน้ำท่วมได้อีก 4,000 ปีก็คงไม่เกิดขึ้น ดังนั้น ด้วยแรงน้ำของมนุษย์ที่มุ่งมั่นรับมือกับอุปสรรคจากธรรมชาติอันรุนแรง โครงการนี้จึงลุล่วงจนได้ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่ปากแม่น้ำด้านตะวันออกของปากอ่าวแห่งรอตเตอร์ดัม หลังจากกินเวลาสร้างยาวนานถึง 30 ปี
อูเทร็คต์ (Utrecht) เป็นเมืองโบราณมาตั้งแต่สมัยโรมัน จึงนับเป็นเมืองเก่าที่สุดของเนเธอร์แลนด์ อูเทร็คต์เป็นเมืองแรกที่รับนับถือคริสต์ศาสนาในช่วงยุคกลางถือเป็นศูนย์กลางของอำนาจการปกครอง ตัวเมืองร่มรื่นไปด้วยเงาของต้นไม้ใหญ่น้อย มีย่านจัตุรัสแบบยุคกลางที่น่าเดินเล่นชมบรรยากาศ ในช่วงฤดูร้อน อูเทร็คต์จะมีเทศกาลดนตรีแจ็ซที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีนักดนตรีอยู่ทุกถนนเสียงดนตรีจะล่องลอยไปสร้างสีสันให้เมืองเล็กแห่งนี้ยิ่งน่ารัก น่าอยู่ และในเดือนกันยายน เทศกาลภาพยนตร์จะจัดขึ้นที่เมืองนี้ซึ่งเป็นเทศกาลภาพยนตร์ที่ถือว่าใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์เลยทีเดียว
สถานที่น่าสนใจและสิ่งที่น่าทำเมื่อมาเยือนอูเทร็คต์ก็มีอาทิ ขึ้นยอดหอคอย Domtoren วิหาร Domkerk พิพิธภัณฑ์หีบเพลงไขลานและดนตรีกล (Museum van Speelklok tot Pierement) จัตุรัสพิพิธภัณฑ์ (Museum Qusrter) พิพิธภัณฑ์กลางอูเทร็คต์ (Centraal Museum Utrecht) ช้อปปิ้งที่ Hoog Catherine ติดสถานีกลาง และเดินเล่นแถวอาคารริมคลองจากศตวรรษที่ 13 ที่ได้รับการปรับโฉมให้เป็นร้านกาแฟ คาเฟ่ ร้านอาหาร และร้านค้าน่ารักๆ

 


อุทยานแห่งชาติ Hoge Veluwe อุทยานแห่งชาติฮอรค์ เฟลูว์นี้จัดว่ากว้างใหญ่ไพศาลมากเมื่อเทรียบกับประเทศเล็กๆอย่างเนเธอร์แลนด์ ภายในอุทยาน ผู้มาเยือนจะได้สัมผัสกับบรรยากาศดีแบบสุดๆ สัตว์จำพวกกวางและนกที่อาศัยอยู่อย่างมีอิสรเสรี บึงน้ำอันสดชื่น พืชพรรณธรรมชาติ เนินทราย และยังสามารถขี่จักรยานชมทัศนียภาพได้โดยขอยืมได้ฟรี ที่หน้าทางเข้า
นอกจากความสวยงามของธรรมชาติแล้ว ภายในยังมีสถานที่น่าสนใจอื่นๆคือ พิพิธภัณฑ์โครลเลอร์-มุลเลอร์ (Museum Kroller-Muller) ซึ่งมีภาพของแวนโกะห์แสดงให้ชมเกือบสามร้อยภาพ และสวนประติมากรรมสมัยใหม่บีลเดนปาร์ก (Beeldenpark) ซึ่งมีงานประติมากรรมมีชื่อเสียงของประติมากรดังตั้งแสดงอยู่หลายชิ้น
อุทยานแห่งชาติฮอร์ค เฟลูว์มีเวลาเปิด-ปิดที่แตกต่างกันไปตามฤดูและสภาพอากาศ ดูรายละเอียดกิจกรรมและเวลาทำการได้ที่ www.hogeveluwe.nl/en/ 14 ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 8 ยูโร เด็กอายุ 6-12 ยูโร เด็กเล็กฟรี ค่าจอดรถ 2 ยูโร
อาร์เนม (Armhem) เมืองนี้มีประวัติศาสตร์อันกล้าหาญในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เพราะถูกทำลายและยึกครองชนิดที่เรียกว่าแบบเบ็ดเสร็จ สถานที่ต่างๆในเมืองที่สร้างขึ้นใหม่จึงตั้งชื่อตามฮีโร่ทั้งหลายที่มีส่วนในการกอบกู้เมืองอย่างสง่างามในครั้งนั้น
หากสนใจเรื่องราวเกี่ยวกับสงครามและการต่อสูเพื่อปกปักรักษาเมืองควรแวะชมนิทรรศการที่พิพิธภัณฑ์แอร์บอร์น (Airborne Museum) หรือ หากสนใจในวิถีชีวิตชาวบ้านสมัยก่อนมากกว่า ลองไปที่พิพิธภัณฑ์เปิด (Nederlands Openluchtmuseum) ที่นำบ้านเก่าแบบโรงนามาเปิดแสดงพร้อมสาธิตชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชนบทสมัยก่อนด้วย

 


พระราชวังเฮตลู (Paleis Het Loo) เวียงวังอายุ 300 ปีแห่งนี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นแวร์ซานส์แห่งเนเอร์แลนด์ ด้วยความงดงามหรูหราในสถาปัตยกรรมบารอกแบบดัตช์ทั้งงานตกแต่งภายในและสวนโดยรอบที่โดเด่นด้วยรูปแบบเรขาคณิตด้านเท่าแบบสมบูรณ์ในสไตล์ยุโรปแท้
พระราชวังเฮตลูสร้างเสร็จในปี 1684 เพื่อเป็นที่พำนักของเจ้าเมืองในขณะนั้น ซึ่งก็คือเจ้าชาย William III และพระนาง Mary II of England นอกจากโอกาสในการสังเกตเครื่องเรือนและการตกแต่งอันหรูหราภายในตำหนักแล้ว อย่าลืมแวะชมนิทรรศการที่ปีกอาคารฝั่งตะวันตก หรือหากรู้สึกหิวที่พระราชวังเฮตลูก็มีร้านอาหารไว้ให้ฝากท้อง
พระราชวังเฮตลูตั้งอยู่ที่ Koninklijk Paek 1, NL-7315 JA Apeldoorn เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ เวลา 10.00-17.00 น. ปิดวันจันทร์และวันปีใหม่ ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ 12.50 ยูโร เด็ก (6-17 ปี) 4 ยูโร ผู้ถือบัตร Museum Card ฟรี

เทศกาลงานรื่นเริงต่างๆของชาวดัตช์


ในเดือนอันหนาวเย็นอย่างมกราคม ชาวดัตช์ท้าความหนาวระดับจุดเยือกแข็งด้วยการแข่งขันสเกตน้ำแข็งมาราธอนที่ฟรีสลันด์ ส่วนในช่วงปลายเดือนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์เมืองรอตเตอร์ดัมเขาจะจัดงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ (International Film Festival Rotterdam) ขึ้นทุกปี

ชาวดัตช์จะชวนกันแต่งตัวไปงานคาร์นิวัลที่จัดขึ้นทางตอนใต้ของประเทศ ณ เมืองลิมเบิร์ก และนอร์ดบราบันต์ เทศกาลนี้จะจัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคมและไม่เน้นสิ่งอื่นใดมากไปกว่าการ ดื่ม กิน ร้องเพลง และเต้นรำอย่างสนุกสนาน

 


เดือนมีนาคมมีหลายงานให้เลือกชมตามถนัดตั้งแต่งานแสดงเรือและเทคโนโลยีการล่องเรือที่อัมสเตอร์ดัม (Amsterdam Boat Show) ในช่วงต้นเดือน งานเทศกาลดอกไม้ที่เคอเคนฮอฟ (Keukenhof) ในช่วงปลายเดือน และงานออกร้านศิลปะยุโรป (The European Fine Art Fair) ในช่วงกลางเดือน-ปลายดือน ที่เน้นการโชว์และขายภาพเขียนแนวคลาสสิกและศิลปวัตถุล้ำค่า

 

 


สัปดาห์แรกของเดือนมีนาคมมีงาน National Museum Weekend ที่พิพิธภัณฑ์กว่า 450 แห่งทั่วประเทศจะเปิดให้เข้าชมทั้งแบบไม้เสียค่าเข้าและแบบให้ส่วนลดพิเศษงานนี้จึงเป็นโอกาสดีที่คอพิพิธภัณธ์ห้ามพลาด หรือหากใครรักสุขภาพก็อาจร่วมแจมมางานวิ่งมาราธอนที่รอตเตอร์ดัม (Rotterdam Marathon) แทน
ก่อน Queen’s Day ในวันที่ 30 เมษายน ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมาพรรษาสมเด็จพระราชินีของชาวดัตช์หนึ่งวัน จะเป็นวันที่เรียกว่า Queen’s Night ‘Koninginnenach’ ชาวเมืองเฮกจะฉลองด้วยงานรื่นเริง คอนเสิร์ตและงานออกร้านโดยคนนับพันๆ จะมารวมตัวกันอย่างสนุกสนานรื่นเริง จนถึงวัน Queen’s Day ก็จะมีการจัดปาร์ตี้ยิ่งใหญ่จนถนนในย่านใจกลางเมืองอัมสเตอร์ดัมกลายเป็นตลาดนัดที่ใครใคร่ค้า ค้า ใครใคร่เต้น เต้น ใครใคร่ดื่ม ดื่ม
นอกจากนี้ เดือนนี้อัมสเตอร์ดัมเขายังมีงาน World Press Photo หรือการประกวดภาพถ่ายนานาชาติที่โบสถ์เก่า การประกวดภาพในแนว Photojournalism นี้นั้นมีมานานกว่าห้าสิบปีแล้วและเป็นที่ยอมรับกันดีทั่วโลก

 

 



5 พฤษภาคม เป็นวันประกาศอิสรภาพ (Liberation Day) ของเนเธอร์แลนด์จากพวกนาซี โดยความช่วยเหลือเกื้อกูลของกองทัพอังกฤษ แคนาดา และสหรัฐอเมริกา ด้วยเหตุนี้ เมื่อเป็นไทแล้ว ชาวดัตช์จึงเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ทุกปีด้วยการแสดงดนตรีและงานรื่นเริงต่างๆไปทั่วประเทศ ในขณะที่ช่วงกลางเดือนจะมีงาน National Windmill Day ที่กังหันลมทั่วประเทศจะพร้อมใจกันติดธงฟ้าเพื่อต้อนรับและเชิญชวนให้ผู้สนใจเข้าไปเที่ยวชมการทำงานของกังหันที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17-18


ในเดือนนี้ ชาวเมืองชเคฟเวอนิงเก้นเขาจะจัดงานเทศกาลจับปลาหรือ Scheveningen Flag Day (Vlaggetjesdag) ขึ้น ที่ท่าเรือของเมืองจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลมา ทั้งกลุ่มที่อยากมาขอชิมปลาสดๆ กลุ่มพ่อค้าที่มาร่วมจัดแสดงแสนยานุภาพของอุปกรณ์จับปลา และกลุ่มชาวประมงที่ขอมาโชว์ผลงานดีเด่นที่จับได้จากท้องทะเลดัตช์ อีกงานหึ่งที่ถือเป็นเทศกาลระดับมหกรรมคือ Holland Festival ที่จัดแสดงดนตรีทุกสไตล์ตลอดเดือนมิถุนายน ตั้งแต่ดนตรีคลาสสิก โอเปร่า ละครเพลง ไปจนถึงเวิล์ดมิวสิก เพลงป๊อป ร็อก จนถึงการแสดงผลงานทางศิลปะ งานนี้มีมาตั้งแต่ปี 1933 ผู้สนใจต้องซื้อตั๋วเข้าชมล่วงหน้า

ช่วงต้นเดือนมีงาน North Sea Jazz Festival ที่เมืองรอตเตอร์ดัม ภายในมีการแสดงดนตรีแจ็ซทุกแขนง ตั้งแต่ New Orlean, swing, fusion. Avant-garde, electronic jazz และอีกมากมายรวมได้ถึง 1,800 รายการแสดงตลอดระยะเวลา 3 วันที่ Ahoy Stadium
ส่วนปลายเดือนมีเทศกาล Summer Carnival Rotterdam ผู้ร่วมงานจะได้เพลินไปกับขบวนพาเหรด เพิลนไปกับนักแสดงที่แต่งกายอย่างเปิ๊ดสะก๊าดและการแสดงดนตรีมันๆ

 


งาน FFWD Heineken Dance Parade นี้ มีขาแดนซ์มาร่วมด้วยช่วยเต้นจากหลายประเทศในยุโรป และสามารถดึงคนมาร่วมได้กว่าสามแสนคนในแต่ละปี ภายในงานมีทั้งดีเจ นักเต้น คนรักปาร์ตี้ และขบวนแห่เก๋ๆ งานนี้ถือเป็นขบวนพาเหรดเต้นรำที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปเลยทีเดียว

 

ช่วงต้นเดือน ทางการเมืองอัมสเตอร์ดัมเขาจัดกิจกรรมที่เรียกว่า Open Monumentdagen งานนี้มีสถานที่สำคัญและสถาปัตยกรรมเก่าแก่หลายๆแห่งร่วมใจกันเปิดประตูให้ผู้สนใจเข้าชมเป็นเวลาสองวัน ในขณะที่ช่วงกลางเดือนมีกิจกรรมวิ่งมาราธอน Dam to Dam Run ที่มีนักวิ่งทุกระดับชั้นเข้าร่วมกว่าสามหมื่นคนทุกปี และเทศกาลดนตรี Jordaan Festival ที่มีมาตั้งแต่ยุค 70s

 


ระหว่างวันที่ 2-4 ตุลาคม เมืองไลเดนจะจัดงานใหญ่ประจำปีที่เรียกว่า Relief of Leiden (Leidens Ontzet) เพื่อฉลองการประกาศอิสรภาพจากสเปนเมื่อปี 1574 ในงานนี้ชาวเมืองจะกินดื่มกันอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอาหารท้องถิ่นดั้งเดิม “Hutspot” พร้อมปลาแฮริ่งและขนมปัง แวดล้อมด้วยการร้องเล่นเต้นระบำกันอย่างเต็มที่ตลอด 3 วัน ส่วนที่อัมสเตอร์ดัมมีกิจกรรมวิ่งมาราธอนประจำปีในช่วงกลางเดือน
 

 

 

ทุกวันเสาร์แรกของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี พิพิธภัณฑ์กว่า 40 แห่งในอัมสเตอร์ดัมจะทำโรแมนติกด้วยการเปิดยาวจนถึงตีสองให้ผู้สนใจเข้าชม งานนี้มีชื่อว่า N8 หรือ Amsterdam Night Museum Foundation ส่วนในช่วงสัปดาห์ที่สามจะมางานออกร้านศิลปะและแอนทีค (pAn Amsterdam – Art and Antique Fair) ที่ศูนย์การประชุม RAI Congress ยาวตลอดทั้งสัปดาห์ และช่วงปลายเดือน อัมสเตอร์ดัมยังมีเทศกาลหนังชาโดว์ (Shadow Festival) ที่ฉายหนังแนวสารคดี และงานเทศกาลหนังสารคดีจากนานาชาติ (IDFA – International Documentary Film festival Amsterdam) ที่แถบไลเซอไพลน์อีกด้วย


ชาวดัตช์จะฉลองวันคริสต์มาสในวันที่ 25-26 ธันวาคม และก่อนวัน New Year’s Eve ที่ทางการอนุญาตให้จุดพลุได้ตามอำเภอใจหลังจากนั้นจะมีการเฉลิมฉลองกันอย่างสนุกสุดเหวี่ยงจนถึงวันปีใหม่ ใครที่อยากร่วมเคานต์ดาวน์กับชาวดัตช์ ลองไปที่แถวไลเซอไพลน์ กับเรมบรันดท์ไพลน์และตลาดใหม่ (Nieumarkt)

 


อาหารของชาวดัตช์เองมักเป็นอาหารที่เน้นทั้งเนื้อ แป้งมันฝรั่ง นม เนยแข็ง มีลักษณะเป็นอาหารพื้นๆ โฮมเมด ไม่เน้นการปรุงแต่งให้เลิศหรู ส่วนใหญ่จะเน้นรสเค็มเป้นหลักและส่วนผสมจะหนักไปทางเครื่องเทศ เมนูที่ขึ้นชื่อคือซุปถั่ว (Pea Soup/Erwtensoep) เสิร์ฟมากับไส้กรอกและเบคอน รับประทานกับขนมปังเป็นอาหารจานแรก (Appetizer) หรือเป็นอาหารจานหลักก็ได้ อาหารจานแรกอีกชนิดที่นิยมกันคือ ปลาแฮริ่งสดรับประทานกับแตงดอง ส่วนอาหารจานหลัก (Main Course) อื่นๆได้แก่
  Stamppot (มันฝรั่งบดกับผักและเนื้อสัตว์)
  Poffertjes (แพนเค้กขนาดเล็กเนื้อหนาและหวานสไตล์ดัตช์)
  Patatje met (มันฝรั่งทอดแบบดัตช์)
  Bitterballen (แป้งทอดปั้นเป็นก้อนกลมผสมเนื้อสัตว์ทอด)
  Hagelslag ๖แซนด์วิชไส้ช็อกโกแลต)

เมืองใหญ่ของเนเธอร์แลนด์ เช่น อัมสเตอร์ดัมได้รับการกล่าวขานว่าเป็นเมืองแห่งข้าวแอนทีค หนังสือ เพชร และของเก่าหายาก ที่นี่จึงอาจเป็นปลายทางสุดโปรดของผู้ชื่นชอบข้าวของคลาสสิกสไตล์ย้อนยุคทั้งหลาย แต่สำหรับสินค้าทั่วไป ก็อาจพบว่าราคาไม่ถูกเท่าไร อย่างไรก็ตาม ที่นี่มีหลายสิ่งหลายอย่างที่น่าสนใจ และถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญที่น่านำติดไม้ติดมือกลับมาเป็นที่ระลึกอยู่เหมือนกัน
ชีส ชีสหรือเนยแข็ง เป็นสินค้าที่สำคัญของเนเธอร์แลนด์โดยเฉพาะชีวเอดัมและชีสเคาด้าที่ชาวเมืองเขาทำกินกันมาตั้งแต่ยุคกลางจนมีชื่อเสียงระดับโลกในปัจจุบัน ทุกวันนี้เนเธอร์แลนด์ถือเป็นผู้ส่งออกชีสรายสำคัญรายหนึ่งของโลกเลยทีเดียว ทุกๆเมืองในเนเธอร์แลนด์จะมีร้านขายชีส และเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องชีสต่างๆเช่น อาล์คมาร์ จะเปิดตลาดขายชีสกันอย่างเป็นล่ำเป้นสันในวันที่มีโชว์และมีการประมูล ส่วนใหญ่ร้านชีสจะยินดีฝานชิ้นบางๆ ให้ชิมก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ อย่างไรก็ดีชีสหรือชาวดัตช์เรียกว่า kass เป็นสิ่งที่มีกลิ่นแรงและต้องอยู่ในอุณหภูมิควบคุม จึงไม่ควรซื้อชีสพกพาไปไหนๆ ด้วยนานๆ เพราะมีโอกาสเน่าเสียได้ง่าย
เครื่องกระเบื้องเคลือบ เครื่องกระเบื้องเคลือบสีขาว-น้ำเงินจากเมืองเดลฟ์ หรือที่เรียกกันว่า Delftware คิดค้นขึ้นโดยเลียนสไตล์รูปแบบเครื่องกระเบื้องจีนในศตวรรษที่ 17 ซึ่งแม้จะเป็นการเลียนแบบของจีนที่ติดมากับเรือสินค้าของบริษัทดัตช์อีสต์อินเดียและกลายเป็นที่นิยมกันมากในยุโรป แต่ต่อมาก็ได้มีการปรับใช้เองโดยเขียนลวดลายแบบฝรั่งตะวันตกลงไป งานที่ได้กลับออกมาสวยงามอย่างเหลือเชื่อ
ในปัจจุบัน ยังคงมีผลิตเดลฟท์แวร์อยู่จนกลายเป็นสินค้าขึ้นชื่อไปเรียบร้อย เดลฟท์แวร์ของแท้จะมีราคาสูง เพราะใช้เทคนิคการเผาแบบจีนและอิตาลี ผสมผสานทักษะการเขียนสีและเคลือบแบบฮอลแลนด์ออกมาเป็นเครื่องถ้วยชามที่เรียกกันว่า Royal Delftware อย่างไรก็ดี ของที่ทำเทียมหรือใช้เทคนิคง่ายๆจะมีจำหน่ายอยู่ทั่วไปในราคาถูก ใครก็ตามที่คิดอยากได้เดลฟท์แวร์ของแท้ไว้ครอบครองจึงควรซื้อหาจากผู้ค้าที่เชื่อถือเท่านั้น
ทิวลิปและดอกไม้อื่นๆ ฤดูใบไม้ผลิในเนเธอร์แลนด์เป็นช่วงที่ทิวลิปออกดอกงานสะพรั่งส่วนในฤดูอื่น ดอกไม้ชนิดอื่นๆก็จะเข้ามาแทนที่ เช่นกุหลาบขนาดใหญ่ที่คนไทยรู้จักกันดีในนามกุหลานฮอลแลนด์ ฯลฯ
ใครที่รักดอกไม้ใบหญ้า ลองไปดูที่ตลาดดอกไม้ (Bloemenmarkt) ริมคลองซิงเกิลในอัมสเตอร์ดัม ซึ่งเป็นที่ที่สามารถหาซื้อดอกไม้ได้ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ยังมีหัวทิวลิป ไฮยาซินท์ และพันธุ์ไม้อื่นๆ จำหน่ายให้ลูกค้านำกลับไปปลูกเองที่บ้านด้วย หรือหากเวลาหมดเสียก่อน ที่สนามบินสคิโปลก็มีร้านดอกไม้ที่จำหน่ายดอกไม้ หัว และเมล็ดพันธุ์ให้ซื้อหา แถมยังช่วยบรรจุห่อหีบให้นำกลับได้สะดวกด้วย
ส่วนใครที่ต้องการติดต่อผู้ค้าดอกไม้ เพื่อขอซื้อดอกไม้หรือพันธุ์ไม้จำนวนมาก แนะนำให้ไปชมที่สถานที่ประมูลดอกไม้ในเมืองอัลสเมียร์ (Aalsmeer) โดยตรง
งานศิลปะ เนื่องจากเนเธอร์แลนด์เป็นถิ่นกำเนิดของศิลปินที่มีชื่อเสียงหลายคน และยังมีพิพิธภัณฑ์หรือบ้านของศิลปินเหล่านั้นให้ไปเยี่ยมชมอีกต่างหาก ฉะนั้น รูปจำลองจากภาพจริง (reproduction) รวมทั้งโปสต์การ์ดภาพเขียนสวยๆจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่น่าซื้อหามาใส่กรอบตกแต่งบ้าน หรือซื้อเป็นของขวัญของฝากเพื่อนที่มีใจรักงานศิลปะทั้งหลาย ยกตัวอย่างเช่น พิพิธภัณฑ์แวนโกะห์ในอัมสเตอร์ดัม มีรูปที่พิมพ์จากภาพวาดของแวนโกะห์จำหน่าย ทั้งขนาดโปสเตอร์จนถึงขนาดปฏิทินตั้งโต๊ะและสมุดโน้ต เช่นเดียวกับที่บ้านเรมบรันดท์
ส่วนใครที่สนใจงานศิลปะแบบโมเดิร์น หรือสนใจอยากช้อปภาพจริงที่วาดขึ้นใหม่ในเนเธอร์แลนด์มีศิลปินฝีมือดี (ที่อยากดัง) นำผลงานมาตั้งขายตามตลาดหรือตามหัวมุมถนนต่างๆอยู่เสมอ

 

เพชร อุตสาหกรรมเพชรเริ่มมีบทบาทในเนเธอร์แลนด์ โดยเฉพาะในอัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 16 เป้นต้นมา และด้วยความสามารถของช่างเจียระไนเพชรชาวดัตช์ ทำให้ช่างในอัมสเตอร์ดัมได้รับโอกาสในการเจียระไนเพชรที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก อาทิ เพชรคัลลินัน (Cullinan) ซึ่งเป็นเพชรที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก และคอห์อินอร์ (Koh-I-Noor) ที่ประดับอยู่บนมหามงกุฎแห่งพระราชินีอังกฤษ ผลงานเหล่านี้ทำให้วงการเพชรของโลกยกย่องให้เพชรที่อัมสเตอร์ดัมเป็นเพชรที่มีคุณภาพดีที่สุด และเจียระไนได้สวยที่สุดในโลก

ราคาสูงถึงสูงมาก (300-500 ยูโร ขึ้นไป)
โรงแรมที่แน่ใจได้ว่าดีพร้อมและครบครันสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในระดับที่ต้องร้องว่า “เพอร์เฟกต์” สิ่งที่แตกต่างกังคงมีเพียงสไตล์การตกแต่งและสถาปัตยกรรมของโรงแรมแต่ละแห่งเลือกโรงแรมที่ถูกใจโดยศึกษาจากแหล่งต่างๆในอินเทอร์เน็ต หรือจองห้องกับตัวแทนขายในไทยไปก่อนล่วงหน้าจะได้ราคาที่ดีกว่าการเข้าพักแบบไม่ได้จอง (Walk-in)
ราคาปานกลาง (100-200 ยูโร)
โรงแรมระดับปานกลางและที่พักแบบ Bed & Breakfast นี้ มีอยู่ทั่วไปทุกเมือง ซึ่งส่วนใหญ่มักมีเสน่ห์ตรงการตกแต่งในแบบของตัวเอง ต่างจากโรงแรมในเครือใหญ่ที่ดูคล้ายจะสวมเครื่องแบบเดียวกันทั่วโลก โรงแรมระดับนี้มีหลายแห่งที่มีความเป็นกันเองและเจ้าของก็ชอบมาต้อนรับลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะโรงแรมนอกเมือง

 

 

ราคาย่อมเยา (70-80 ยูโร)
สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีงบจำกัด อาจพักตามโรงแรมขนาดเล็กที่ตกแต่งในสไตล์ตัวเอง หรือจะเป็นตามโฮสเทล ซึ่งเป็นที่พักสำหรับนักเดินทางแบกเป้ (Backpacker) ที่มีอยู่ทั่วไปในเนเธอร์แลนด์ โฮสเทลมักมีทั้งห้องพักแบบส่วนตัวและแบบนอนรวมกับนักเดินทางอื่นๆ (Dormitory) โดยใช้ห้องน้ำร่วมกัน ซึ่งที่พักทั้งหลายที่แขกใช้ห้องน้ำร่วมกันนี้เองจัดเป็นที่พักราคาถูกที่ช่วยประหยัดสตางค์ได้มากในปัจจุบัน ที่พักแบบโฮสเทลมีทั้งของเอกชนและเป็นสมาชิกในเครือบ้านพักเยาวชนนานาชาติ (HI: Hostelling International)