ทัวร์สเปน ทัวร์สเปนราคาถูก ทัวร์สเปน โปรตุเกส ทัวร์สเปน โปรตุเกสราคาถูก
ข้อมูลท่องเที่ยว
ทัวร์ยุโรป : สเปน
ทัวร์สเปน เที่ยวสเปน

ทัวร์สเปน  SPAIN

สเปนเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมแปลกกว่าเมืองอื่นๆในยุโรปค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเวลาเปิดปิดของร้านรวงและร้านอาหารจึงขอแนะนำคร่าวๆดังนี้

ฤดูท่องเที่ยว

สเปนเป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล และด้วยความเป็นประเทศทางใต้ของยุโรป จึงมีอุณหภูมิไม่หนาวจัดมากในหน้าหนาว ช่วงที่แนะนำในการท่องเที่ยวคือ

                *ปลายฤดูหนาว เข้าใบไม้ผลิ (ปลายมีนาคม-พฤษภาคม) สำหรับคนชอบหนาวที่ยังคงเหลือและโรงแรมราคาถูก

                *ฤดูร้อน (มิถุนายน-สิงหาคม) สำหรับคนชอบความร้อนของยุโรปอยากใส่ขาสั้น กระโปรงเดรส รองเท้าแตะแบบคีบ และไม่สนใจจำนวนคนที่เยอะ

*ฤดูใบไม้ร่วง-ต้นฤดูหนาว (กันยายน-พฤศจิกายน) สำหรับคนอยากเที่ยวปลายปี อากาศกำลังเย็นและโรงแรมก็ไม่แพงเช่นกัน

*ฤดูหนาว (ธันวาคม-กุมภาพันธ์) อากาศขมุกขมัว กลางวันสั้นมาก ฝนตกเฉอะแฉะ และหนาว

ความปลอดภัยในการท่องเที่ยว

1.เก็บเอกสารสำคัญในเซฟของโรงแรมทันทีที่เข้าพัก หรือหากไม่มีให้เก็บเงินส่วนมากและเอกสารดังกล่าวในกระเป๋าเข็มขัดแนบตัว (รัดหรือสะพายแนบกับตัวแล้วสวมเสื้อทับ) อย่าเก็บของมีค่าไว้ในกระเป๋าถือหรือสะพาย แต่ให้พกเงินสดจำนวนที่พอจะใช้ในการเดินเล่นแต่ละครั้งไว้ในกระเป๋ากางเกง เช่น ประมาณ 30 ยูโร สำหรับซื้อน้ำซื้อขนม

2.สังเกตและระวังคนที่มองเรา เพราะโดยปกติ คนมักสนใจเฉพาะเรื่องของตัวเอง แต่หากมีใครมาสนใจเราเป็นพิเศษ โปรดคิดในแง่ร้ายไว้ก่อนเลย

เงินตรา สกุลยูโร

วันหยุด

สเปนไม่เหมือนประเทศอื่นๆ ในยุโรปที่คนท้องถิ่นมักปรับตัวรับการท่องเที่ยวโดยเปิดร้านตลอดปี แต่ที่นี่เมื่อถึงเวลาปิดเขาก็จะปิด ไม่สนใจว่าคุณจะเดินทางข้ามโลกมาแล้วเจอร้านปิดทั้งเมืองทางที่ดีวางแผนเสียก่อนโดยอิงจากวันหยุดดังนี้

วันจันทร์-อังคาร มักเป็นวันหยุดของพิพิธภัณฑ์ในยุโรป ดังนั้นควรตรวจสอบและวางแผนการเดินทางให้ดี

สเปนเป็นประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกอย่างเข้มงวด ดังนั้นร้านค้าต่างๆและสถานที่สำคัญจึงมักหยุดในวันสำคัญทางศาสนาด้วย เช่น เทศกาลอีสเตอร์

วันหยุดของสเปนมีดังนี้

1 มกราคม (วันปีใหม่)

6 มกราคม (วันเอฟิฟานี่ Ephiphany หรือวันแห่งการกำเนิดพระเจ้า)

19 มีนาคม (วันพ่อ)

อีสเตอร์ ประมาณปลายมีนาคมหรือต้นเมษายน ต้องดูปฏิทินประจำปีอีกครั้ง

1 พฤษภาคม (วันแรงงาน)

2 พฤษภาคม (วันศาสนา Fiesta de la Comunidad de Madrid)

15 สิงหาคม (วันอัสสัมชัญ)

12 ตุลาคม (วันโคลัมบัส)

1 พฤศจิกายน (วันเทพเจ้า)

6, 8 และ 25 ธันวาคม (วันรัฐธรรมนูญ วันพระนางมารี และวันคริสต์มาส)

 

 

เวลาเปิดปิดของร้าน

เที่ยวสเปนต้องปรับตัวให้เข้ากับวิถีท้องถิ่นมากกว่าที่อื่น คนที่นี่ยังยึดถือเวลาปิดเปิดร้านแบบโบราณ คือ ปิดยาวในช่วงบ่าย ทั้งร้านอาหารและร้านค้า

ร้านค้าย่อย

จันทร์-ศุกร์ มักเปิดช่วงเช้าประมาณ 9.30-13.30 น. ปิดยาวตอนบ่าย และเปิดอีกทีประมาณ 17.00-20.00 น. หากเป็นฤดูร้อนจะเปิดนานกว่านั้น เสาร์มักเปิดครึ่งวันเช้า และปิดวันอาทิตย์ทั้งวัน แต่ห้างสรรพสินค้า หรือร้านค้าขนาดใหญ่มักไม่ปิดตอนบ่าย เสาร์เปิดทั้งวัน และเปิดอาทิตย์แรกของเดือนหรือทุกอาทิตย์ในธันวาคมจนถึงวันที่ 5 มกราคม ซึ่งทั้งหมดนี้อาจเปลี่ยนแปลงคือเปิดมากขึ้นสำหรับร้านที่อยู่ใกล้ย่านท่องเที่ยว ร้านอาหารจีนบางร้านในเมืองใหญ่เปิดตลอดทั้งวันจึงเป็นที่พึ่งได้ดี

ร้านอาหาร

อันนี้มีปัญหามากสำหรับคนเดินเล่นแล้วเกิดหิวช่วงบ่าย เพราะจะหาอะไรกินไม่ได้ ร้านอาหารที่สเปนเปิดขายกลางวัน 13.30-16.00 น. แล้วเปิดขายอีกทีตอนเย็นประมาณ 19.30-20.00 น. และเปิดยาวไปจนถึงตีสามตีสี่ ซึ่งเป็นการทานอาหารดึกเป็นวัฒนธรรมของสเปน จนมีการพูดว่า late dinner

มาดริด

Madrid

คงไม่ใช่เรื่องแปลก หากคนที่คิดจะเดินทางรวบสามประเทศยุโรปใต้แห่งคาบสมุทรไอบีเรียจะเริ่มต้นที่มาดริดก่อน เมืองหลวงของสเปนอันเป็นศูนย์รวมของหลายสิ่ง โดยเฉพาะสนามบินใหญ่ที่สามารถติดต่อกับประเทศไทย หรือประเทศในยุโรปอื่นๆเป็นจุดเริ่มต้นที่สะดวก และหากต้องการซื้อของฝากกลับบ้าน ราคาค่าครองชีพที่ต่ำกว่าของเมืองนี้ เมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆในยุโรป ก็น่าจะทำให้ขาช้อปถูกใจได้ง่ายๆ แต่ด้วยความเป็นเมืองหลวงของประเทศที่มีความหลากหลายอย่างสเปน มาดริดจึงเป็นมากกว่าจุดพักแวะ แต่เป็นเมืองหนึ่งที่ควรแวะเที่ยว ดูบ้านเมืองพิพิธภัณฑ์ได้อย่างอิ่มเอมใจอีกด้วย

 

เมืองเก่ามาดริด

การเที่ยวยุโรปส่วนมาก ก็คือการเที่ยวไปในอดีต ดังนั้นแหล่งท่องเที่ยวของเมืองต่างๆ ในทวีปนี้จึงอยู่ที่เมืองเก่า (Old Quarter) อันเป็นแหล่งรวมของอร่อยแห่งอดีตที่มักทำให้เราตื่นตาตื่นใจได้เสมอ

มาดริดอาจไม่ได้สวย หรือโรแมนติกเท่าเมืองยุโรปอื่นๆ แต่เมืองนี้มีจุดเด่นที่พิพิธภัณฑ์ชั้นนำ ตลาดอาหาร ร้านขนม ร้านทาปาส และผู้คนที่น่ารักมากๆ

เรื่องของมาดริด

ก่อนย้ายมาที่มาดริด เมืองหลวงเก่าของสเปนอยู่ที่โทเลโด (Toledo) ประมาณ 90 กิโลเมตร ทางตะวันตกเฉียงใต้ ก่อนมาเป็นเมืองหลวง มาดริดเป็นเมืองผ่านไปยังเมืองอื่นๆของสเปน และเมื่อมาตั้งรกรากนั้น เมืองนี้มีพื้นที่เพียง 9 เฮกเตอร์ และได้ชื่อมาจากธารน้ำเล็กๆอันเป็นกิ่งของแม่น้ำ Manzanares ที่ไหลผ่านเมือง ตั้งแต่เริ่มแรกเมืองนี้ปกครองโดยกษัตริย์มาตลอด จาก King Alfonzo IV ในศตวรรษที่ 11 เมื่อมาดริดเปลี่ยนจากเมืองมุสลิมมาเป็นเมืองคริสต์ มัสยิดหลายแห่งถูกปรับสร้างเป็นโบสถ์ แต่แขกมัวร์ ชาวยิว และชาวคริสต์ก็ยังสามารถอยู่ร่วมกันได้

หลังจาก King Alfonzo IV แล้ว ราชวงศ์กษัตริย์ของสเปนเปลี่ยนเป็นราชวงศ์ฮับส์บรูกส์ (Habsburg Dynasty) ต่อด้วยตระกูลบูร์บง (Houres of Bourbon) ซึ่งสมัยนี้ที่มาดริดกลายเป็นเมืองหลวงอย่างแท้จริงเพราะกษัตริย์ Philip II ย้ายวังจากโทเลโดมาอยู่ที่นี่ และทำให้มาดริดเป็นศูนย์กลางทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างแท้จริงและเป็นทางการ

ยุคทองของมาดริดเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 18 เมื่อกษัตริย์ Charles III ผู้เป็นกษัตริย์อันดับที่ 4 ของราชวงศ์บูร์บงสั่งสร้างและพัฒนาเมืองครั้งใหญ่ ตั้งแต่ถนนหนทาง จัตุรัส ไฟสว่าง ระบบกำจัดของเสีย ทางเดินและยังสร้างอนุสรณ์อีกมากมายที่ยังคงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน เช่น พระราชวังหลวง (Royal Palace) ประตูเมือง Puerta de Alcala น้ำพุ Cibeles และน้ำพุ Neptuno ที่ทำการไปรษณีย์ ถนน Paseo del Pradp และสวนพฤษชาติ

แต่ความเจริญดังกล่าวต้องสิ้นสุดลง เมื่อเกิดสงครามเพนินซูล่าขึ้นในปี ค.ศ. 1808 และสงครามกลางเมืองของสเปนเองระหว่างกลุ่มชาตินิยมและสาธารณรัฐนิยม ในปีค.ศ. 1936 ซึ่งความเห็นต่างนี้เองเป็นเชื้อเร่งการเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 และยังเป็นร่องรอยแห่งความแตกแยกของคนสเปนมาจนถึงในปัจจุบัน

เที่ยวเมืองเก่ามาดริด

 เมืองเก่ามาดริดมีที่เที่ยวน่าสนใจมากมาย แต่ขอแบ่งเป็น 2 โซนดังนี้

 

1.โซนพลาซ่ามายอร์

ไม่ว่าจะพักอยู่ในเขตไหนในมาดริดให้ขึ้นรถใต้ดินมาลงสถานี Sol อันเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งในเมืองเก่า ขึ้นบันไดมาที่นี่ปุ๊บก็จะเห็นถนนเล็กๆ อันเป็นเสมือนประตูเมืองเข้าสู่เขตเมืองเก่าทันที นอกจากจะเป็นแหล่งสถาปัตยกรรมเก่าแก่เอกลักษณ์ของเมืองแล้ว ยังเป็นแหล่งช้อปปิ้ง เพราะมีร้านค้าและห้างสรรพสินค้าแห่งเดียวของสเปน ซึ่งก็คือ “เอลคอร์ติงเกลส” (El Cortelngles) ตั้งอยู่ด้วย กิจกรรมแนะนำมีดังนี้

-เดินดูเมืองและตึกรามบ้านช่องบนถนน Calle Mayor และ Calle del Arenal ค่อยๆลัดเลาะเข้าตรอกซอกซอยเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยร้านค้าตั้งแต่ร้านขายของที่ระลึก ของสะสม จุกจิก ขนม และอาหาร โดยเฉพาะร้านทาปาสที่มีมากมายในย่านนี้

-แวะร้านขนม La Mallorquina อันเก่าแก่ หน้าร้านติดป้ายไว้ว่าตั้งขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1894 หากเดินมาจากสถานี Sol จะไม่มีวันพลาดแน่นอนเพราะร้านตั้งอยู่หน้าทางขึ้นเลย ขายขนมเบเกอรี่แบบยุโรปมากมาย เช่น ครีมโรล คุกกี้แบบต่างๆ พายกรอบ ช๊อคโกแลตทรัฟเฟิล แซนด์วิชแฮม โดนัท ฯลฯ มีเคาน์เตอรืขายน้ำให้ยืนเกาะ ร้านนี้เป็นที่พึ่งของนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะไม่ปิดช่วงบ่ายเหมือนร้านอาหารอื่นๆ

-เดินเรื่อยต่อไปจนถึง Plaza Mayor จัตุรัสเก่าแก่ขนาดใหญ่ของมาดริด สร้างสมัยศตวรรษที่ 17 เป็นแหล่งรวมร้านอาหารมากมาย แต่ราคาอาจต้องทำให้แกล้งเมินร้านน่านั่งเหล่านั้น ที่นี่ยังเหมาะแก่การเดินเนินรอบๆ ดูนักแสดงที่มักทำตัวเป็นหุ่นแปลกๆทุกวัน (เว้นวันฝนตก) หรือไม่ก็ถ่ายภาพคู่กับอนุสาวรีย์ของกษัตริย์ Philip III ที่สร้างเมื่อปี 1848 ตรงกลางจัตุรัส และนึกภาพอดีตตลาดสด สนามชนวัว และสถานที่สอบสวนและประหารผู้คนในสมัย Inquisition ของสเปนด้วย

-ตามตรอกซอกซอยรอบๆจัตุรัสยังมีร้านของสะสมเล็กๆมากมาย เช่น แสตมป์รูปนักบวช ภาพวาดศาสนาคริสต์สวยๆ

-หากหลงหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแวะไปที่สำนักงานการท่องเที่ยวที่เปิดให้บริการอยู่ ตรงจัตุรัสฝั่งถนน Calle Mayor มีแผนที่แจกและพนักงานคอยตอบคำถาม

เดินเรื่อยออกมาจากจัตุรัสท่างด้านหลัง ตรอก Calle Ciudad Rodrigo มองไปด้านซ้ายจะเห็นตลาดซานมิเกล (Mercado de San Miguel) หน้าตาเหมือนกล่องกระจกขนาดใหญ่ที่บรรจุร้านอาหารขนาดเล็กๆสไตล์ทาปาสไว้เต็ม มีร้านราว 20 ร้าน ทั้งทาปาส อาหารทะเล แฮม หอยนางรมสดๆ (เสิร์ฟคู่กับไวน์ขาวหรือแชมเปญ) เบเกอรี่ ทาร์ตไข่ ขนมปังแบบโปรตุเกส (ที่มักทำจากไข่แดงล้วนประมาณเดเยวกับทองหยิบทองหยอดบ้านเรา) ช็อกโกแลต ชีสนานาประเภท ขนมปังอบใหม่ พิซซ่าชิ้นเล็กเหมาะมือ กาแฟและเครื่องดื่มแก้หนาวทั้งหลาย เช่น ช็อกโกแลตร้อน สามารถซื้อแล้วไปนั่งทานที่โต๊ะกลางตลาด หรือยืนเกาะเคาน์เตอร์ของบางร้านได้เลย แนะนำให้ไปเร็วหน่อยเพราะคนเยอะมากๆตลอดเวลา

-แนะนำร้านอาหารทะเลหน้าตลาดที่เขียนป้ายว่า Cerveceria (ร้านเบียร์) หมายนเลขร้าน 38 ร้านนี้เสิร์ฟอาหารทะเล เช่น หอยแมลงภู่อบ กุ้งต้ม-ย่าง สตูอาหารทะเล หรือทาปาสอาหารทะเลหน้าทูน่าย่าง หน้าปลาคอดฉีก ทานกับเบียร์สด ทางสองคนสั่งสามสี่อย่างพร้อมเครื่องดื่มบิลมาประมาณ 16-20 ยูโร

-ด้านหลังตลาดมีร้านทาปาสร้านนึงเหมาะสำหรับคนชอบแฮมฮามอนของสเปน (Jamon) ที่ทำจากขาหมูดองเกลือตากลม ทานโดยการฝานบางๆออกมาทีละชิ้น ร้านนี้ขายทาปาสแบบนั้นหลายแบบ หลังร้านนี้อีกทีคือร้านขายเครื่องดื่มมีกาแฟเอสเปรสโซสุดเข้มสะใจขายเพียงช็อตละ 1 ยูโร เท่านั้น

-หากเป็นคนชอบรับประทานหอยนางรมสดคู่กับแชมเปญหรือไวน์ขาว แนะนำร้านหนึ่งตรงกลางตลาดคนต่อคิวเยอะตลอดเวลา

-ด้านหน้าตลาดมีร้านขายผลไม้ร้านหนึ่ง ที่เด่นเห็นทันทีเมื่อเดินเข้ามา ร้านนี้ขายของตามฤดูกาล วิธีซื้อคือห้ามหยิบเอง หรือห้ามบีบจับเป็นอันขาด ให้ชี้ว่าอยากทานอะไรเขาจะหยิบชั่งกิโลให้ (หน่วยการชั่ง = กิโลกรัม เหมือนบ้านเรา) ร้านนี้เหมาะมากเป็นแหล่งตุนเสบียงหากไม่อยากออกจากโรงแรมมาทานอาหารตอนกลางคืน หรือไม่อยากทานอาหารมื้อเย็นหนัก ซื้อผลไม้และขนมปังฝรั่งเศสจากร้านใกล้ๆกลับไปทานก็ได้

 

 

Mercado de San Miguel

เวลาเปิด อาทิตย์-พุธ 10.00-22.00 น. // พฤหัส-เสาร์ 10.00-02.00 น.

ทาปาส (Tapas)

                ความทุกข์ยากของมนุษย์มักเป็นต้นกำเนิดแห่งความคิดดีๆเสมอ เมื่อหลายร้อยปีก่อนที่ชาวสเปนกำลังกร่ำไวน์เคล้าอาหารว่างกันอยู่ในตอนเย็น ความที่อากาศประเทศนี้ค่อนข้างร้อนทำให้มีแมลงวันและยุงมาตอมและหล่นลงในแก้วไวน์ให้เป็นที่น่ารำคาญ เจ้าของบาร์ในเมืองเซวิลแคว้นแอนดาลูเซียทางตอนใต้ของประเทศ เลยนำอาหารชิ้นเล็กๆเช่น ชีส แฮม ขนมปัง เสิร์ฟปิดปากแก้วไวน์มาด้วย ทำให้เกิดคำที่เรียกว่า ‘tapar’ ภาษาสเปนที่แปลว่า “ปิด” เกิดขึ้น หลังจากนั้นเป็นต้นมาวัฒนธรรมทาปาร์ก็แพร่กระจายไปทั่วประเทศ

ทาปาสสามารถเป็นอาหารอะไรก็ได้ เสิร์ฟชิ้นเล็กๆและทานคู่กับเครื่องดื่ม เช่น ไวน์ เบียร์ หรือแม้กระทั่งเหล้าเชอร์รี่ โค้ก น้ำเปล่า หรือโซดา

ทุกเมืองของสเปนมีบาร์ทาปาสไว้บริการทั้งนั้น ที่มาดริดแนะนำตลาดซานมิเกล ถนน (Calle) Cava Baja และถนน (Calle) Cava Alta (ที่อยู่ขนานกันในย่านเมืองเก่า) ที่มีร้านทาปาส ร้านอาหาร และบาร์หนาแน่น

ทาปาสยอดนิยม

นอกจากบรรดาขนมปังหน้าต่างๆแล้ว แฮม ชีส และปลาแล้ว ทาปาสมักประกอบด้วย

Bacalao ปลาคอดดองเกลือแล่บางๆ เสิร์ฟบนขนมปังพร้อมมะเขือเทศ

Banderillas ของดองคละชนิดเสียบไม้ เช่น แตงกวาลูกเล็ก หัวหอม มะกอก พริก บางครั้งอาจมีแองโชวี่ด้วย

Calamares ปลาหมึกหั่นแว่นชุบแป้งทอด เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า rabas

Chorizo al vino ไส้กรอกโชริโซ่ ตุ๋นไวน์

Croquetas โครเกต์ มันฝรั่งบด ชุบเกล็ดขนมปังทอด

Gambas กุ้งผัดซอสพริกไทยอ่อน กระเทียม และพริกตุ้ม

Mejillones rellenos หอยยัดไส้รสเผ็ด บางครั้งเรียกว่า tigres

Papas Arrugdas มันฝรั่งต้มเหี่ยว คือนำไปต้มน้ำเกลือเค็มจัด แล้วย่างให้ผิวเหี่ยว เสิร์ฟพร้อมซอสโมโจ้ที่มีพริกไทยกับกระเทียมชูรส Papas con Mojo

Pulpo ปลาหมึกยักษ์เสิร์ฟในน้ำมันปรุงด้วยเกลือ

Patatas bravas มันฝรั่งทอดคลุกเครื่องเทศ

Puntillitas ปลาหมึกตัวเล็กชุบแป้งทอด เรียกอีกอย่างว่า chopitos

Queso con anchoas ชีสคาสติย่า (Castilla) หรือมังเชโก้ (Manchego) เสิร์ฟพร้อมกับแป้งแองโชวี่

Tortilla de patatas ไข่เจียวสเปน ใส่มันฝรั่ง หัวหอมใหญ่ ผักและไส้กรอกโชริโซ่ เรียกว่า frittata หรือ Tortilla paisana ก็ได้

Zamburinas หอยเชลล์เสิร์ฟซอสที่ทำมาจากมะเขือเทศ อาหารดังของแคว้นกาลิเซีย

-ออกจากจัตุรัสมายอร์ ให้เดินเรื่อยมาถึง Plaza de la Paja Anglona เล็กๆน่ารักมีกำแพงล้อมรอบ มีจุดเด่นคือต้นทับทิมและต้นแอลมอนด์ แวะนั่งเล่นพร้อมเครื่องดื่มเก๋ๆหรือจะทานอาหารจานโตก็ได้ทันที

Delic café and bar

Costanilla de San Andres, 14

T : 34-91-346-5450

www.deliccafe.com

ร้านทันสมัยแต่งเก๋มาก ด้านนอกเป็นที่นั่งใต้ต้นไม้ และมีมุมโรแมนติกด้านใน แถวนี้มีพิพิธภัณฑ์เก๋ๆคือ Museo de los Orgenes, Casa de San Isidro ZPlaza de San Andres, 2; T: 34-91-366-7415) แสดงแผ่นกระเบื้องโมเสกเก่าแก่ตั้งแต่สมัยโรมัน

 

San Francisco el Grande Basilica

Plaza de San Francisco ;

T : 34-365-3800

เปิด อังคาร-ศุกร์ 11.00-12.00ม 16.00-18.30 น.

เสาร์ 11.00-12.00

ค่าเข้าชม คนละ 3 ยูโรรวมไกด์ทัวร์วันอาทิตย์เข้าฟรีในเวลาสวดมิสซา

โบสถ์นี้มีโดมขนาดใหญ่กว่าโบสถ์เซนต์ปอลในกรุงลอนดอน และมีจุดเด่นคือภาพวาดชื่อ San Bernardino de Siena ที่โกย่าวาดไว้เป็นผลงานแรกๆของชีวิตในกรุงมาดริด และภาพวาดชิ้นอื่นๆของศิลปินเอกเช่น Zurbaran และ Velazquez

พระราชวังหลวง (Palacio Real) พระราชวังหลวงของพระมหากษัตริย์ของสเปนสมัยเผด็จการ เป็นตึกใหญ่ที่สุดในยุโรปตะวันตก ปัจจุบันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวและจัดงานพิธีใหญ่ๆของชาติ ภายในห้ามถ่ายภาพ พระราชวังแห่งนี้สร้างในพื้นที่มัสยิดเก่าสมัยปี 1734 และใช้เวลากว่า 25 ปีถึงจะสร้างเสร็จ มีห้องทั้งหมด 2,800 ห้อง แต่เปิดให้ชมเพียง 50 ห้อง โชว์ของเก่าทรัพย์สมบัติต่างๆของราชวงศ์ เช่น ภาพวาดของศิลปินเอก เครื่องแก้ว พรม เครื่องกระเบื้อง นาฬิกา เฟอร์นิเจอร์ และการตกแต่งห้องแบบต่างๆโดยใช้วัสดุจากต่างประเทศ เช่น โต๊ะที่ทำจากแผ่นหินเล็กๆมาเรียงต่อกัน เป็นภาพที่ดูเหมือนภาพวาด

เปิด จันทร์-เสาร์ 09.30-17.00 น. อาทิตย์-วันหยุดอื่นๆ 9.00-14.00 น.

ค่าเข้าชม คนละ 8 ยูโร (ไม่มีไกด์) หรือ 10 ยูโร (มีไกด์)

www.patrimonionacional.es

2.โซนพิพิธภัณฑ์พราโด

พิพิธภัณฑ์พราโด เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เป็นที่สะสมผลงานของศิลปินเอกชาวสเปนตั้งแต่ศตวรรษที่ 11-18 ไว้ได้อย่างครบถ้วน เช่น EI Greco, Velazquez, Goya, Bosch, Tiziano, Van Dyck และ Rembrandt

แนะนำให้หยิบแผนผังพิพิธภัณฑ์ เพื่อเลือกดูภาพสำคัญๆ อาทิ

ภาพ Las Meninas ของ Diego Velazquez ภาพดังที่สุดของเดียโก เบลัซเกซ และเป็นภาพเด็ดของพิพิธภัณฑ์พราโด เทียบได้กับภาพโมนาลิซ่าของพิพิธภัณฑ์ลูฟว์ ในปารีส

ภาพอื่นๆ ที่ไม่ควรพลาด ได้แก่ ภาพวาดแบบเวนิสของ Titian (Tiziano) ที่พิพิธภัณฑ์เพิ่งได้มาถึง 35 ภาพ แสดงโชว์ในห้องจัดแสดงใหม่

ภาพ “Death of the Virgin” โดย Andrea Mantegna ประมาณปีค.ศ. 1462 ในห้อง 56B ที่อยู่ชั้นล่าง ล้อมรอบด้วยภาพของ Raphael, Fra Angelio และ Botticelli เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการชมภาพวาดแบบเรอเนสซองส์อิตาเลียนของพิพิธภัณฑ์นี้

ภาพวาดของศิลปินชาว Flemish (ยุโรปเหนือ) เป็นที่ชื่นชอบของกษัตริย์สเปนในอดีตมาก ภาพเด็ด ได้แก่ “Desccent From the Cross” ของ Rogier van der Weyden ในห้อง 58 อันมีจุดเด่นที่ความละเอียดของภาพ เช่น ความใสของน้ำตาที่กำลังไหลรินลงแก้ม สีหน้าที่แสดงความเศร้า

ภาพวาด “The Garden of Earthly Delights” ของ Hieronymous Bosch ศิลปินชาวดัชต์ ในห้อง 56 จากนั้นให้ขึ้นไปชั้นบนเพื่อดูภาพวาดของ Jose de Ribera และ Bartolome Esteban Murillo ศิลปินยุคทองของสเปน

แต่ที่พลาดไม่ได้เลย คือภาพวาดของ Velazquez ผู้เป็นจิตรกรเอกในวังของพระเจ้าฟิลิปที่ 4 (Philip IV) เขาได้วาดภาพราชวงศ์นายทหารคนสำคัญ และแน่นอนบรรดาศิลปินเอกท่าอื่นๆที่ได้กล่าวไว้แล้วตั้งแต่แรก

พิพิธภัณฑ์พราโด

เปิด วันอังคาร-อาทิตย์ 9.00-20.00 น. (ปิดวันจันทร์, 1 มกราคม, Good Friday (วันที่พระเยซูสิ้นพระชนม์เป็นวันศุกร์ก่อนหน้าวันอีสเตอร์ ที่มักเป็นวันอาทิตย์), 1 พฤษภาคม และ 25 ธันวาคม)

และปิดเร็วในวันที่ 6 มกราคม 24 ธันวาคม และ 31 ธันวาคม เวลา 9.00-14.00 น.

ตั๋ว คนละ 8 ยูโร (ซื้อล่วงหน้าออนไลน์ คนละ 7 ยูโร เข้าฟรีหลัง 6 โมงเย็นของวันที่เปิดทำการ) ด้านล่างมีคาเฟ่ ร้านอาหารของพิพิธภัณฑ์เปิดใหม่ นั่งพักดื่มเอสเปรสโซ่นม (cortado) ได้เลย

ออกมาจากพราโด หากยังไม่เมื่อย แนะนำให้แวะที่ Parque del Buen Retiro (Plaza de Murillo, 2; T: 34-91-420-3017; www.rjb.csic.es) สวนสาธารณะขนาดยักษ์ 350 เอเคอร์ อยู่ติดกับพิพิธภัณฑ์ มีต้นไม้มากกว่า 5,000 สายพันธุ์ และหลายต้นมีอายุเก่าแก่หลายร้อยปี เหมาะสำหรับเดินเล่นวันอากาศดีๆ ค่าเข้าเพียง 2 ยูโร

ถ้าชอบงานศิลปะสมัยใหม่ แนะนำอย่างแรงให้ไปเยีย่มชมพิพิธภัณฑ์โซเฟีย (Centro de Arte Reina Sofia) ที่เต็มไปด้วยงานล้ำๆแปลกตา น่าดู เปรียบได้กับพิพิธภัณฑ์เททโมเดิร์นของลอนดอน ทำให้สดชื่นมีชีวิตชีวา แสดงภาพวาดผลงานศิลปินดังของสเปนหลายคน เช่น Picasso, Miro, Solana, และ Dali ตัวพิพิธภัณฑ์สร้างในโรงพยาบาลเก่าสมัยศตวรรษที่ 18 (ปิดวันอังคาร เปิดวันจันทร์-เสาร์ 10.0-21.00 น. ค่าเข้าคนละ 6 ยูโร เข้าฟรีทุกวันอาทิตย์ 10.00-14.30 น. วันจันทร์ พุธ พฤหัสฯ ศุกร์ 19.00-21.00 น. วันเสาร์ 14.30-21.00 น. และวันหยุดใหญ่ๆตรวจสอบได้ที่ www.museoreinasofia.es)

-ในพิพิธภัณฑ์โซเฟีย มีร้านอาหารชื่อ Arola’s (ของเชฟ Sergi Arola) เสิร์ฟอาหารอร่อย โดยไม่ต้องซื้อตั๋วเข้าพิพิธภัณฑ์ และมีห้องสมุดศิลปะบรรยากาศเก๋เหมาะสำหรับเข้าไปอ่านหนังสือ เข้าฟรีเช่นกัน มีอินเตอร์เน็ต WiFi ฟรีด้วย (ปิดวันอังคารตามพิพิธภัณฑ์)

-ถนน Paseo del Prado หน้าพิพิธภัณฑ์พราโด ถนนเดินเล่น ถ่ายรูปได้สวย สามารถเห็นสัญลักษณ์ของเมืองทั้งหมดคือ ประตูเมือง Puerta de Alcala น้ำพุ Cibeles น้ำพุ Neptuno และที่ทำการไปรษณีย์ ฯลฯ

ร้านอาหารอื่นๆในมาดริดที่ได้รับการแนะนำมีดังนี้

La Gastroteca de Santiago

Plaza de Santiago, 1

T: 34-91-548-0707

www.lagastrotecadesantiago.es

พ่อครัวผู้เป็นเจ้าของร้าน นายฮวน คาร์ลอส เปลี่ยนเมนูทุกวัน ทำอาหารแบบกาลิเซียให้ทาน เช่น หางหมูดอง ลอบสเตอร์ย่าง (ราคา $$$)

 

El Molleete

Calle de la Bola, 4

T: 34-91-547-7820

ร้านที่ต้องจอง เพราะเล็กและคนเยอะ อาหารเด็ดได้แก่ Mollet (ขนมปังทอด) โครเกต์บลูชีสกอร์กอนโซล่า (Croquette with creamy Gorgonzola) และ Huevos Rotos ไข่ดาวเสิร์ฟกับโชริโซและมันฝรั่ง (ราคา $$)

Café Central

Plaza del ngel, 10

T: 34-91-369-3226

www.cafecentralmadrid.com

ตกแต่งแบบอาร์ตเดโค เหมาะสำหรับคนชอบดนตรี มีแสดงสดแบบเพลงบลูส์และแจ๊ส เปิดถึงตีสาม (ราคา $$)

Fernando del Diego’s

Calle de la Reina, 12

T: 34-91-523-3106

บาร์ที่ขึ้นชื่อว่าเครื่องดื่มเด็ดที่สุดในเมืองแห่งหนึ่ง ขอให้ลอง Diego (วอสก้าผสมบรั่นดีแอปปริคอต) (ราคา $$)

 

 

 

 

โรงแรมแนะนำ

The room Mate

มีสี่สาขาในมาดริด ทั้งหมดอยู่กลางใจเมือง ห้องสวยสะอาดทันสมัย ราคาเริ่มต้นที่ 99 ยูโร (ห้องคู่) พร้อมอาหารเช้า อินเตอร์เน็ต WiFi ฟรีตลอดตึก

www.room-matehotels.com

Softguides Madrid

เป็นเว็บที่รวบรวมห้องพักหลายประเภทที่มาดริด ตั้งแต่ยูธโฮสเทล เกสต์เฮาท์ไปถึงโรงแรมหรู และอพาร์ทเมนนต์สำหรับอยู่นานๆเฉลี่ยแล้วราคาถูกกว่าพักโรงแรม

www.softguides.com/madrid_guide/accommodation

 

การเดินทางในมาดริด

หากพักอยู่ในเขตเมืองเก่า วิธีเดินทางที่ดีที่สุดคือการเดิน แต่ถ้าอยู่ห่างออกไป รถไฟใต้ดินที่มีเครือข่ายกว้างขวางของมาดริดเป็นการเลือกที่ดีและถูก ราคาตั๋วเที่ยวละ 1 ยูโร สามารถซื้อยกแพค 10 ใบได้หากคิดแล้วว่าใช้จนหมด (ราคาเท่าซื้อทีละใบแต่สะดวกตรงไม่ต้องไปรอซื้อทุกครั้ง)

Madrid Card บัตรท่องเที่ยวราคาเริ่มต้นที่ 48 ยูโรต่อวัน รวมค่าเข้าพิพิธภัณฑ์หลักต่างๆ การนั่งรถบัสเที่ยวชมเมืองงและอื่นๆ รายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.madridcard.com แนะนำว่าเหมาะกับคนที่ต้องการเที่ยวพิพิธภัณฑ์หลายแห่งนั้น เพราะเมื่อคำนวณดูดีๆจะเห็นว่าเราไม่สามารถเที่ยวได้ครบจนคุ้มค่า หรือหากจะคุ้มค่าก็ต้องเหนื่อยมากๆทางที่ดีค่อยๆเที่ยวดีกว่า

 

 

 

 

โทเลโด

TOLEDO

อดีตเมืองหลวงของสเปน อยู่ห่างจากมาดริดไปทางตะวันตกเฉียงใต้เพียง 90 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถไฟฟ้าได้สะดวก เป็นเมืองเก่าที่ไม่เคยเปลี่ยนรูปโฉมเลยตั้งแต่มีการย้ายเมืองหลวงมาที่มาดริด ยังคงมีกำแพงล้อมรอบและตั้งอยู่ริมแม่น้ำทากัส (Tagus) ที่ทำหน้าที่เสมือนกำแพงเมือง จนเมืองนี้ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกของยูเนสโกในปี 1986

โทเลโดเป็นเมืองที่มีชื่อเสียงด้านฝีมือการทำเครื่องเหล็ก การตีเหล็กตั้งแต่สมัยโรมันโบราณ ปัจจุบันจึงยังมีร้านขายเครื่องเหล็กต่างๆอาทิ มีด กรรไกร เครื่องประดับเหล็กลงทอง หรือเหล็กแกะสลัก อย่างกล่องใส่เครื่องประดับ เหรียญ และตุ้มหู จุดเด่นของโทเลโดอีกอย่างคือโบสถ์ประจำเมืองเก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 13 เป็นโบสถ์ต้นแบบสถาปัตยกรรมโกธิคที่อยู่กลางเมือง โบสถ์แห่งนี้มีสะพานเชื่อมไปยังบ้านของอาร์ชบิชอปที่อยู่ติดกันด้วย

ซาลามังก้า

SALAMANCA

ซาลามังก้า อดีตเมืองหลวงอีกแห่งของจังหวัดซาลามังก้าในแคว้นคาสทิลแอนด์ลิออง (Castile and Leon) ที่เมืองเก่ามีความเก่าแก่และได้เป็นมรดกโลกยูเนสโกด้วยเช่นกัน ห่างจากมาดริดไปทางตะวันตกประมาณ 200 กิโลเมตร และห่างจากชายแดนโปรตุเกสเพียง 80 กิโลเมตร ทำให้เมืองนี้เป็นเมืองแวะที่สะดวกก่อนเดินทางข้ามไปโปรตุเกส

เมืองเก่าของซาลามังก้ายังคงเป็นรูปแบบเดิมของสเปน มีพลาซ่ามายอร์ (Plaza Mayor) เป็นจัตุรัสกลางของเมืองที่เก่าแก่สมัยศตวรรษที่ 18 ตึกรามบ้านช่องของที่นี่เป็นสีเหลือง เนื่องจากก่อสร้างด้วยหินทรายจนเป็นสีเหลืองทองอร่ามทั้งเมือง ถูกเรียกอีกชื่อว่า “เมืองทองคำ”

ปัจจุบันซาลามังก้าเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ พื้นที่เมืองเก่าถูกแยกออกเป็นส่วนต่างๆผ่านถนนเส้นเล็กๆที่กระจายตัวออกไปทุกด้านของจัตุรัส มีทั้งโบสถ์เก่า ที่สร้างตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 12 ในรูปแบบโรมันโกธิค และโบสถ์ใหม่ ที่สร้างสมัยศตวรรษที่ 16 ในรูปแบบโกธิคและบาโรก

นอกจากนี้ ซาลามังก้ายังมีมหาวิทยาลัยเก่าแก่ ที่ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ. 1218 และโดเด่นเรื่องกฎหมายเป็นพิเศษทำให้นักศึกษาเก่งๆจากหลายประเทศในยุโรปต้องมาเรียนกฎหมายที่นี่ เมืองนี้มีแม่น้ำเล็กๆชื่อทอร์เมส (Tormes) ไหลผ่าน ทำให้บรรยากาศดีน่าเดินเล่น

แอนดาลูเซีย

ANDALUCIA

แอนดาลูเซีย เป็นชื่อเรียกรวมๆของสเปนตอนใต้ที่เคยเป็นดินแดนของแขกมัวร์เมื่อพันกว่าปีก่อน ซึ่งยังมีร่องรอยความเป็นอยู่และสถาปัตยกรรมของแขกมัวร์ให้ได้เยี่ยมชม ประกอบด้วย 8 จังหวัดคือ Huelva, Sevilla, Cadiz, Cordoba, Malaga, Jaen, Granada และ Almeria ซึ่งหลากหลายด้วย เป็นเมืองติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นเมืองป้อมปราการหลักที่มีบทบาทสำคัญในสงครามในอดีต

แอนดาลูเซียเริ่มมีความโดดเด่นเมื่อแขกมัวร์เข้ามาบุกยึดได้ในปีค.ศ. 711 “แขกมัวร์” คือคำเรียกรวมๆของคนท้องถิ่นจากแอฟริกาเหนือที่อยู่ฝั่งตรงข้ามคาบสมุทรไอบีเรียและมาบุกยึดยุโรป ซึ่งทำให้พื้นที่ของสเปนตรงนี้ (และพื้นที่อื่นๆในคาบสมุทร) เป็นของแขกมัวร์เป็นเวลาถึง 700 ปี (ค.ศ. 711-1492) ชื่อของแอนดาลูเซียก็มาจากคำว่า Al-Andalus ในภาษามัสร์นั่นเอง

อาณาจักรของอิสลามแผ่ขยายอาณาเขตไปมากในช่วงศตวรรษที่ 7 โดยข้ามตะวันออกกลางเลยมาถึงแอฟริกาเหนือและเข้าสู่โมร๊อกโกในปี 701 ถัดมาไม่ถึง 10 ปี พ่อเมืองชาวโมร๊อกโกคนหนึ่งนามว่า Tarif ก็ข้ามมาอีกฝั่งของคาบสมุทรตรงที่ปัจจุบันกลายเป็นท่าเรือใหญ่เรียกว่า Tarifa ตามชื่อของเขาเพื่อยึดตีตอนใต้ของสเปนที่เคยเป็นของแขกมัวร์นี้ว่าแอนดาลูเซียไปที่เมือง Cordoba และในปี 929 อาณาจักรมัวร์ก็ยิ่งใหญ่มากจนกินพื้นที่ตั้งแต่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจนถึงภูเขาพิเรเนส (The Pyrenees) ซึ่งปัจจุบันเป็นเขตกั้นระหว่างฝรั่งเศสและสเปนเลยทีเดียว

สถาปัตยกรรมเด่นๆของแขกมัวร์ที่ยังหลงเหลือให้เห็นในยุคนี้ได้แก่

-หอ Giralda ของเมืองเซวิล

-พระราชวัง Alcazar ของเมืองเซวิล

-พระราชวัง Alhambra ของเมืองกรานาด้า

The Reconquista

มาเที่ยวสเปน ไกด์หลายคนพูดเหมือนกันว่า เรื่องราวของสเปนก็คือเรื่องราวของการยึดคืน (The Reconquista) ซึ่งเกิดขึ้นในมัยปีค.ศ. 1213-1492 อันหมายถึงการยึดดินแดนคืนมาจากแขกมัวร์และการยกเลิกศาสนาอิสลาม ยิว และบังคับให้ผู้คนหันมานับถือศาสนาคริสต์ ซึ่งกองทัพสเปนชาวคริสต์ร่วมมือกัน ทั้งฝรั่งเศส และอังกฤษ ค่อยๆตีเมืองแขกมัวร์จากภาคเหนือให้ร่นถอยลงมาทางใต้เรื่อยๆ จนเมืองสุดท้ายที่ตีได้คือเมืองกรานาด้า ที่ราชวงศ์นาสริด (Nasrid) เป็นราชวงศ์แขกมัวร์สุดท้ายที่ปกครองพื้นดินในยุโรป และพระราชวังอัลฮัมบราที่เป็นพระราชวังแขกมัวร์อันสวยวิจิตรเป็นขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมมุสลิมที่ชาวสเปนยังคงใช้หากินกับการท่องเที่ยวจนถึงปัจจุบัน

เซวิล / เซบิยา

SEVILLE / SEVILLA

นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เริ่มต้นการเที่ยวแคว้นแอนดาลูเซียกันที่เมืองเซวิล หรือเซบิยา อดีตเมืองหลวงของอาณาจักรมัวร์ในสมัยแรกๆ และเป็นเมืองสำคัญและใหญ่ที่สุดสมัยที่สเปนยึดครองทวีปอเมริกา ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสค้นพบทวีปอเมริกาในปีค.ศ. 1492 ทำให้สเปนสามารถยึดทวีปอเมริกาได้ทั้งหมด มีการค้าขายทาส ขุดทอง จนถึงต้นศตวรรษที่ 19 ที่มีสงครามอิสรภาพที่คนอเมริกาสามารถต่อสู้เพื่อยึดดินแดนของตนเองกลับมาได้ ทำให้พื้นที่สเปนในทวีปนี้เหลือเพียงคิวบา และเปอร์โตริโก้เท่านั้น และแม้ตัวจะไป แต่วัฒนธรรมโดยเฉพาะภาษาสเปนยังคงหลงเหลืออยู่ ภาษาสเปนเป็นอีกภาษาหลักของชาวอเมริกันโดยเฉพาะตอนใต้ เช่น แคลิฟอร์เนียใต้ ฟลอริดา

ปัจจุบันเมืองเซวิลเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้นๆของสเปน แต่เป็นเมืองที่คนตกงานมากที่สุดด้วย อัตราการว่างงานของสเปนใต้สูงมากทำให้เมืองเหล่านี้มีอาชญากรรมสูงด้วยเช่นกัน

เมืองเก่าเซวิล

-ฤดูใบไม้ผลิ ราวเดือนมีนาคม เป็นช่วงที่อากาศเริ่มอุ่นขึ้นเล็กน้อย ต้นส้มเซวิล หรือ Bitter Orange ที่โด่งดังจะออกดอกทำให้ทั้งเมืองหอมกรุ่น นิยมนำดอกไปสกัดเป็นน้ำหอม ส่วนผลที่รสชาติขมนั้นนำไปทำแยม (Marmalade) น้ำหอมกลิ่นดอกส้มของเซวิลมีชื่อว่า  Aqua de Seville กลิ่นหอมฉุนรุนแรงเหมาะกับผู้ใหญ่ สามารถหาซื้อได้ในย่าน Santa Cruz และร้านขายของที่ระลึกในเมือง

-เซวิลเป็นเมืองใหญ่ แต่จุดท่องเที่ยวใหญ่ๆที่สำคัญมีเพียง 3-4 ย่าน สามารถใช้เวลาประมาณ 2 วัน

-Santa Cruz ย่านที่อยู่ของชาวยิวเก่า เหมาะไปเดินเล่น ทานข้าว ดื่มกาแฟหรือชาในยามบ่าย

มหาวิหารเซวิล

(The Seville Cathedral)

ค่าเข้า 7.50 ยูโร (เด็กอายุต่ำกว่า 16 เข้าฟรี)

เปิด ทุกวัน 11.00-17.00 น. // อาทิตย์ 14.30-18.00 น.

พิธิมิสซาวันอาทิตย์ 08.30, 10.00 , 12.00, 13.00, 17.00 และ 18.00 น.

จุดแด่นของโบสถ์กลางเมือง คือความใหญ่ ความเก่า และหอระฆังสูงที่ชื่อจิรัลด้า (Giralda) อันเป็นสัญลักษณ์ของเมือง โบสถ์ตั้งอยู่ใจกลางเมืองตรงข้ามกับพระราชวังเก่าอัลคาซาร์ (Alcazar)

โบสถ์ขนาดใหญ่มหึมานี้สร้างมาจากมัสยิดเก่าของแขกมัวร์และเป็นตัวอย่างการผสมผสานวัฒนธรรมของชาวมุสลิมและชาวคริสต์ที่เป็นเอกลักษณ์เด่นของสถาปัตยกรรมที่ทำให้คนจากทั่วโลกนิยมเข้ามาเยี่ยมชม ทางเข้าโบสถ์เป็นลานต้นส้มโบราณที่ชำระล้างร่างกายสำหรับชาวมุสลิมก่อนเข้าไปในมัสยิด กำแพงรอบลานเป็นของเก่าแก่สมัยแขกมัวร์

เพดานด้านในสูงมาก โดยเฉพาะจุดกลางทางเดินถึงเพดานนั้นสูงถึง 43 เมตร มีแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่สุดในโลกถึง 37 เมตร ด้านข้างเป็นห้องสวดมนต์เล็กๆ เรียกกันตามด้านยาวของโบสถ์ คนชอบดูภาพวาดแนะนำให้ไปดูที่ห้องสวดมนต์ชื่อ Sacristia de los Calices เป็นผลงานของโกย่า (Goya) ชื่อ Saints Justa and Rufina จุดเด่นอื่นๆในโบสถ์ ได้แก่

-แท่นบูชาหลัก (Capilla Mayor) ทำด้วยไม้แกะสลักลงทอง ที่แสดงฉากสำคัญในพระคัมภีร์ได้อย่างสวยวิจิตร เป็นมหัศจรรย์อย่างหนึ่งของโลกศาสนาคริสต์ สร้างขึ้นในปี 1482

-แท่นออแกนยักษ์ อยู่ตรงข้ามแท่นบูชาที่อลังการงานสร้างพอกัน

-ที่ฝังศพของคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส อยู่ด้านขวาของแท่นบูชาเชื่อกันว่าเขาถูกฝังที่นี่หลังจากการเสียชีวิตในปี 1506 และศพถูกย้ายไปมาหลายครั้ง อีกที่หนึ่งที่คิดว่าเขาถูกฝังอยู่ก็คือ ประเทศโดมินิกัน รีพับบลิค

-เข้าชมสมบัติล้ำค่าในห้อง Treasure Room ก่อนออก เช่น พรมโบราณ มงกุฎ

หอจิรัลด้า

(The Giralda)

ค่าเข้า 7.50 ยูโร (เด็กอายุต่ำกว่า 16 เข้าฟรี)

เปิด ทุกวัน 11.00-17.00 น. // อาทิตย์ 14.30-18.00 น.

หอสุเหร่าโบราณสมัยปี 1198 ที่ชาวมัวร์สร้างขึ้นเพื่อให้เป็นหอสุเหร่าในยุโรปที่ยิ่งใหญ่ประมาณเดียวกันกับหอสุเหร่าในเมืองราบัตและมาราเกชในแอฟริกาเหนือ หอนี้ถล่มเมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในศตวรรษที่ 13 และเมื่อชาวคริสต์ยึดครองเมืองได้จึงสร้างขึ้นมาใหม่โดยใช้โครงสร้างเดิมแต่เปลี่ยนสัญลักษณ์บยอดที่เป็นทรงกลมให้เป็นทรงแหลมและติดด้วยกังหันชี้ทิศทางลม

หอสูง 93 เมตร แต่บันไดไม่ชันมากทำให้สามารถเดินขึ้นได้อย่างสบาย ว่ากันว่าทางขึ้นนี้ถูกออกแบบเป็นพิเศษสำหรับให้เจ้าหน้าที่ที่ต้องทำหน้าที่ประกาศเวลาทำละหมาดวันละห้ารอบสามารถขี่ม้าขึ้นไปได้อย่างสะดวก แน่นอนว่าคนที่ขึ้นไปจะสามารถมองดูวิวของเมืองได้อย่างจุใจ

พระราชวังอัลคาซาร์

(The Alcazar)

ค่าเข้า 7.50 ยูโร

เปิด อังคาร-เสาร์ 09.30-17.00 น.

(หน้าหนาว เดือนตุลาคม-มีนาคม)

หรือ19.00 น. (หน้าร้อน เดือนเมษายน-กันยายน)

อาทิตย์และวันหยุดราชการ 09.30-17.00 น.

ตรงข้ามโบสถ์ประจำเมืองคือพระราชวังเก่าของกษัตริย์เพโดรที่ 1 (Pedro I The Cruel) ที่กลับใช้พระราชวังเก่าของแขกมัวร์เป็นที่อยู่อาศัย และได้ทำนุบำรุงรักษาใหม่จนที่นี่กลายเป็นตัวอย่างสถาปัตยกรรมของแขกมัวร์ที่ดีที่สุดในสเปนรองมาจากพระราชวังอัลฮัมบราอันยิ่งใหญ่แห่งเมืองกรานาด้า

ลวดลายปูนปั้นอันวิจิตรแปลกตา การปูกระเบื้องชิ้นเล็กชิ้นน้อยหลากสี บนกำแพง เพดานทรงโค้ง สระน้ำกลางสนาม น้ำพุ เป็นของแปลกตาสำหรับนักท่องยุโรปทุกคน ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจที่จะเห็นคิวยาวตรงทางเข้าตลอดเวลา ให้สังเกตดูว่าคนที่กำลังเข้าคิวอยู่นั้นมาเป็นกลุ่มหรือเปล่า เพราะหากไปเพียงสาองสามคน สามารถเข้าได้อีกช่องทางหนึ่งซึ่งคนไม่แน่นมาก

พระราชวังมีรูปแบบมาตรฐานของพระราชวังมุสลิม โดยแบ่งเป็นส่วนนอกและส่วนใน เป็นห้องๆให้เดินชมได้ มีป้ายติดบอกรายละเอียดหรือจะซื้อไกด์มือถือฟังระหว่างทางก็ได้ ราคาประมาณ 3 ยูโรต่อคน ห้องที่งามเด่นเป็นพิเศษมีดังนี้

-Salon de Embajadores หอรับเอกอัครราชทูต โดเด่นด้วยการตกแต่งที่วิจิตร โปรดแหงนหน้ามองโดมด้านบนเมื่อเข้าห้องมา โดมเคลือบทอง แดง เขียว ฟ้า และประดับด้วยลายหินย้อยด้านข้างที่แต่งได้สวยงามมาก

-ขาออกจะเห็นสระน้ำในสวนสวยที่เคยเป็นที่พักผ่อนของกษัตริย์ พระราชวงศ์และผู้ติดตาม จะเห็นศิลปะมัวร์ผสมผสานกับอิทธิพลอิตาเลียน มีน้ำพุ สายธารน้ำ และลายปูนปั้นต่างๆว่ากันว่าเป็นสวนที่สวยงามสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของสเปนอีกด้วย

เดินเล่นและทานข้าวย่านซานตาครูซ

(Barrio de Santa Cruz)

ย่านซานตาครูซ เป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวยิวสมัยก่อน ปัจจุบันเป็นแหล่งเดินเล่น กินข้าว หรือนั่งพักผ่อนกับเครื่องดื่มยามเมื่อย ขอเตือนว่าแม้เซวิลเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของสเปน แต่ร้านค้า ร้านอาหารทั้งหลายยังพักผ่อนตอนบ่ายหลายชั่วโมงเหมือนเดิม ดังนั้นหากทานอาหารเที่ยงไม่ทันบ่ายโมง ก็ต้องรออีกทีอย่างน้อย 18.30 น. ร้านจึงจะเริ่มเปิดอีกครั้ง

กรานาด้า

GRANADA

เมืองแขกมัวร์เมืองสุดท้ายที่หลงเหลือในแอนดาลูเซีย ขณะเมืองอื่นๆถูกชาวคริสต์ค่อยๆตียึดคืนไปได้ในช่วงการยึดคืน (The Reconquista) ซึ่งเริ่มเมื่อปีค.ศ. 1214 โดยกษัตริย์ชาวมัวร์องค์สุดท้ายเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์นาสริด (Nasrid) ที่ต้องยอมยกแผ่นดินให้กษัตริย์สเปนในปี 1492 อันเป็นปีสุดท้ายของการยึดคืน สาเหตุของการสูญเสียอำนาจครั้งนี้เกิดขึ้นเพราะคนในราชวงศ์ทะเลาะกันเอง ต่างแย่งชิงอำนาจกันไปมา จนในที่สุดต้องสูญเสียดินแดนที่เคยเป็นบ้านตัวเองมให้แก่ชาวคริสต์

ราชวงศ์นาสริดนี่แหละที่เป้นผู้สร้างพระราชวังอัลฮัมบราอันเกรียงไกร และปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ยังเป็นสถาปัตยกรรมแขกมัวร์ที่ถูกเก็บรักษาไว้ได้อย่างดีที่สุดของยุโรป เป็นจุดท่องเที่ยวหลักสำหรับทุกคนที่ได้มาแคว้นแอนดาลูเซีย ก่อนหน้านี้พระราชวังถูกทิ้งให้รกร้างไร้ค่าจนเมื่อนักเขียนชาวอเมริกัน Washington Iriving ได้บรรยายความงามในหนังสือ ทำให้คนจากทั่วโลกมาเที่ยว รัฐบาลสเปนจึงเห็นคุณค่าของพระราชวังที่ตนละเลยแห่งนี้ และให้งบประมาณทำนุบำรุง

ย่านท่องเที่ยวของเมืองกรานาด้าแบ่งได้เป็น 3 ย่านใหญ่ๆคือ

1.ย่านพระราชวังอัลฮัมบรา (The Alhambra) อยู่นอกตัวเมือง มีจุดท่องเที่ยวแห่งเดียวคือพระราชวังอัลฮัมบรา ใช้เวลาเดินชมอย่างน้อย 3 ชั่วโมง ไม่แนะนำให้พักย่านนี้ เพราะไปไหนมาไหนลำบาก ไม่มีร้านค้าถนนคนเดิน และราคาแพง

เที่ยวพระราชวังอัลฮัมบรา

ค่าเข้า 12 ยูโร

เปิด ทุกวันหน้าหนาว 15 ตุลาคม-14 มีนาคม 08.00-14.00, 14.00-20.00 น.

รอบกลางคืนเปิดไฟ อังคาร-เสาร์ 22.00-23.30 น.

หน้าร้อน 15 มีนาคม-14 ตุลาคม 08.00-17.00 น.

รอบกลางคืนเปิดไฟ ศุกร์-เสาร์ 19.30-20.30 น.

ซื้อตั๋วล่วงหน้าได้ที่ www.alhambra-tickets.es โดยต้องเสียค่าจองล่วงหน้าเพิ่ม จองใช้บัตรเครดิตที่ตรงกับชื่อผู้ที่จะไปรับตั๋ว สามารถรับบัตรได้ที่เครื่อง La Caixa ด้านหน้า หรือเครื่องจ่ายตั๋วอัตโนมัติที่ Access Pavilion หรือที่ Ticket Office ของ The Monument โดยตรงนี้ต้องแสดงสลิปที่พริ้นต์ออกมาจากคอมพิวเตอร์เมื่อทำการจองเสร็จ (ทำตามวิธีที่เขาบอกแต่ละขั้นตอนบนอินเทอร์เน็ต) ซึ่งที่ Ticket Office นี้ สามารถจ่ายเงินสดได้ด้วย รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระราชวังอัลฮัมบรา www.alhambra-patronato.es

การมาเที่ยวพระราชวังอัลฮัมบราต้องเตรียมตัวและวางแผนล่วงหน้าให้มาก เพราะมีคนมาเที่ยวปีละมากมายจากทั่วโลก จึงควรจองตั๋วล่วงหน้า หากไม่ซื้อทัวร์ แนะนำให้ติดต่อโรงแรมเพื่อให้ช่วยจัดการ เพราะการไปยืนรอคิวตั้งแต่เช้าท่ามกลางแดดหรือความหนาวเป็นเรื่องไม่สนุกแน่นอน

-กรานาด้าเป็นเมืองมุสลิมแห่งสุดท้ายที่ยังหลงเหลืออยู่ในสเปนมี Nasrid Emirate of Granada เป็นราชวงศ์สุดท้าย โดยถูกกษัตริย์แห่งคาทอลิก (King Ferdinand II of Aragon และ Queen Isabelle I of Castile) ตียึดได้ในปี 1492 และเปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างในพระราชวังแห่งนี้

-คำว่า Alhambra แปลตรงตัวได้ว่า “ป้อมปราการสีแดง” จากดินแดนที่อยู่ในบริเวณนี้ ทั้งๆที่ เมื่อแรกสร้างนั้นเป็นสีขาวหม่น แต่ดินแดนของที่นี่ก็ทำให้ทั้งหมดของอัลฮัมบรากลายเป็นสีแดงส้มอย่างปัจจุบัน

เดินเที่ยว “ดิ อัลฮัมบรา”

พระราชวังชื่อก้องโลกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักที่เปิดให้นักท่องเที่ยว โดยใช้เวลาเข้าชมประมาณ 3-4 ชั่วโมง ดังนั้นแนะนำให้ใส่รองเท้าคู่สบายๆ และหากไปกับผู้ใหญ่สามารถแวะนั่งเล่นในสวนได้หลังจากชมแต่ละจุด

(1.)The Alcazaba เป็นสิ่งแรกที่จะเห็นเมื่อเดินเข้ามาจากทางเข้าหลัก (อยู่ห่างจากที่ซื้อตั๋วพอสมควร ทางเดินขึ้นเขาเล็กน้อย แต่ร่มรื่นเดินสบาย) ดิ อัลคาซาบา ก็คือป้อมปราการของพระราชวังเก่าแก่ที่ยังคงเหลืออยู่ มีการสร้างทางเดินให้เป็นรูปตัวแอลเพื่อปกปิดทางเข้าหลักไม่ให้ศัตรูเห็น หลังประตูเป็นจุดรวมพลของกองทัพ ที่ใช้วางยุทธการการต่อสู้การตั้งรับศัตรู และรอบๆบริเวณ เป็นที่พักของทหารและบรรดามหาดเล็กรักษาพระองค์

(2.)Palace of Charles V หลังป้อมปราการคือสถาปัตยกรรมใหญ่ยักษ์ พระราชวังของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 หลานของกษัตริย์สเปนที่ตีอัลฮัมบราได้สำเร็จกลายเป็นเมืองมุสลิมสุดท้ายที่โดนครอบครองโดยชาวคริสต์ในปี 1492

พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 5 สร้างพระราชวังแห่งนี้ขึ้นเป็นที่ระลึกแห่งชัยชนะ โดยดำริสร้างเมื่อปี 1526 และจนถึงปี 1637 ก็ยังไม่สามารถสร้างเสร็จ คนงานทิ้งงาน และไม่เคยมีใครเข้ามาอยู่ที่นี่เลย จุดเด่นของพระราชวังคือสถาปัตยกรรมโรมันทรงโค้ง ประดับด้วยเสาสไตล์โรมันยุคเรอเนสซองส์ ซึ่งการสร้างพระราชวังแบบโรมันคาทอลิกในพระราชวังเก่าของมุสลิมถือเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ โดยต้องรักษาสัญลักษณ์ของมุสลิมไว้ด้วย

(3.)Nasrid Palaces ตัวพระราชวังเก่าของราชวงศ์นาสริด การเข้าชมบริเวณนี้เราต้องดูเวลาเข้าที่พิมพ์ไว้บนหน้าตั๋วด้วย และต้องเข้าให้ตรงเวลา มิฉะนั้นจะถือว่าสละสิทธิ์

ในพระราชวังเก่าแห่งนี้คือโลกอันวิจิตรของพระราชวังมัวร์ที่มักเห็นตามหนังสือ ของจริงที่สมบูรณ์แบบที่สุดอยู่ที่นี่เอง พระราชวังสร้างด้วยวัสดุสามอย่างคือ อิฐ ไม้ และดินเหนียว ที่มีน้ำหนักเบา แต่แตกหักง่าย โดยการตกแต่งของยุคนี้ใช้ลวดลายซ้ำไปซ้ำมาเพื่อแสดงอำนาจที่ไม่สิ้นสุดของพระอัลเลาะห์ มีการใช้ตัวอักษรอาหรับและรูปร่างบางเรียวของตัวอักษรกุรอาน (Koran) โบราณเพื่อฉลองพระราชอำนาจของสุลต่านและพระราชวังอันเกรียงไกร

แต่ในความสวยงามที่ดูเหมือนสมบูรณ์แบบเหล่านี้ ช่างได้ซ่อนความไม่สมบูรณ์แบบตามหลักของศาสนาที่ห้ามไม่ให้คนมุสลิมฝันอยากที่จะทำสิ่งสมบูรณ์แบบ เพราถือเป็นการเลียนแบบพระเจ้า เช่น ช่องว่างแปลกๆ หรือลวดลายที่ผิดแปลกไปตามมุมต่างๆ

พระราชวังนาสริด แบ่งเป็นสามส่วน คือ Palacio de Mexuar ที่บรรดาสุลต่านทำงานและพิพากษาคดีความต่างๆ Palacio de Comares หรือ Serallo ห้องรับรองเอกอัคราชทูตหรือแขกสำคัญ (โปรดมองดูเพดานห้องนี้ เพราะตกแต่งอย่างวิจิตร คนอิสลามโบราณมักนั่งนอนเล่นบนพื้น ดังนั้นการมองเพดานสวยๆ จึงเป็นกิจกรรมนิยมอย่างหนึ่ง) และ Placio de Leones หรือ ฮาเร็ม ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่อาศัยของสุลต่านและครอบครัว

อีกสิ่งหนึ่งที่เห็นได้จากการมาเยี่ยมชมพระราชวังคือการจัดวางรูปแบบของบ้านชาวมุสลิมโบราณ ที่ด้านหน้าของบ้านมกเป็นแบบเรียบง่ายปิดบังความมั่งคั่งของตนไว้ภายใน โดยมีรูปแบบเดียวกัน คือมีห้องรับแขก ด้านหน้าแบบเรียบ ไม่โอ้อวด ไม่สร้างความอิจฉาแก่คนอื่น แต่ด้านในที่เฉพาะครอบครัว หรือเพื่อนสนิทเท่านั้น จะตกแต่งอย่างวิจิตรอย่างไรก็ได้ ดังนั้นพื้นที่วิจิตรที่สุดในพระราชวังแห่งนี้ก็คือ Palacio de Comares หรือ Serallo (ส่วนที่สอง) นั่นเอง

(4.)Generalife ออกจากพระราชวังนาสริด คือส่วนบ้านพักข้าราชการที่เรียกว่า Partal เป็นทางเดินเชื่อมต่อไปยัง Generalife เสมือนพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์มุสลิมผู้ปกครองเมืองในขณะนั้น ทั้งนี้เพราะพระราชวังอัลฮัมบราเป็นเหมือนที่ทำงาน ส่วน Generalife นั้นมีสวนสวยงาม ปลูกต้นไม้และผัก ให้ความเป็นส่วนตัวเหมือนได้พักผ่อนนั่นเอง เป็นจุดสุดท้ายที่นักท่องเที่ยวจะได้ชมในพระราชวังแหง่นี้ และด้วยความน่ารักของสถานที่ มีทั้งสระน้ำ มุมน้ำพุ ความครึ้มของต้นไม้ ทำให้เป็นจุดนั่งพักและแวะทานขนม

2.ย่านตัวเมืองกรานาด้า

เมืองกรานาด้าเป็นเมืองใหญ่อันดับต้นๆของแอนดาลูเซีย มีมหาวิทยาลัยตั้งอยู่ จึงมีความทันสมัย มีทั้งผับ บาร์ และคาเฟ่ บอกเหนือจากการเป็นเมืองเก่าที่เน้นการท่องเที่ยว

มีถนน Gran Via เป็นเส้นหลักตัดผ่านใจกลางเมือง เป็นที่ตั้งของร้านอาหาร และร้านขายของที่ระลึกที่ราคาไม่แพงมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเมืองท่องเที่ยวอื่นๆของสเปน และยังมีร้ายขายของที่นำมาจากโมร๊อกโก เช่น เครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้าราคาถูกกว่าไปซื้อเองที่โมร๊อกโกเสียอีก

-Granada Cathedral

โบสถ์เปิด ทุกวัน หน้าหนาว จันทร์-ศุกร์ 10.45-13.30 น., 16.00-19.30 น. วันอาทิตย์ และวันหยุดอื่นๆ 16.00-19.30 น. หน้าร้อนปิด 20.00 น

ค่าเข้า คนละ 3.50 ยูโร

หากต้องการดู Royal Chapel อันเป็นสุสานหลวงของพระนางอิสซาเบลและสามี ซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างโบสถ์เสียค่าเข้าเพิ่มอีก 3.50 ยูโร

“Catedral & Capilla Real” โบสถ์หลักของเมืองกรานาด้า หรือโบสถ์ที่มีสุสานหลวง (Capilla Real = Royal Chapel) ของกษัตริย์แห่งคาทอลิกที่ตีเมืองกรานาด้าได้ในปี 1492 โดยพระนางอิสซาเบลแห่งคาสติลล่า (Isabel of Castilla) สั่งให้สร้างขึ้นก่อนสวรรคตในปี 1504 เพราะต้องการฝังร่างของตนและพระสวามีที่เมืองกรานาด้าอันเป็นเมืองสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของชาวคริสต์ต่อชาวมุสลิม เป็นโบสถ์รูปแบบโกธิคตอนปลายที่งดงาม สมบูรณ์แบบ และอลังการที่สุดแห่งหนึ่งของสเปนด้านในเน้นใช้สีขาวและสีทองเป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงความหรูหราฟู่ฟ่าเนื่องจากเป็นโบสถ์ของกษัตริย์

จุดเด่นของโบสถ์ด้านในคือ Capilla Mayor แท่นบูชาหลักทรงกลม ที่มีโดมด้านบนสูง 45 เมตร ประดับด้วยงานภาพวาดแสดงอัตชีวประวัติของนางมาดอนน่า และประดับด้วยกระจกสีโบราณสมัยศตวรรษที่ 16 รอบด้านเป็นที่แสดงงานประติมากรรมจากศิลปินเอกมากมาย โดยเฉพาะโบสถ์เล็กที่มีชื่อว่า “Nuestra Senora de la Antigua” หรือที่รู้จักกันว่า “Capilla Dorada” อันวิจิตรสุด

ในห้องแสดงกรุสมบุติของโบสถ์ แสดงภาพวาดโปรดของพระนางอิสซาเบล โดยศิลปินทั้งชาวสเปนและอิตาลี รวมทั้งของใช้ส่วนพระองค์เช่น กล่องเก็บดาบ กล่องเก็บเครื่องประดับ ฯลฯ

สถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆในกรานาด้า

-ย่านใจกลางเมือง (Centro) ย่านนักท่องเที่ยว สามารถเดินทอดน่องดูเมืองได้สะดวก ทางเดินเล็กๆตัดเลาะข้างโบสถ์เรียงรายไปด้วยร้านค้าขายของที่ระลึก อาหารง่ายๆ เช่น ทาปาส เคบับ และแฮมเบอร์เกอร์

-พลาซ่าเล็กๆรอบโบสถ์ มีร้านอาหารและเครื่องดื่มจำนวนมาก ส่วนใหญ่มีเมนูแปะไว้ด้านหน้า สามารถเลือกตามความพอใจ ด้านข้างของโบสถ์มีร้านขายเครื่องเทศ สมุนไพร ร้านขายมีด และของมีคมต่างๆ สามารถซื้อกรรไกรทำอาหารขนาดใหญ่ด้วยเหล็กแท้ๆแข็งแรงได้ย่านนี้

-เดินชมเมือง โดยเริ่มเดินเลียบแม่น้ำดาโร่ (Darro) ที่มีสวนขนาบข้างเป็นระยะ วันที่อากาศดี สามารถอาบแดดได้ริมแม่น้ำ

3.ย่าน Albaicin

ทางตอนเหนือของย่าน Centro เคยเป็นย่านที่อยู่อาศัยเก่าของชาวมุสลิมร่ำรวย ชื่อย่านตั้งตามชาวมุสลิมแห่ง Baeza ที่ถูกขับไล่ออกไป เมื่อชาวคริสต์เข้ามาอยู่อาศัยได้เปลี่ยนแปลงมัสยิดทั้งหลายในย่านให้เป็นโบสถ์ เดินชมบ้านที่มีสวนสวยแบบเก่า และโรงอาบน้ำเก่า (Hammam-ฮัมมัม) ในทางเดินแคบๆย่านเมืองเก่า ซึ่งเป็นมรดกโลกอีกแห่งของเมือง

การเดินทางในกรานาด้า

นอกจากเดินชมเมืองแล้ว สามารถขึ้นรถเมล์หรือซื้อทัวร์รถบัสที่มีให้เลือกสองสายใหญ่ คือ สายโรแมนติก (Granada Romantica) และสายสถานที่สำคัญ (Granada Monumental)

Granada City Pass (www.granadatur.com)

แบบ 3 วัน ราคา 25 ยูโร และแบบ 5 วัน ราคา 30 ยูโร

รวมค่าเข้าสถานที่สำคัญ คือ ดิอัลฮัมบรา โบสถ์หลวง และรถเมล์

สามารถซื้อได้ที่ www.cajagranada.es หรือ www.lovegranada.com/granada/city-pass/ แม้จะซื้อการ์ดนี้แล้ว ก็ยังต้องจองตั๋วเข้าพระราชวังอัลฮัมบราก่อนที่ทางเข้าอย่างน้อย 1 ชั่วโมง

คอสต้า เดล โซล

COSTA DEL SOL

คอสต้า เดล โซล แปลตรงตัวได้ว่า ชายฝั่งแห่งแสงแดด (Coast of the Sun) เป็นเมืองหนึ่งในแคว้นแอนดาลูเซีย และหนึ่งในบรรดาเมืองชายทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่นายพลแฟรงโก้ (Francisco Franco Bahamonde) จอมเผด็จการของสเปนพยายามสร้างให้เป็น “ฟลอริดา แห่งยุโรป” เพราะอยู่ตอนใต้ของประเทศ อากาศอบอุ่น ทำให้คนยุโรปเหนือชอบมาก โดยเฉพาะชาวอังกฤษที่เบื่ออากาศของประเทศตัวเอง ย้ายมาตั้งรกรากที่นี่กันมาก จนมี “เมืองอังกฤษ” ขึ้นที่นี่ หากขับรถเที่ยวมาย่านนี้ แนะนำว่าในช่วงหน้าร้อนระหว่างเดือนมิถุนายนจนถึงสิงหาคมนั้น จะชุลมุนไปด้วยนักท่องเที่ยว ขอให้เลี่ยงเส้นทาง N340 เพราะนอกจาก รถติดมากแล้วยังเป็นเส้นทางอันตราย ทางที่ดีให้ใช้โทลเวย์สาย A7-E15 ดีกว่า เสียสตางค์เพิ่มเล็กน้อยแต่สะดวกสบายกว่า

ย่านท่องเที่ยวของคอสต้า เดล โซล นั้นประกอบด้วยถนนเส้นเล็กๆแนบชายหาดลัดเลาะเขาไปเรื่อยๆ มีตึกโรงแรมขนาดใหญ่เรียงรายติดกัน มีโรงแรม Pez Espada เป็นแห่งแรกของเมือง สร้างขึ้นในปี 1950 ซึ่งเป็นยุคที่นักท่องเที่ยวอเมริกันโบฮีเมียนเริ่มต้นมาเที่ยวที่นี่พอดี

เมืองนี้เข้าสู่ยุคทองสุดๆ เมื่อราวทศวรรษที่ 1960 และเป็นการพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง ปัจจุบันโรงแรมสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ถึงเกือบสามแสนคนตลอดทั้งปี

โรงแรม Melia Costa Del Sol

Paseo Maritimo, 11, 29620, Torremolinos-Malaga, Spain

T: 08-08-234-1943

www.solmelia.com

โรงแรมที่เป็นตัวแทนของยุคเซเว่นตี้ส์อย่างแท้จริง มีขนาดใหญ่และหรูหรามากในสมัยก่อน

ข้อมูลการท่องเที่ยวคอสต้า เดล โซล

www.visitcostadelsol.com