ทัวร์ออสเตรเลีย ออสเตรเลีย เที่ยวออสเตรเลีย ทริปออสเตรเลีย โปรแกรมทัวร์ออสเตรเลีย ทัวร์อ

ข้อมูลท่องเที่ยว
ทัวร์เอเชีย
ทัวร์ออสเตรเลีย,ออสเตรเลีย,เที่ยวออสเตรเลีย,ทริปออสเตรเลีย,โปรแกรมทัวร์ออสเตรเลีย,ทัวร์ออสเตรเลียราคาถูก

AUSTRALIA

ความรู้เกี่ยวกับหนังสือเดินทาง

                ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 2005 กระทรวงการต่างประเทศได้เปลี่ยนมาใช้หนังสือเดินทางรูปแบบใหม่คือ หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิคส์ หรือเรียกสั้นๆว่า E-passport เพื่อให้ป้องกันการปลอมแปลงได้รัดกุมขึ้นกว่าเดิม

                หนังสือเดินทางแบบใหม่นี้มีคุณลักษณะเฉพาะทางเทคนิค (technical specifications) ตามข้อกำหนดขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศและมีการบันทึกข้อมูลชีวภาพต่างๆ (biometric data) ได้แก่ ลายนิ้วมือ รูปหน้า ฯลฯ ไว้ในหนังสือเดินทาง ถึงแม้เราจะมองไม่เห็น แต่ข้อมูลเหล่านี้สามารถอ่านได้ด้วยเครื่อง automatic gate ณ จุดผ่านแดนระหว่างประเทศ เพื่อใช้ยืนยันตัวตนของเราในการผ่านเข้าเมือง

                หนังสือเดินทางอิเล็กทรอนิคส์มีอายุ 5 ปี เมื่อหมดอายุแล้วก็ต้องเปลี่ยนเล่มใหม่ ไม่มีการต่ออายุเหมือนหนังสือเดินทางแบบเก่า

                หนังสือเดินทางแบบใหม่เป็นมาตรการสำคัญในการป้องกันการลักลอบเข้าเมืองและสกัดกั้นขบวนการข้ามชาติ ทั้งยังสามารถตรวจพิสูจน์ตัวบุคคลได้แม่นยำและรวดเร็ว เป็นการอำนวยความสะดวกต่อการเดินทาง การเข้าเมือง และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปพร้อมกัน

 

หลักฐานในการขอวีซ่า

  • หนังสือเดินทางที่มีอายุเหลือมากกว่า 6 เดือน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • หลักฐานการทำงาน –ใบรับรองการทำงานจากนายจ้าง หรือใบแสดงความเป็นเจ้าของกิจการ หรือเป็นหุ้นส่วนในกรณีที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว
  • หลักฐานการเงิน สมุดบัญชีเงินฝาก หรือใบแจ้งรายการของบัญชี (Bank Statement)

กฎเกณฑ์ด้านศุลกากร

ของบางอย่าง ถ้าหอบหิ้วเข้าไปในประเทศออสเตรเลียอาจต้องรับโทษตามกฎหมาย ฉะนั้นควรตรวจสอบกระเป๋าเดินทางสักหน่อยก่อนเดินทาง

สิ่งที่ห้ามนำเข้าออสเตรเลียโดยเด็ดขาด คือ

  1. อาหารและผลิตภัณฑ์อาหารทุกชนิด
  2. พืช พันธุ์ไม้ และสิ่งของที่ทำด้วยไม้
  3. ขนสัตว์ หนังสัตว์ และสิ่งของที่ทำจากสัตว์ รวมทั้งชิ้นส่วนของสัตว์ที่อยู่ในรายชื่อของสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (Endangered Species) เช่น นอแรด งาช้าง หนังเสือ หรือกระดองเต่ากระ เป็นต้น ยกเว้นขนแกะจากนิวซีแลนด์เท่านั้นที่อนุญาตให้นำเข้าได้

หากจำเป็นต้องกินยาเป็นประจำ หรือมีโรคประจำตัวควรนำยาติดตัวมาให้เพียงพอ ในกรณีที่มาท่องเที่ยวเป็นเวลานาน ควรนำใบสั่งยาจากแพทย์ติดตัวมาด้วย

 

Tips

เนื่องด้วยความกว้างใหญ่ของประเทศทำให้แต่ละเขตของออสเตรเลียใช้ Time Zone ที่ต่างกัน

  1. ฝั่งตะวันออก (รัฐนิวเซาท์เวลส์ รัฐวิกตอเรีย รัฐแทสเมเนีย รัฐควีนสแลนด์) ใช้เวลา Eastern Standard Time ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง
  2. รัฐตอนกลาง (รัฐออสเตรเลียใต้และรัฐนอร์เทิร์นเทอริทอรี) ใช้เวลา Central Standard Time ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 2 ชั่วโมงครึ่ง
  3. ฝั่งตะวันตก (ออสเตรเลียตะวันตก) ใช้เวลา Western Standard Time ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง

*** ในฤดูร้อน (เดือนตุลาคม-มีนาคม) จะมีการปรับเวลาให้เร็วขึ้น 1 ชั่วโมง ยกเว้นในรัฐควีนสแลนด์ รัฐนอร์เทิร์นเทอริทอรีและออสเตรเลียตะวันตก นักท่องเที่ยวควรตรวจสอบเวลาในที่ที่จะไปไว้ล่วงหน้า จะได้ไม่มีปัญหาในการนัดหมายเวลากันในทริป ***

 

สกุลเงิน ในออสเตรเลีย

ออสเตรเลียมีสกุลเงินตราเป็นดอลลาร์  (Australian Dollar) โดยเงิน 1 ดอลล่าร์มีค่า 100 เซนต์

                อัตราการแลกเปลี่ยน 1 เหรียญ (1 ดอลลาร์) มีค่าเท่ากับ 29 บาท โดยประมาณ

ธนบัตรออสเตรเลียมีฉบับละ 100 เหรียญ (สีเขียว) 50 เหรียญ (สีเหลือง) 20 เหรียญ (สีน้ำตาล) 10 เหรียญ (สีฟ้าอมเทา) และ 5 เหรียญ (สีม่วง)

ส่วนเหรียญเงินของออสเตรเลียนั้นมีราคา 2 เหรียญ 1 เหรียญ 50 เซนต์ 20 เซนต์ 10 เซนต์ และ 5 เซนต์

 

 

ประวัติออสเตรเลีย

จัดเป็นประเทศใหม่เพราะมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาไม่ยาวนาน แต่ที่มาที่ไปของประเทศออสเตรเลียก็น่าสนใจไม่แพ้หลายๆ

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ  ทวีป “ออสเตรเลีย “ และ  “ประเทศออสเตรเลีย” มันต่างกันอย่างไร

                ทวีปออสเตรเลียอยู่ทางซีกโลกใต้  ประกอบไปด้วยประเทศออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และปาปัวนิวกินี เป็นทวีปที่มีขนาดเล็กที่สุดในโลก ประเทศออสเตรเลียนั้นเป็นส่วนหนึ่งของทวีปออสเตรเลีย และเป็นประเทศที่มีเกาะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เดิมประเทศนี้มีชาวอะบริจินส์ เคยอาศัยอยู่ นักโบราณคดีเชื่อว่าชนเผ่าพื้นเมืองเก่าแก่เผ่านี้ เป็นมนุษย์พวกแรกที่มาตั้งถิ่นฐานบนเกาะออสเตรเลีย เมื่อราว 50,000 ปีก่อน เชื่อกันว่าชาวอะบอริจินส์มีรูปร่างเล็ก ผิวดำ ผมหยิก อพยพมาจากอินโดนีเซีย และแยกย้ายกันไปตั้งรกรากอยู่ทั่วออสเตรเลีย ทุกวันนี้ลูกหลานของชาวอะบอริจินส์ก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่บนเกาะเช่นเดียวกับบรรพบุรุษ

ก่อนจะมีชื่อประทศว่า “ออสเตรเลีย” นั้นชาวยุโรปเรียกเกาะเล็กๆแห่งนี้ว่า “Terra Australis Incognita” ซึ่งหมายถึง “ดินแดนทางใต้ที่ไม่มีใครรู้จัก” ในช่วงปลายศตวรรษที่ 15 นักเดินทางชาวสเปน ลูอิส วาเอช เดอทร์เรส (Luis Vaez de Torres) เดินทางผ่านออสเตรเลีย เป็นครั้งแรก โดยเข้าเดินเรือผ่านช่องแคบทอร์เรส Torres Strait ตามการค้นพบส่วนต่างของประเทศออสเตรเลีย โดยวิลเลม เจนซ์ (Willen Jansz) กับตันเรือชาวดัตซ์ ซึ่งมาขึ้นบกที่แหลมแคปยอร์ก (Cape York Peninsul) ในรัฐควีนสแลนด์ ทางฝั่งตะวันตกของออสเตรเลีย เมื่อปี 1606 จากนั้น อาเบล ทาสมาน (Abel Tasman ) นักเดินเรือชาวดัตช์ จึงค้นพบแทสเมเนีย และนิวซีแลนด์

ชื่อ “ออสเตรเลีย” มีการพูดถึงในเอกสารของชาวตะวันตกมาหลายครั้ง แต่การเสนอของแมทธิว เฟลนเดอร์ส (Mathew Flindrs) ผู้จัดทำแผนที่ประเทศออสเตรเลียให้กับอังกฤษ ทำให้ชื่อออสเตรเลียกลายเป็นชื่ออย่างเป็นทางการ และเป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง สิ่งที่ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นประเทศที่รวมเอาคนหลากหลายมาไว้ด้วยกัน คือ การขุดพบทองคำที่รัฐวิกตอเรียในปี 1851 ชาวยุโรปจำนวนมากต่างแห่มายังออสเตรเลีย โดยหวังว่าตนเองจะเป็นผู้โชคดีบ้าง แต่ทองคำกลับไม่ได้มีมากอย่างที่คิด จากประชากรที่มีเพียงนักโทษที่ถูกปล่อยเกาะจึงเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆนอกจากนี้ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นโยบายเหยีดสีผิวในออสเตรเลียได้ยุติลง ทำให้ชาวเอเชียอพยพมาตั้งถิ่นฐานในออสเตรเลียมาขึ้นด้วย

กรุงแคนเบอร์รา (Canberra)

เมืองหลวงของออสเตรเลียทางเหนือของเขตนครหลวงแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น Man-made City เพราะเป็นเมืองใหม่ที่วางระบบผังเมืองไว้อย่างดีเยี่ยมทำให้ถนนหนทางภายในเมืองสะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และการเดินทางภายในเมืองก็ทำได้อย่างง่ายดาย แคนเบอร์รามีประชากรราว 345,000 คน เป็นเมืองที่เป็นหัวใจของการขับเคลื่อนระบบราชการของออสเตรเลีย

เมืองแคนเบอร์รา ห่างจากซิดนีย์ 300 กิโลเมตร ห่างจากเมลเบิร์น 650 กิโลเมตร แคนเบอร์ราประกอบไปด้วย อาคารที่มีสถาปัตยกรรมทันสมัย เช่น รัฐสภา (Parliament House) สถานที่ทำงานของรัฐบาลและพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ทะเลสาบกริฟฟิน (Lake Burley Griffin)

ทะเลสาบกริฟฟิน  (Lake Burley Griffin)

                ทะเลสาบแห่งนี้ตั้งชื่อตามสถาปนิกผู้ออกแบบเมือง เป็นทะเลสาบชุดกว้างตั้งอยู่ใจกลางเมือง น้ำพุ Captain Cook Memoria Water Jet น้ำพุขนาดยักษ์ที่สร้างขึ้นในโอกาสครบรอบ 200 ปี การค้นพบอีสต์โคสต์ของกัปตันเจมส์ คุก น้ำพุกลางทะเลสาบที่อาศัยแรงดันจากอุโมงค์ใต้ทะเลสาบทำให้พุ่งได้สูงถึง 147 เมตร สามารถมองเห็นได้ทุกมุมของเมือง หากต้องการชมน้ำพุแบบใกล้ชิด สามารถนั่งเรือเข้าไปชมได้ โดยน้ำพุจะมีเวลาเปิดเวลา 10.00-11.45 น. และ 14.00-15.45 น. ในฤดูร้อนจะเปิดช่วงค่ำ 19.00-21.00 น.

 อาคารรัฐสภา (Parliament House)

อาคารรัฐสภาแห่งนี้ เปรียบเสมือนตัวแทนของแคนเบอร์ราเช่นกัน อาคารแห่งนี้ตั้งอยู่บนเนินเขาแคปปิตอล (Capital Hill) ทางด้านใต้ของทะเลสาบกริฟฟิน อาคารหลังนี้สร้างขึ้นโดยคงลักษณะเด่นๆของอาคารรัฐสภาพเก่าที่กรุงเมลเบิร์นอย่างครบถ้วน โดยมีเสาธงขนาดใหญ่สูงเด่นเป็นสง่า อยู่ที่จุดศูนย์กลาง ขนาดธงเท่าสนามเทนนิส โบกสะบัดอยู่บนยอดเสา การก่อสร้างทั้งหมดใช้งบประมาณ ถึง 1.1 พันล้านเหรียญ ซึ่งถือว่าเป็นอาคารที่ใช้วบประมาณก่อสร้างแพงที่สุดในซีกโลกใต้เมื่อเทียบกับอาคารอื่นๆในยุคเดียวกัน

 

Shopping

ในแคนเบอร์รามีทั้งย่านเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ดัง เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ร้านขายของทำมือ และตลาดแนวถนนคนเดิน แหล่งช้อปปิ้งที่น่าสนใจ คือ ศูนย์การค้า มานูกา (Manuka) ซึ่งอยู่ใกล้ย่านสถานทูตและศูนย์การค้าคิงส์ตัน ร้านค้าในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ

 

 

ซิดนีย์ (Sydney)

                เมืองหลวงของนิวเซาท์เวลส์ เมืองแห่งนี้ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ เมืองแห่งนี้เป็นเสมือนหัวใจหลักของออสเตรเลีย เพราะนอกจากจะมีประชากรที่หนาแน่นที่สุดในออสเตรเลียแล้ว ยังเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการเงินที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคอีกด้วย นอกจากจะเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจแล้ว เมืองแห่งนี้ยังมีหาดทรายแสนสวยที่เราจะเห็นหนุ่มสาวสวมว่นกันแดดออกมาล่องเรือใบลอดใต้สะพานฮาร์เบอร์ (Harbour Bridge) ไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ซิดนีย์ไม่เคยหลับไหล เป็นเมืองที่มีชีวิตชีวา แฟชั่นทันสมัย เจริญด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ล้ำยุค บ้านเมืองสวยงาม ผู้คนเป็นมิตร มีบรรยากาศของความสนุกสนานและความบันเทิงมากมายสำหรับนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบ

โรงอุปรากรซิดนีย์ (Sydney Opera House)

                ถือเป็นหนึ่งในงานประติมากรรมชิ้นเอกของโลก ด้วยดีไซน์ที่ได้แรงบันดาลใจจากเปลือกหอย ทำให้ผู้คนทั้งโลกจดจำและ UNESCO ยกย่องให้เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดของโลกเมื่อปี 2007  โรงอุปรากรแห่งนี้ สร้างด้วยเงินที่ได้จากากรขายลอตเตอรี่มูลค่ามากกว่า 100 ล้านเหรียญ เมื่อสร้างเสร็จ ซิดนีย์โอเปร่าเฮาส์แห่งนี้ได้กลายมาเป็นองค์ปรกอบสำคัญที่ทำให้อ่าวซิดนีย์เป็นอ่าวที่สวยที่สุดในโลกและเป็นแลนด์มาร์กที่ชาวออสซี่ต่างภาคภูมิใจ    โรงละครแห่งนี้เปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อปี 1973 สร้างความตื่นเต้นให้กับผู้คนอย่างมาก เพราะมีทั้งโรงอุปรากร เวทีคอนเสิร์ต เวทีละคร รวมทั้งห้องจัดเลี้ยงและภัตตาคาร คาเฟ่ ที่ให้บริการและเสิร์ฟอาหารรสเลิศ บริเวณลานด้านหน้า โอเปร่าเฮาส์แห่งนี้เป็นศูนย์รวมของ ศิลปิน นักดนตรี และผู้สนใจงานศิลปะ ที่มาพักผ่อนและชมงานแสดง

ซิดนีย์ทาวเวอร์ (Sydney Tower)

สถานที่แห่งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของซิดนีย์ ชั้นบนสุดของอาคารสูง 305 เมตรเป็นจุดแรกที่จะมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นเป็นแสงแรกของวัน และเป็นจุดสุดท้ายที่จะได้เห็นพระอาทิตย์ค่อยๆลับขอบฟ้าไปจากเมืองซิดนีย์ ชั้นบนของหอแห่งนี้ มี Observation Deck ชั้นสังเกตการณ์แบบ 360 องศา ที่สู.จากพื้นดิน 250 เมตร และ Oz Trek เครื่องเล่นโมชั่นเทียเตอร์ที่จะพาผู้เล่นท่องไปทั่วออสเตรเลีย พร้อมเทคนิคพิเศษและภาพสมจริงบนจอขนาด 6 เมตร สำหรับผู้ที่ชื่นชอบในความสูงสามารถท้าทายความกล้าได้ที่ Sydney Tower Skywalk พื้นกระจกใสที่ยื่นออกไปนอกตัวอาคาร ออกแบบมาให้ใครก็ตามที่ไปยืนอยู่บนระเบียงรู้สึกราวกับเดินอยู่บนอากาศ

ซิดนีย์อะควาเรียม (Sydney Aquarium)

ซิดนีย์อะควาเรียมรวบรวมสัตว์น้ำนานาชนิดของออสเตรเลีย ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มไว้ให้ชม สามารถดูฉลามและปลาต่างๆได้จากอุโมงค์หลังคากระจกใต้ทะเล ให้ได้ชมชีวิตสัตว์ใต้ทะเลอย่างใกล้ชิดราวกับไปเดินอยู่ที่พื้นทะเลเลยทีเดียว กับทั้ง Touch Pool ให้ได้ลองสัมผัสดาวทะเลและปลาตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่เป็นอันตราย มีถังขนาดใหญ่ที่เปิดให้ชมจากด้านบน ข้างในนั้นมีโลมาและสัตว์น้ำอื่นๆที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งของออสเตรเลีย

ฮาร์เบอร์บริดจ์ (Harbour Bridge) กับทิวทัศน์บนโค้งสะพาน (Bridge Climb)

สะพานข้าวอ่าวหน้าเมืองซิดนีย์คือสัญลักษณ์เด่นอีกอย่างหนึ่งของซิดนีย์ ฮาร์เบอร์บริดจ์เป็นสะพานโครงเหล็กที่มีช่วงกลางระหว่างตอม่อสองข้างยาวที่สุดในโลก เมื่ออยู่บนสะพานจะมองเห็นโอเปร่าเฮาส์และวิวเมืองซิดนีย์ได้สวยงามที่สุดดังนั้น ถ้าใครอยากเห็นวิวเมืองซิดนีย์ที่สวยที่สุด ก็ต้องลงทุนปีไปให้ถึงกลางสะพานฮาร์เบอร์บริดจ์ 

บอนไดบีช (Bondi Beach)

ชายหาดที่มีชื่อเสียงที่สุดของซิดนีย์ ที่หนุ่มสาวชาวออสซี่ชอบมาวาดลวดลายเล่นกระดานโต้คลื่นกันในวันหยุด ในช่วงเทศกาล ที่นี่จะคลาดคล่ำไปด้วยผู้คนที่มาร่วมกันเฉลิมฉลอง งานใหญ่ริมชายหาด ไม่ว่าจะเป็นงานวันคริสต์มาส งานปาร์ตี้ฉลองปีใหม่ หรืองานฉลองชัยชนะเวลาที่ชาวออสซี่ชนะการแข่งขันกีฬา

อุทยานแห่งชาติบลูเม้าท์เท่นส์ (Blue Mountains)
     อุทยานแห่งชาติบลูเม้าท์เท่นส์ หรือ หุบเขาสีน้ำเงิน ตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย เป็นจุดชมทิวทัศน์อันสวยงามบนผืนแผ่นดินกว้างใหญ่  ซึ่งในอุทยานแห่งชาติบลูเม้าท์เท่นส์มีเขาที่ชื่อว่า เขาสามอนงค์ (THREE SISTERS) มีลักษณะเป็นภูเขาทั้ง 3 ลูกเรียงกัน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดตำนานความรักอันแสนเศร้าของยักษ์สาวอะบอริจิ้น นอกจากนี้ภายในอุทยานยังมีสถานีรถรางไฟฟ้า (KATOOMBA SCENIC RAILWAY) เพื่อนั่งรถรางไฟฟ้าที่ดัดแปลงมาจากรถขนถ่านหินในสมัยก่อน วิ่งผ่านทะลุหุบเขาอันสูงชัน และมีกระเช้า SCENIC CABLEWAY เพื่อชมความงดงามของทิวทัศน์ในมุมสูง

เทือกเขาสีน้ำเงิน (Blue Mountains)

บลูเมาเทนส์เป็นเขตวนอุทยานแห่งชาติที่ปกคลุมไปด้วยต้นกัม ต้นไม้ตระกูลยูคาลิปตัส ซึ่งมีใบสีเขียวเข้ม ไอระเหยของน้ำมันที่ออกจากใบกัมปกคลุมไปทั่วหุบเขา เมื่อมองดูไกลๆจะเห็นทิวเขาที่ปกคลุมด้วยต้นกัมกลายเป็นสีน้ำเงิน

                บลูเมาเทนส์อยู่ห่างจากซิดนีย์ไปราว 2 ชั่วโมง สามารถไปเช้าเย็นกลับได้อย่างสบายๆ  สมัยก่อนเทือกเขาแห่งนี้เป็นอุปสรรคขวางกั้นการเดินทางจากถิ่นที่อยู่ของกลุ่มอาณานิคมไปยังดินแดนส่วนอื่นมาเป็นเวลานานเพราะความสูงของเขาทำให้ผู้คนในยุคอาณานิคมหลายคนถึงกับเชื่อว่า เมื่อข้ามเทือกเขานี้ไปแล้วจะพบกับประเทศจีนหรืออียิป

รถไฟจักรไอน้ำโบราณ (PUFFING BILLY STEAM TRAIN) 
       รถไฟจักรไอน้ำโบราณ เมื่อครั้งในอดีตได้ใช้เป็นเส้นทางในการขนถ่ายลำเลียงถ่านหินระหว่างเมือง ต่อมาในปัจจุบันได้มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้น มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไป มีรถไฟฟ้าที่วิ่งได้เร็วและสะดวกกว่ามากมาย รถไฟจักรไอน้ำโบราณจึงหมดความสำคัญลง และเนื่องจากรถไฟจักรไอน้ำยังมีประสิทธิภาพที่สามารถใช้การได้อยู่ จึงได้มีการดัดแปลงให้นำมาใช้ในงานด้านการท่องเที่ยว ซึ่งก็เป็นจุดที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยวที่อยากจะมาสัมผัสรถไฟจักรไปน้ำโบราณ

 

 

 

รัฐวิกตอเรีย

เมลเบิร์น (Melbourne) มหานครแห่งสีสันและชีวิตชีวาที่เป็นแหล่งรวมของผู้คนหลากหลายทั้งคนทำงาน นักศึกษาแลกเปลี่ยนจากต่างชาติ รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่มาเยือนปีละ หลายล้านคน ก่อนหน้าที่จะมาเป็นเมลเบิร์น เมืองแห่งนี้เคยเป็นที่อาศัยของชนพื้นเมืองคูลิน (Kulin) มาก่อน ประวัติศาสตร์ของชนพื้นเมืองกลุ่มดังกล่าวสามารถสืบย้อนไปได้ถึง 40,000 ปี  ยุคที่น่าจดจำที่สุดของเมืองนี้นั่นก็คือยุคตื่นทอง ในช่วงปี 1850 มีการค้นพบทองคำในบริเวณรัฐวิคตอเรีย ทำให้มีคนแห่กันมาขุดทองเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นชาวจีนก็อพยพเข้ามาอาศัยที่นี่ หลังสงครามโลก ชาวยุโรปได้อพยพหนีสงครามเข้ามาตั้งรกรากเป็นจำนวนมากทำให้เมืองแห่งนี้มีความผสมผสานด้านวัฒนธรรมที่หลากหลาย ดังนั้นเมลเบิร์นจึงมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่สัมผัสไม่ได้จากเมืองซิดนีย์

 

สวนฟิตซรอย (Fitzroy Gardens)

สวนสาธารณะร่มรื่นที่จำลองบรรยากาศแบบสวนสวยในชนบทอังกฤษมาไว้ใจกลางกรุงเมลเบิร์น โดยฝีมือของนักจัดสวนมือดีจากสกอตแลนด์ เจมส์ ซินแคลร์ (James Sinclair) ภายในสวนยังจำลองหมู่บ้านแบบทิวดอร์ลงมาเป็นสถาปัตยกรรมจิ๋วให้นักท่องเที่ยวได้โพสท่าถ่ายรูปสวยๆกลับไปที่บ้านและตัวสวนยังประดับประดาด้วยรูปปั้นและต้นไม้ที่จัดแต่งให้เข้ากับท้องเรื่องของเทพนิยายที่มีชื่อเสียงทั่วโลก

 

บ้านกัปตันคุก ( Captain Cook’s Cottage)

บ้านของกัปตัน เจมส์ คุก ผู้ค้นพบประเทศออสเตรเลียได้ที่สวนฟิตซ์รอย พร้อมทั้งชมนิทรรศการเกี่ยวกับกัปตันคุก โดยบ้านทั้งหลังยังคงตกแต่งแบบย้อนยุค ให้เหมือนกับในช่วงเวลาที่กับตันคุกยังมีชีวิตอยู่ บ้านหลังนี้เดิมอยู่ที่เมือง Yorkshire ประเทศอังกฤษ ตัวบ้านเป็นบ้านเก่าที่สร้างขึ้นในปี 1755 การขนย้ายทำโดยรื้อออกเป็นส่วนๆส่งลงเรือมาประกอบใหม่ในสวน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานฉลองวันครบรอบร้อยปีของเมืองเมลเบิร์นเมื่อปี 1934

ตลาดนัดควีนวิกตอเรีย (Queen Victoria Market)

ตลาดแห่งนี้อยู่ตรงหัวมุมถนนฟิล(Peel Street) และถนนวิกตอเรีย เดิมเป็นตลาดขายผักและผลไม้ แต่ปัจจุบันขายทุกอย่าง มีทั้งของสด ของแห้ง และเสื้อผ้า

ไร่องุ่นลุ่มแม่น้ำยาร์รา (Yarra Valley)

ไร่องุ่นแห่งนี้อยู่ลุ่มแม่น้ำยาร์รา ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมลเบิร์น เป็นแหล่งปลูกองุ่นทำไวน์ของรัฐวิกตอเรีย และสามารถแวะชมตามรายทางกว่า 30 แห่ง

 

เกาะฟิลลิป (Phillip Island)

เกาะนี้ออยู่ห่างจากเมลเบิร์นไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราย 137 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงเพราะเป็นที่เฝ้าชมนกแพนกวินกลับรังในยามเย็น นอกจากนั้นยังมีเคาลาและแมวน้ำนานาชนิดอีกด้วย จุดชมนกเพนกวินจะอยู่ที่เขตอนุรักษ์พันธุ์เพนกวินเกาะฟิลลิป (Phillip Island Penguin Reserve) บริเวณชายหาดซัมเมอร์แลนด์ (Summerland Beach)

นอกจากเพนกวินแล้ว เกาะฟิลลิปยังมีสวนอนุรักษ์เคาล่า (Koala Conservation Centre) ให้ได้ชมเคาล่าเกาะต้นไม้ในธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และยังมีศูนย์อนุรักษณ์แมวน้ำและสัตว์ทะเล (Seal Rocks Sea Life Centre) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับที่อยู่อาศัยของแมวน้ำโดยสร้างเป็นอาคารห้องกระจกให้คนเข้าชมแมวน้ำที่อยู่ตามธรรมชาติของมันโดยไม่รบกวนพวกมันด้วย

 

รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland)

อาการของรัฐนี้อบอุ่นกว่ารัฐอื่นในประเทศ ทำให้ควีนส์แลนด์ได้ชื่อว่าเป็นซันชายน์สเตท (Sunshine State) สำหรับคนรักทะเล  เป็นที่รู้กันดีว่าชายหาดโกลด์โคสต์ (Gold Coast) ที่ยาวที่สุดในโลก และซันไซน์โคสต์ (Sunshine Coast) นั้นเป็ฯสวรรค์ของนักท่องเที่ยวที่ชอบอาบแดดและเหล่านักกีฬาทางน้ำก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังมีแนวปะการังเกรดแบร์ริเออร์รีฟในเมืองควีนส์แลนด์ซึ่งเป็นมรดกทางธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ของออสเตรเลียอีกด้วย

สวนเคาล่าโลนไพน์ (Lone Pine Koala Sanctuary)

หากมาถึงออกสเตรเลียแล้วไม่ดูเคาล่าแสนน่ารัก ก็เหมือนไม่ได้มาออสเตรเลีย นากจากจะได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน 10 สวนสัตว์ที่ดีที่สุดในโลกแล้ว สวนเคาล่าโลนไพน์เป็นแหล่งพักพิงขนาดใหญ่ของเคาล่าที่เปิดให้ชมแห่งแรกในโลก นอกจากนี้ยังมีสัตว์พื้นเมืองหลายชนิดอาศัยอยู่ในสวนแห่งนี้ และนักท่องเที่ยวสามารถถ่ายภาพคู่กับเคาล่าทามกลางบรรยากาศแบบเปิด อีกทั้งยังมีจิงโจ้และนกอีมู ให้ถ่ายภาพอีกเช่นกัน

 

เซาท์แบงก์ปาร์กแลนด์ส (South Bank Parklands)

สวนสาธารณะขนาดใหญ่ริมแม่น้ำบริสเบนแห่งนี้เคยเป็นที่จัดงานเอ็กซ์โป 1988 (EXPO’88) มาก่อน ปัจจุบันเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดฮิตและพื้นที่สีเขียวของชาวเมืองบริสเบน ในบริเวณนี้มีร้านกาแฟและภัตตาคาร มีเวทีแสดงคอนเสิร์ตกลางแจ้งและสิ่งที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง

 

 

เกรตแบร์เออร์รีฟ (Great Barrier Reef)

 แนวปะการังขนาดใหญ่ที่นักดำน้ำทั่วโลกต่างอยากเยือนสักครั้ง เพราะตลอดความยาวกว่า 2,000 เมตร นอกชายฝั่ง ควีนสแลนด์นี้ เป็นที่อยู่อาศัยของปลามากกว่า 1,500 ชนิด และมีปะการังที่ทับถมกันมานานกว่า 2 ล้านปีให้ได้ชม ซึ่งทุกวันนี้ยังมีปะการังที่ยังมีชีวิตหลากหลายพันธุ์อยู่ และมีปลาสีสันสวยงามมากมาย ตั้งแต่ปลาขนาดเล็กไปจนถึงปลาฉลามยักษ์ เกรตแบร์เออร์รีฟ เป็นแนวปะการังที่ยาวที่สุดในโลก ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2,012.5 กิโลเมตร ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติอีกแห่งหนึ่งของออสเตรเลีย

 

ศูนย์วัฒนธรรมอะบอริจินส์ (Tjapukai Aboriginal Cultural Park)

ศูนย์วัฒนธรรมอบอริจินส์เป็นสถานที่แสดงวัฒนธรรมของชาวอะบอริจินส์ที่หาดูได้ยาก การแสดง “โชว์วัฒนธรรม” ให้เห็นถึงขนบธรรมเนียม ชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมของชาวพื้นเมืองตั้งแต่เกิดจนตาย กวารเต้นรำและเพลงที่ร้องเน้นให้ชาวอะบอริจินส์ภูมิใจในเผ่าพันธุ์และชาติกำเนิดของตน เมื่อก่อนนี้อยู่ที่เมืองคูรันดา (Kuranda) ใช้ชื่อว่า ทจาปูไกแดนซ์เทียเตอร์ (Tjapukai Dance Theatre)

 

รัฐออสเตรเลียใต้ (South Australia)

อะเดเลค (Adelaide)

                เมืองหลวงและเมืองสำคัญที่สุดของรัฐออสเตรเลียใต้ เป็นเมืองที่มีศิลปวัฒนธรรมแบบยุโรปอยู่มากกว่าเมืองอื่นในออสเตรเลีย ตั้งแต่สถาปัตยกรรม อาหาร ไปจนถึงวัฒนธรรมต่างของชาวเมือง อะเดเลคเป็นเมืองที่ได้รับการวางผังเมืองอย่างดีเยี่ยม โดยนักบุกเบิกโคโลเนล ไลต์ (Colonel Light) อนุสรณ์สถานของไลต์เป็นเสาหินอ่อนอยู่ที่ ไลต์สแควร์ (Lignt Square) เมืองแห่งนี้มีแม่น้ำทอร์เรนส์ไหลผ่านกลางเมือง และมีสวนสาธารณะร่มรื่นทั้งเมือง ศูนย์กลางของเมืองอยู่ที่ถนนคิงวิลเลียม (King William Street) และวิกตอเรียสแควร์ (Victoria Square)

อะเดเลคขึ้นชื่อเรื่องการปลูกองุ่นทำไวน์ รอบๆเมืองเป็นไร่องุ่นแหล่งผลิตไวน์ชั้นดีของออสเตรเลีย เหล้าองุ่นและอาหารทะเลจากชายฝั่งของรัฐออสเตรเลียใต้ถือเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ ถึงขั้นทำให้อะเดเลคได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งอาหารทะเลและภัตตาคาร หากได้ไปเยือนอะเดเลคแล้วไม่ซื้อไวน์และน้ำองุ่นสดจากไร่ ก็เหมือนยังไม่ได้เยือนอะเดเลค

เกาะแกงการู (Kangaroo Island)

ที่นี่ที่เดียวที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสกับสิงโตทะเลที่ขึ้นมานอนอาบแดดเต็มชายหาด นกพิลิแกสีสวย และจิงโจ้ที่กระโดไปมาอย่างอิสระบนเกาะ นอกจาสัตว์พื้นเมืองแล้ว ทิวทัศน์ของเกานี้เองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน บนเกาะมีทั้งหน้าผาหินขนาดใหญ่ ป่าทับ หรือแม้กระทั้งเนินทราย

แมคลาเรนเวล (McLaren Vale)

ตำบลนี้เป็นแหล่งผลิตไวน์อีกแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของอะเดเลค ตั้งอยู่บนฟลอริเออร์เพนินซูลา (Fleurieu Peninsula) เป็นเขตชุมชนเก่า ตั้งแต่ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 ท่ามกลางธรรมชาติที่งดงาม ผู้ผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงในย่านนี้ได้แก่ บริษัทนูนส์ (Noon’s)