ทัวร์รัสเซีย ทัวร์รัสเซียราคาถูก
ข้อมูลท่องเที่ยว
ทัวร์เอเชีย : รัสเซีย
ทัวร์รัสเซีย เที่ยวรัสเซีย

ทัวร์รัสเซีย เที่ยวรัสเซีย

ประวัติศาสตร์รัสเซียโดยสังเขป

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์โลกเท่าที่มีการกล่าวถึงดินแดนของประเทศรัสชียนั้นเคยเป็นที่อยู่ของมนุษย์ในสมัยหินใหม่ (Neolithic) หรือ (New ston Age ) แบบวัฒนธรรมแมกสีโมเซียน  เพราะมีการค้นพบหลักฐานต่างๆ ของมนุษย์ในยุคสมัยนั้น จากเครื่องมือหินที่ขัดจนบางเรียบ อยู่รวมกันเป็นกลุ่มมีจำนวนเกิน 1,000 คนขึ้นไปและไม่ได้อยู่ในถ้ำอีกต่อไปแล้ว มีการสร้างกระท่อมดินดิบ มุงหลังคาด้วยใบไม้ รู้จักเอาซุงทั้งต้นมาขุดทำเป็นเรือแคนู ทำธนูและลูกสอนไว้ใช้ในการล่าสัตว์ มีการนำสุนัขมาเลี้ยง มีการเพราะปลูกและเลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหารและช่วยในการเพราะปลูก รู้จักใช้หินไฟมาขัดปลายจนแหลมเพื่อเอาไว้ล่าสัตว์และเป็นอาวุธป้องกันตัว เริ่มรู้จักปั่นดินเหนียวเป็นภาชนะเอาไว้เก็บข้าวเปลือกและใส่ในอาหารในราว 7,000ปีเศษมาแล้ว

                รัสเชียเริ่มต้นมีฐานะในประเทศเมื่อประมาณ 1,500 ปีมาแล้วคือเมื่อพวกสลาฟตะวัยออกได้เดินทางมาอาศัยอยู่ในภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยป่าเขาระหว่างทะเลดำกับเลบอลติก ชาวสลาฟต้องต่อสู้กับพวกเติร์กที่เร่รอนพเนจรมาจากมองโกเลียเพื่อเป็นการป้องกันตัวเองจึงจะมีการตั้งแนวป้องกันขึ้นที่เมืองเคียฟ นอฟโกรอด และสโมเลนสค์ 300 ปีต่อมา พวกไวกิ้งจากสแกนดิเนเวียมีชื่อว่า พวกวาธาเกียน ได้แล่นเรือมาตามลำน้ำสายใหญ่ ชาวสลาฟไม่ได้ต่อต้านพวกนี้เลย เหมือนกับว่าต้องการให้พวกไวกิ้งเข้ามาเป็นผู้คุ้มครองต่อสู้กับพวกเติร์กแทนพวกตน

                ในปีพ.ศ 1348 กองทัพเรือของวาธาเกียนได้แล่นเรือไปตามตอนเหนือพวกไวกิ้งภายใต้การนำของหัวหน้าที่มีชื่อว่า รูริค จาก แดนมาร์ก ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองนอฟโกรอด ต่อมาไม่นานก็ได้แผ่อิทธิพลเหนือทั่วบริเวณ และได้เคลื่อนย้ายมายังเมืองเคียฟ ซึ่งได้กลายมาเป็นเมืองหลวงของรัสเชียในสมัยนั้น และในปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของสาธาณรัฐยูเครนอีกด้วย

                พวกไวกิ้งได้แต่งงานกับสตรีชาวสลาฟ มีลูกหลานเป็นลูกผสมเรียกว่า ชาวรุส หรือรุสเซีย มีการติดต่อค้าขายกับจักรวรรดิไบแซนไทน์อย่างใกล้ชิด ซึ่งรู้จักกันในนามว่า โรมตะวันออกหรือโรมแห่งที่ 2 เป็นจักรวรรดิที่แยกตัวออกมาจาก โรมตะวันออกแห่งแรก ไม่ยอมรับอำนาจของสันตะปาปาที่กรุงโรม อิตาลี มีศาสนาคริสต์ นิกายกรีกออร์โธดอกซ์ แตกต่างจากศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิคที่กรุงโรม มีเมืองหลวงชื่อ กรุงคอนสแตนติโนเปิ้ล

                ในปีพ.ศ 1531 เจ้าผู้ครองเคียฟซึ่งสืบเชื้อสายมาจากรูริคมีนามว่า”เจ้าชายวลาดิมีร์ “ และชาวเคียฟได้ยอมรับศาสนาคริสต์นิกายกรีกออร์โธดอกซ์ ทำให้ชาวเคียฟเชื้อสายตะวันออกแตกต่างไปจากชนชาติสลาฟตะวันตก ซึ่งประกอบไปด้วยพวกโปล เชค และพวกสโลวัก โดยได้ยอมรับศาสนาและวัฒนธรรมต่างๆ ที่มาจากกรุงโรม อิตาลี

                บางครั้งมีคนกล่าวว่า รัสเซียไม่ใช่ชาวยุโรป มีโลกทัศน์ที่สวนทางกับชาวยุโรปอยู่เสมอ ด้านวัฒนธรรมก็ได้ดูดซับมาจากยุโรปและเอเชีย ทำให้เกิดวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนประเทศใดในโลก แตกจากไปจากยุโรปและเอเชีย

                ต่อมาอาณาจักรเคียฟก็เริ่มตกต่ำ อาณาจักรมอสโคว์ก็ประกาศความเป็นใหญ่ นอฟโกรอดกลายเป็ยศูนย์กลางเมืองของรัฐอิสระรวมทั้งเคียฟก็ยังถูกรุกรานโดยพวกมองโกลหรือตาตาร์จากทิศตะวันออกของเอเชีย กษัตริย์แห่งโกลเด้นฮอร์ดได้ยกกองทัพเข้ายึดครองบริเวณทิศใต้และภาคกลางของรัสเซียไว้ได้ทั้งหมด  เข้าทำลายกรุงเคียฟและโจมตีกรุงนอฟโกรอด ซึ่งอยู่ภาคใต้การปกครองของเล็กวาซานเดอร์ เนฟสกี้ ซึ่งต่อมาได้เดินทางไปยังเมืองการาโกรัมในมองโกเลีย เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อประมุขชาวมองโกเลีย ที่ได้ให้ความกรุณาต่อประชาชนของพระองค์

                แต่พวกมองโกลก็กลับมารุกรานอีก ขนเอาเครื่องบรรณาการไปเป็นมหาศาล ผู้สืบเชื้อสายจากเจงกีสข่านชื่อ

 “ติเมอร์เลน “หรือติมอร์ ได้นำกองทัพไปถึงกรุงโมสโคว์ และบุกตีพวกโตมานเติร์กในรัสเซีย แล้บุกไปถึงอินเดีย สามารถยึดกรุงเดลีได้ ชนเผ่าสลาฟตะวันออกหรือรัสเซียก็ตกเป็นเมืองขึ้นของพวกมองโกลเป็นเวลานานถึง 20 ปี ผู้ปลดปล่อยก็คิอ “เจ้าผู้ครองอาณาจักรมัสโควี “โดยเริ่มทำสงครามขับไล่พวกมองโกลตั้งแต่ปีพ.ศ 1923 ณสนามรบกูลิโกโวใกล้แม่น้ำดอน และมีการรบพุ่งกันตลอดมา

                ฝ่ายมองโกลเองเกิดการแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่ายด้วยกันคือ พวกแรกอยู่ภายใต้การนำของข่านอาห์เมด พวกที่ 2 อยู่ภายใต้การนำของข่านอาห์เมด พวกที่ 2 อยู่ภายใต้การนำของข่านอัสตราข่าน จึงอ่อนแอลงไม่สามารถกลับมามีอำนาจในรัสเซียได้อีก

พระเจ้าอีวานที่ 3 ทรงอภิเษกกับเจ้าหญิงโซอี้ พาไลโอโลกัส ชาวรัสเซียเรียกว่า โซเฟีย พระราชนัดดาของจักรพรรดิแห่งไบแซนไทน์องค์สุดท้าย พร้อมกับประกาศพระองค์เป็นผู้สืบทอดศาสนาคริสต์นิการกรีออร์โธดอกซ์มายังกรุงมอสโคว์โดยยอมรับกันว่ามอสโคว์เป็นโรมแห่งที่ 3

                นอกจากนี้พระองค์ทรงนำเอาระบอบซีซาร์ เข้ามาใช้เลื่อนฐานะจากตำแหน่ง มาดำรงตำแหน่ง ซีซาร์ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีอำนาจในการทางบริหารมาตั้งแต่จักรวรรดิโรมันจนถึงจักรวรรดิไบแซนไทน์ หรือระบอบอัตตาอธิปไตยนั่นเองเมื่อนำมาใช้ในอาราจักรมัสโควีได้เรียกตำแหน่งนี้สั้นๆ ว่า ซาร์ ในทางศาสนาถือว่าซ่าร์มีรูปเหมือนมนุษย์ธรรมดา แต่มีอำนาจเปรียบเหมือนพระเจ้าสูงสุด

                อาณาจักรมัสโควีมีซาร์เป็นเสาหลักของสังคมรัสเซียเพียงเสาเดียวเพื่อสร้างสสังคมให้เป็นสังคมรัฐทหารที่มีระบบข้าราชการที่เข้มแข็ง ในการรับใช้ซาร์และป้องกันการกลับมามีอำนาจของพวกมองโกลอีกครั้ง รวมทั้งรวบรวมชนเผ่าสลาฟตะวันออกให้เป็นบึกแผ่น ทำให้ต้องทำสงครามขยายดินแดนออกไปอยู่เสมอตลอดรัชกาลของพระองค์และพระโอรสของพระองค์ด้วย

                พระเจ้าอีวานที่ 4 ที่รู้จักกันในนาม อีวานผู้โหดเหี้ยมเป็นพระราชนัดดาของอีวานที่ 3 ได้ปรับปรุงระบอบการปกครองให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น ด้วยการจัดตั้งหน่วยตำรวจลับขึ้นมา โดยให้หน่อยตำรวจลับนี้ขึ้นตรงกับพระองค์และไม่อยู่ภายใต้กฎหมายใดๆทั้งสิ้นทำให้อำนาจของซาร์มีเพิ่มมากขึ้น จนกลายเป็นว่าซาร์นั้นเกิดมาเพื่อปกครองรัสเซียโดยได้รับความเห็นชอบจากพระผู้เป็นเจ้านั้นเอง

                ในช่วงกองทัพมองโกลได้บุกเผ่ากรุงมอสโคว์ แต่ถูกกองทัพรัสเซียขับไล่ออกไป ต่อมาพระองค์ได้ทำสัญญาการค้ากับควีนเอลิซ่าเบธแห่งอังกฤษ และทรงได้ปกครองด้วยความโหดเหี้ยมมีการลงโทษผู้ที่ขัดขวางด้วยวิธีทีรุนแรง ทรงออกคำสั่งฆ่าประชาชนถึง 6,000 คนในท้องถนนเมืองนอฟโกรอด และยังสั่งหารโอรสองค์แรกของพระองค์เองในข้อหาพยายามโค่นล้มซาร์แห่งรัสเซีย

                ความไม่มั่นคงทางด้านภูมิศาสตร์ที่ไม่มีสิ่งกีดขว้างทางธรรมชาติทำให้ประวัติศาสตร์รัสเซีย ได้ถูกต่างชาติเข้ามารุกรานแย่งชิงดินแดนและปกครองถึง 160 ครั้ง และทำสงครามใหญ่แทบจะสูญเสียเอกราชถึง 3 ครั้งกับสวีเดนและกับจักรวรรดิโปแลนด์ออกเป็นส่วนๆ เพื่อมิให้โปแลนด์เข้มแข็งและเป็นภัยคุกคามต่อรัสเซีย

                ปีพ.ศ 2232 ปีเตอร์ โรมานอฟ ได้ฃึ้นเป็นพระเจ้าซาร์ของรัสเซียเมื่อมีพระชนมายุได้ 24 ปี มีพระนามว่า พระเจ้าปีเตอร์ที่ 1ขณะนั้นรัสเซียยังล่าหลังอยู่มาก ไม่มีโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยไม่มีเมืองท่า ศูนย์การค้า ไม่มีความรู้ทางอุตสาหกรรม การค้า หรือ ศิลปะเลย  พวกโบยาร์ หรือเจ้าของที่ดินมีอำนาจปกครองพวกชาวนาอย่างเต็มที่ในขณะนั้น

                พระเจ้าปีเตอร์ที่ 1  มหาราช ทรงทราบดีว่าประเทศที่ยิ่งใหญ่ของโลกจะต้องมีกองทัพบกและกองทัพเรือที่มีอานุภาพ ดังนั้นทรงตัดสินพระทัยว่ารัสเซียจะต้องมีกองทัพบกและกองทัพเรืออันยิ่งใหญ่ กองทัพบกไม่มีปัญหา สามารถเกณฑ์ชาวนา 30,000 คนมาเป็นทหารได้ แต่กองทัพเรือมีปัญหาคือจะต้องมีเมืองท่าริ่มทะเล ซึ่งในขณะนั้นเติร์กได้ครอบครองดินแดนบริเวณชายฝั่งทะเลดำไว้ และพวกสวีเดนก็ครอบครองดินแดนบริเวณชายฝั่งทะเลบอลติกเอาไว้อีก

                พระองค์ไม่ทรงทราบเรื่องเกี่ยวกับเรือเลย จึงตัดสินพระทัยเดินทางไปทำงานเป็นช่างไม้ต่อเรือเป็นเวลานาน 5 เดือน ที่อู่ติ่เรือในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ หลังจากนั้นโดยคำทูลเชิญพระเจ้าวิลเลียมที่ 3 พระองค์ได้เสด็จไปอังกฤษ ทรงเข้าทำงานอยู่ในอู่ต่อเรือของราชสำนักอักกฤษที่เมืองเดปฟอร์ด

                จากนั้นพระองค์ได้เสด็จต่อไปยังรัสเซียและเวียดนาม ทรงศึกษาการแพทย์ การสร้างปืน และการฝึกหัดทหาร แต่ต้องรีบเร่งเสด็จกลับมากรุงมอสโคว์ เพราะพวกเตรสซีก่อกบฏทำลายราชสำนัก พระองค์ทรงจัดหารพวกทหารที่กบฏได้ และยังทรงสั่งเอาพวกทหารที่กบฏไปตัดหัวที่จัตุรัสแดง รวมทั้งแขนคอและทิ้งศพประจานไว้ด้วย

                ต่อมาพระองค์ทรงขจัดอิทธิพลของพวกโบยาร์  บังคับให้โกนหนวนเครา  เลิกสวมเสื้อคุมยาว จ่ายค่าภาษี ส่งลูกชายมาศึกษาทหารเพื่อรับใช้ชาติ ยึดทรัพย์ของนักบวช ผู้มั่งคั่ง เกณฑ์ชาวนามาสร้างโรงเรียนห้องสมุด ห้องวิทยาศาสตร์ แก้ไขปฏิทิน ตัวอักษร เหรียญ สร้างอุตสาหกรรมแบบใหม่ที่มีขนาดเล็ก ขึ้นเพื่อผลิตเหล็กกล้าสำหรับทำดาบปลายปืน ปืนใหญ่ และอาวุธต่างๆ เพื่อเตรียมพร้อมทำสงครามกับสวีเดน โดยได้รับความร่วมมือจากเดนมาร์ก แขกซอน และโปแลนด์

                พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 12 แห่งสวีเดนทรงสามารถทำลายทหารของพระเจ้าปีเตอร์ พระเจ้าซ่าร์แห่งรัสเซียได้โดยง่านที่เมืองนาร์วาในลิทัวเนียติดกับทะเลบอลติก การปราชัยครั้งนี้ทำให้พระเจ้าปีเตอร์ต้องทรงฝึกหัดกองทัพบกใหม่จนสำเร็จ พระเจ้าปีเตอร์ทรงส่งทหารรัสเซียเข้ายึดครองบริเวณเขตทะเลบอลติก ในขณะที่สวีเดนสู้รบกับศัตรูด้านอื่น จึงต้องฝ่ายแพ้ย่อยยับให้กับรัสเซียที่เมืองปอดตาวาทำให้สวีเดนไม่สามารถเอาเขตทะเลบอลติกกลับคืนมาได้อีกเลย

                หลังจากนั้นพระเจ้าปีเตอร์มหาราชทรงสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่โดยสร้างขึ้นตรงบริเวณแม่น้ำเนวาที่ไหลลงสู่ทะเลบอลติก พระองค์ทรงขุดหญ้าอาศัยอยู่ในกระท่อมไม้ซุง เพื่อจะได้ควบคุมสั่งงานชาวนาและนักโทษหลายพันคนได้อย่างใกล้ชิดในการสร้างเมืองหลวงแห่งใหม่ ซึ่งได้มีการวางแผนผังออกแบบกรุงอัมสเตอร์ดัมในเนเธอร์แลนด์พวกขุนนางได้รับคำสั่งให้สร้างคฤหาสน์อยู่ตามถนนสายที่กว้างใหญ่เมืองหลวงแห่งใหม่ มีคนงานเสียชีวิตถึง 200,000คน จากการหมดแรงและเจ็บป่วยในขณะก่อสร้างเมือง

                มาถึงปีพ.ศ 2261 กรุงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กสร้างเสร็จสมบรูณ์กลายเป็นเมืองที่สวยงามที่สุดและเป็นเมืองท่าที่ดีที่สุดในทะเลบอลติกมีการเปิดประตูสู้โลกตะวันตก  กลายเป็นมหาอำนาจในยุโรปในเวลาต่อมา วิวัฒนาการของประวัติศาสตร์ในช่วงนี้ รัฐแห่งชาติได้มีการเจริญเติบโตมาก แต่สิทธิ์ต่างๆ ของชาวรัสเซียกลับลดน้อยถอยลง ขนาดของประเทศขยายเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ทางจิตใจไม่ได้เติบโตตามไปด้วยที่สำญคืองบประมาณทางทหารสำหรับกองทัพประจำการ นั้นแพงเกินกว่ากำลังการผลิตภาษีอย่างหนักเพื่อเอามาบำรุงกองทัพของชาติ

                ในสมัยพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 1 ทรงตัดรายจ่ายในด้านการทหารด้วยการตั้งระบบคอมมูนของทหาร คือเอาทหารมาไถ่นา เก็บเกี่ยว และเลี้ยงสัตว์ พร้อมกันไปกับการฝึกหัดการใช้อาวุธและระเบียบวินัยของทหาร

                ซาร์ผู้สืบบัลลังก์ต่อมาคือ  พระเจ้านิโคลัสที่ 1 ในรัชสมัยของพระองค์จะเรียกว่า ยุคน้ำแข็ง ดินแดนของกาฬโรคและตะตาง เพราะพระเจ้าซาร์เป็นผู้ควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างทุกชีวิตในชาติ โดยใช้เจ้าหน้าที่และตำรวจลับค่อยดูแลจนประชาชนก่อการจลาจลแต่ไม่รุนแรงอะไรนัก

                เดือนมีนาคมพ.ศ 2397ฝรั่งเศสและอังกฤษได้ประกาศสงครามกับรัสเซีย เรียกว่าสงครามไครเมีย สาเหตุแพราะรัสเซียส่งกองทหารเข้ายึดครองมณฑล 2 แห่งของตุรกีซึ่งตั้งอยู่ตรงปากแม่น้ำดานูบ และเรือรบรัสเซียทำลายกองทัพเรือของตุรกีในทะเลดำจนพินาศสิ้น

                สงครามไครเมียเป็นการรบที่ยาวนาน ทหารเสียชีวิตไปราว 400,000 คน เขตการรบอยู่รอบๆเมืองท่าชีวาสโทโปลในทะเลดำ เป็นสงครามครั้งแรกที่มีการใช้เส้นทางรถไฟละใช้เรือที่ทำด้วยเหล็ก สงครามนี้ได้ก่อให้เกิดวีรสตรีที่ชื่อ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล หญิงชาวอังกฤษที่ได้เข้าไปเป็นนางพยาบาลโด่งดังเป็นที่ยอมรับและมีเกียรติสำหรับสตรีตั้งแต่นั้นมา

สมัยพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2 ทรงปลดปล่อยทาส 40ล้านคนให้เป็นอิสระ ทั้งยังทรงปฏิบัติให้รัสเซียมีความทันสมัย ผ่อนปรนการตรวจข่าว หนังสือพิมพ์ อนุญาตให้นักศึกษาแสดงความคิดเห็น จัดระบบศาลโดยมีคระลูกขุน ลดระยะเวลาของการรับราชการทหารเกณฑ์ จัดตั้งโรงเรียนและโรงพยาบาลในท้องถิ่น

                สมัยพระเจ้าซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 3 ทรงยุติเรื่องการปฏิรูป ปราบปรามชนกลุ่มน้อยคือ ชาวฟินน์ ชาวโปล ชาวยูเครน ชาวอาร์เมเนีย และชาวยิวอย่างจริงจัง ทรงปฏิวัติอุตสาหกรรม สร้างโรงงานผลิตเหล็กและโรงงานต่างๆ ทำให้ชาวหน้านาหลั่งไหลเข้าเมืองมาทำงาน ในโรงงาน ทำให้แรงงานมีราคาถูก เป็นเหตุให้นักลงทุนในยุโรปเข้ามาลงทุนทำเหมือง ขุดน้ามัน และอุตสาหกรรมอื่นๆมากมาย

นักท่องเที่ยวควรรู้ก่อนไปการเยือน

            รัสเซียวันนี้มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่รวมอยู่ในมอสโคว์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ และมีธุรกิจที่มีอนาคตดีจำนวนมากที่กำลังเจริญเติบโตขึ้นในเมืองใหญ่ๆ เช่น โนโวซิบิรก นิซนียนอฟโกรอด เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ซามารา และเยกาเตรินเบิร์ก

                สหภาพโซเวียตได้ล่มสลายไปเมื่อปีพ.ศ 2534 ชาวรัสเซียต้องเผชิญกับภาวะที่ไม่แตกต่างไปจากเมื่อครั้งมีการปฏิวัติทางเศรษฐกิจและสังคมรัฐวิสาหกิจ 3 ใน 4 ตกเป็นของเอกชนทั้งหมด          โดยผ่านกระบวนการแปลรูปที่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง ระบบสวัสดิการสังคมของอดีตสหภาพโซเวียตพังทลายล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ธุรกิจใหม่ ที่เกิดขึ้นและประสบความสำเร็จมากที่สุด ได้แก่  ธุรกิจซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ ธุรกิจแปรรูปอาหารและบรรจุภัณฑ์ ภัตตาคาร และธุรกิจโฆษณาประชาสัมพันธ์

                ทีน่าสนใจก็คือวิกฤตการณ์ค่าเงินรูเบลเมื่อปีพ.ศ.2541 ทำให้สินค้านำเข้ามีราคาสูงลิบลิ่ว กลับช่วยการผลิตในประเทศ ประกอบด้วยก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของรัสเซียมีราคาสูงขึ้นเป็นสาเหตุให้รัสเซียเติบโตร้อยละ 5 ในปีพ.ศ. 2542 และเพิ่มเป็นร้อยละ 8 ในปีพ.ศ.2543

                ตัวเลขรายได้อย่างเป็นทางการของคนงานรัสเซีย ส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 100เหรียญสหรัฐ ฯ ต่อเดือน หลายๆ คนอาจจะมีรายได้พิเศษหรือไม่ได้แจ้งรายได้ที่ถูกต้องเพื่อหลบเหลี่ยงภาษี คนรัสเซียราว 20 ล้านคนจากทั้งประเทศ 145 ล้านคนเศษยังมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานคนจนของทางราชการ ซึ่งกำหนดไว้ที่ 31 เหรียญสหรัฐฯ ต่อคนต่อเดือน

การหลบเหลี่ยงภาษีระบาดไปทั่ว มีการทำธุรกิจนอกระบบราวร้อยละ 40ทุกๆ ปี อภิมหาเศรษฐีชาวรัสเซียจำนวนหนึ่งที่ได้ร่ำรวยขึ้นมาจากการขายทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบรูณ์ จะทำการโยกย้ายเงินราว 2,000-2,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไปฝากที่ธนาคารในต่างประเทศเนื่องจากเกรงกลัวในความเสถียรภาพภายในประเทศและระบบการธนาคารที่ยังไม่มั่นคง

                คนทั่วๆไปจะนิยมเก็บเงินสดเป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐฯ ไว้ไม่นิยมเก็บเงินรูเบิลเพราะมีค่าไม่มั่นคง บางคนก็เก็บทองคำไว้เพิ่มเติมควบคู่กันไปด้วย ระบบทุนนิยมแบบพวกพ้อง ทำให้กลุ่มมาคนเพียงหยิบมือเดียวร่ำรวยมากขึ้นอย่างมหาศาล ระหว่างการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในช่วงปีพ.ศ 2538 และยังคงสืบเนื่องมายุคของประธานาธิบดีวลิมีร์ ปูติน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากจากประชาขนรัสเซียด้วยคะแนนนิยมสูงถึงร้อยละ 70

                แต่ฝ่ายนักปฏิรูปหลายคนเห็นว่า ประธานาธิบดีปูติน อดีตนายทหารพันเอกของหน่อยตำรวจลับเคจีบีผู้นี้เป็นคนระมัดระวังไม่ค่อยยึดหลักการประชาธิปไตย หรือให้ความสำคัญกับเสรีภาพของสื่อมวลชนเท่าไรนักเขายังเดินหน้าทำสงครามในเชชเนียต่อไป ทำให้เงินในคงคลังร่อยหรอและสูญเสียเลือดเนื้อชีวิตของคนในชาติอย่างไม่สิ้นสุด

                ภูมิศาสตร์ ปัจจุบันรัสเซียมีพื้นที่ 17,075,352 ตารางกิโลเมตรเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าไทยประมาณ 33เท่า โดยมีระยะทางจากด้านตะวันออกจรดด้านตะวันตกราว 9,000 กิโลเมตร และจากด้านเหนือจรดใต้มีระยะทางราว 4,000กิโลเมตร การที่โซเวียตมีดินแดนกว้างใหญ่เพราะสมัยเมื่อ 800 ปีมาแล้ว ดินแดนของสหภาพโซเวียตอยู่ภายใต้การปกครองของพวกมองโกล ซึ่งเป็นชาตินักรบที่เก่งกล้า ไม่มีชาติไหนสามารถด้านทานกองทัพม้าอันเกรียงไกรของพวกมองโกลออกจากดินแดนรัสเซีย นอกจากจะได้ดินแดนรัสเซียคนแล้ว ยังได้ดินแดนอื่นๆที่พวกมองโกลยึดไว้ด้วย ทำให้รัสเซียมีดินแดนที่กว้างใหญ่ไว้ในครอบครอง

                ภูมิอากาศ มีแทบทุกประเทศ เพราะพื้นที่ของประเทศครอบคลุมกว้างใหญ่ไพศาลมาก แถบาร์ติก มีอุณหภูมิหนาวต่ำที่สุดถึง -70 องศาเซลเซียส ตรงกันข้ามกับแถบไครเมีย และคอเคซัส ในฤดูร้อนมีอุณหภูมิสูงสุดถึง 45

 องศาเซลเซียส แต่สำหรับเมืองนักท่องเที่ยวอย่างมอสโคว์มีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยต่ำสุด -13 องศาเซลเซียส สูงที่สุด 22 องศาเซลเซียส และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีอุณหภูมิเฉลี่ย -12 องศาเซลเซียสถึง 21 องศาเซลเซียสเป็นประจำรวมทั้งจะมีน้ำแข็งปกคลุมอยู่เสมอ

                ทรัพยากรธรรมชาติ มีน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ เพชร ทองคำ ถ่านหิน ป่าไม้ รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นโลหะและอัญมณีอีกมากมายมหาศาล รัสเซียมีแหล่งแร่ถ่านหินและแร่อินทรีมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดในโลกรัสซียเป็นเจ้าของ 1 ใน 4ส่วนของฟอสฟอรัสและแร่อะพาไทต์ในโลก 1 ใน 2 ส่วน แหล่งป่าไม้สำรองของโลก 1 ใน 15 ส่วนของแหล่งพลังงานน้ำของโลก 2 ใน 5 ส่วนของแร่เหล็กในโลก ทั้งสีดำ ทั้งสีต่างๆ และชนิดหายาก 2 ใน 5 ส่วนของโปแตสเซียมของโลก

            โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของโลก ตั้งอยู่ที่รัสเซีย สร้างในปีพ.ศ. 2497 ชื่อว่า Obninsk มีกำลัง 5 ล้านวัตต์ ต่อมารัสเซียมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วประเทศกว่า 25 แห่ง เมื่อเกิดเหตุที่เซอร์โนบิลเมื่อพ.ศ.2529 รัสเซียเหลือโรงไฟฟ้าที่เปิดใช้งานเพียงแห่งเดียวเท่านั้น ผนวกกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียตทำให้ขายเงินทุนเพื่อพัฒนานิวเคลียร์ การก่อสร้างขยายหยุดชะงัก ต้องหันมาขายสารกัมมันตภาพรังสีให้แก่จีน อิหร่าน และอินเดีย เพื่อนำเงินมาพัฒนานิวเคลียร์

            สถิติที่น่าสนใจ

1.       รัสเซียมีเต่าปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ใช้งานอยู่ทั้งหมด 31 แห่งได้กำลังไฟฟ้าทั้งหมด 21,743ล้านวัตต์

2.       งบประมาณแห่งชาติด้านนิวเคลียร์เพิ่มจากร้อยละ 15.6 เป็นร้อยละ 18.6 ในปีพ.ศ. 2549 เพื่อการควบคุมรักษาความปลอดภัยและการถ่ายทอดเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปต่างประเทศ

3.       รัฐบาลตั้งเป้าลดผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มอย่างน้อยปีละ 2.3 เท่า ก่อนปีพ.ศ. 2563

4.       รัสเซียส่งออกพลังงานนิวเคลียร์ครั้งแรกในปีพ.ศ 2516 ส่งออกแร่ยูเรเนียมครั้งแรกในปีพ.ศ. 2533

5.       ลูกค้ารายใหม่ในการซื้อสารกัมมันตภาพรังสีนิวเคลียร์ ได้แก่ แอฟริกาใต้ ชิลี โมร็อกโก นามิเบีย อียิปต์ แอลจีเรีย เวียดนาม และบังกลาเทศ

สินค้าส่งออก ข้าวสาลี  ฝ้าย อุตสาหกรรมเล็ก จักรกล กระดาษ สิ่งทอ น้ำมัน ผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน ก๊าซ ไม้ ผลิตภัณฑ์จากไม้ โลหะ เคมีภัณฑ์ อาวุธโธปกรณ์ต่างๆ ยานยนต์ แมงกานิส ถ่านหิน ทองคำ

การเกษตรกรรม รัสเซียเป็นผู้ผลิตธัญหารรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก แต่ผลผลิตก็ยังไม่พอสำหรับประชากรในประเทศต้องนำเข้าจากต่างประเทศเพิ่มเติมด้วย พื้นที่ทางการเกษตรที่สมบรูณ์ พืชที่เพาะปลูกคือ ข้าวสาลี ธัญพืช ฝ้าย ชูการ์บีท เมล็ดทานตะวัน นอกจากนี้ยังมีการเลี้ยงวัวเนื้อ วัวนม ม้า และแกะพันธ์ขนเป็นจำนวน

ประชากร มีรวมทั้งสิ้น 145ล้านคน ส่วนใหญ่มีเชื้อสายรัสเซีย มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ไม่ต่ำกว่า 100 กลุ่ม เช่น ชนเผ่าตาตาร์ มองโกล ยูเครน บัชคีรี ชุกชี ยาคูด แม้จะมีพื้นที่กว้างใหญ่แต่ประชากรกลับอาศัยอยู่รวมกันหนาแน่นเฉพาะพื้นที่เท่านั้น

ศาสนา ศาสนาประจำชาติคือ ศาสนาคริสต์นิกายออร์โธดอกซ์ร้อยละ 90 ในยุตที่รัสเซียมีการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ ศาสนาเป็นสิ่งต้องห้าม เพิ่งจะมามีเสรีภาพในการนับถือศาสนาเมื่อไม่ถึง 20 ปีมานี้รองลงไปคือศาสนาอิสลาม ร้อยละ 6 ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก ร้อยละ 1.8 และพุทธศาสนานิกายมหายาน ร้อยละ 0.6

เมืองหลวง กรุงมอสโคว์มีประชากรราว 10 ล้านคน มากเป็นอันดับ 4 ของโลก มีชื่อเดิมว่า มัสโควี สร้างขึ้นโดยเจ้าชายชาวสลาฟชื่อ ยูริ โดลโกรูกี้ เจ้าชายเริ่มสร้างกระท่อมด้วยไม้ซุงเป็นครั้งแรงบนเนินเขาแห่งหนึ่ง ด้วยทรงเห็นว่ามีชัยภูมิดีสามารถเป็นหน้าด่านป้องกันการบุกรุกจากพวกตาตาร์และพวกมองโกล รวมทั้งได้สร้างป้อมปราการเคริมขึ้นด้วย

เวลา ที่กรุงมอสโคว์เร็วกว่ามาตรฐานที่กรีนิช 3 ชั่วโมง ช้ากว่าไทย 4 ชั่วโมง แต่ต่างจากเมืองลาดิวอสต็อกที่อยู่ทางตะวันออกถึง 7 ชั่วโมง

ไฟฟ้า ในโรงแรมที่พักโดยทั่วไปจะเป็น 220 โวลต์ แต่ในชนบทห่างไกลบางแห่งเป็น 127 โวลต์ ปลั๊กเป็นแบบ 2 ขากลม แต่ควรจะมีเครื่องแปลงกระแสไฟฟ้าติดตัวไปด้วย สะดวกที่สุดก็คือใช้ถ่านไฟฉายหรือแบตเตอรี่ ควรเตรียมไปให้พร้อม เพราะจะมีราคาแพง หาซื้อได้ค่อนข้างยากในรัสเซีย

ไปรษณีย์ เปิดบริการจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-19.00น. และวันเสาร์ เวลา 09.00-18.00น. วันอาทิตย์ปิด การขนส่งไปรษณีย์ยังล้าหลังใช้เวลานานกว่าประเทศอื่นๆ มาก แต่กำลังมีการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้น

โทรศัพท์สาธารณะ แบบหยอดเหรียญมีโดยทั่วไป แต่ถ้าจะโทรไปต่างประเทศแนะนำให้โทรในโรงแรมที่พักจะสะดวกที่สุด และราคาก็ไม่แพงนัก บางโรงแรมหมุนได้โดยตรงจากห้องพัก บางแห่งต้องแจ้งให้ โอเปอร์เรเตอร์  ต่อให้ตามคิว รหัสหมายเลขโทรศัพท์ของประเทศรัสเซียคือ 7 มอสโคว์คือ 095 เซนต์ปีเตอร์สเบิร์กคือ 812 โทรกลับเมืองไทย กดเลข 00 ตามด้วยรหัสประเทศไทย 66 รหัสจังหวัด ถ้าเป็นกรุงเทพฯก็กดรหัส 2 ถ้าโทรเข้ามื้อถือก็กดรหัสเลข 1, 6,9 แล้วตามด้วยเลข 7 ตัว

น้าดื่ม ไม่ควรดื่มจากก๊อกน้ำ  เพราะยังไม่สะอาดเพียงพอ อาจทำให้น้ำเสียได้โดยง่าย เนื่องจากความไม่คุ้นเคย น้ำดื่มสะอาดขายเป็นขวดมีจำหน่ายทั่วไป

เบอร์โทรศัพท์ฉุกเฉิน โทรฟรีได้จากโทรศัพท์สาธารณะทุกแห่ง

ไฟไหม้                                    01

ตำรวจ                                    02

รถพยาบาล                           03

แก๊สรั่ว                                    04

ข้อมูลนักท่องเที่ยว                                09

เวลาที่เหมาะในการไปเที่ยว แบ่งได้เป็น 2 ช่วง ได้แก่

1.       ฤดูใบไม้ผลิ ช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม อากาศกำลังเย็นสบายหิมะละลายแล้ว ต้นไม้ดอกไม้เริ่มผลิดอกออกใบ ทำให้บรรยากาศและทิวทัศน์สวยงามสดชื่น มีดอกไม้หลากหลายชนิดให้ชื่นชมและถ่ายรูป

2.       ฤดูใบไม้ร่วง ช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคม ใบไม้ต่างๆ บนต้นไม้จะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นส้ม แดง เหลือง น้ำตาล และจะผลัดใบจนเหลือแต่กิ่งเพื่อรับลมหนาวที่กำลังจะมาเยือน อากาศเริ่มหนาวเย็น มีความงดงามโรแมนติกต่างไปจากฤดูใบไม้ผลิอีกรูปแบบหนึ่ง

เสื้อผ้า หากเดินทางช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมและกันยายนถึงตุลาคม ควรเตรียมเสื้อแจ็กเก็ต เสื้อแขนยาว ผ้าพันคอ และหมวกเพื่อให้ร่างกายอุ่นเพียงพอ เพราะอากาศยังหนาวเย็นอยู่บ้าง อุณหภูมิประมาณ 10 -20 องศาเซลเซียส หากเป็นช่วงใบไม้ผลิหรือปลายใบไม้ร่วง ควรสวมเสื้อหนาวเป็นเสื้อ

โอเวอร์โค้ต เตรียมร่มกันฝน หนวก ละรองเท้ากันฝนได้ไปด้วย

        ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม อากาศจะอบอุ่นถึงร้อน ควรส้วมเสื้อผ้าที่ทำด้วยผ้าฝ้าย จะได้ซับเหงื่อและระบายอากาศได้ดี

        ในช่วงฤดูหนาวคือเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคม ไม่แนะนำให้ไปท่องเที่ยว เพราะอากาศจะหนาวเย็นมาก มีหิมะปกคลุมเดินทางไปไหนก็ไม่สะดวกและก่อให้เกิดอุบัติเหตูได้ง่าย

เงินตรา เรียกว่า “รูเบิล “ 1 เหรียญสหรัฐฯ แรกได้ 26 รูเบิลหรือคิดง่ายๆ 10 รูเบิลเท่ากับ 12 บาทโดย 1รูเบิลมีค่าเท่ากับ 100 โคเปค

        การแลกเงินควรเตรียมเงินเหรียญสหรัฐฯ ไปแลกจะดีที่สุดแลกได้ที่เคาน์เตอร์ของธนาคารที่สนามบิน โรงแรม ห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆทุกแห่งสถานีรถไฟท่าเรือ และบริเวณชายแดน ตามปกติจะเปิด 08.00-21.00น.

        การแลกเงินผ่านตลาดมืดหรือเอกชนต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษเพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเสี่ยงต่อการได้รับธนบัตรปลอมหรือธนบัตรยัดไส้เป็นสกุลเงินอื่น ซึ่งมีค่าน้อยกว่าเงินรูเบิล

        ควรแลกเงินแค่เพียงพอในการใช้จ่าย เพราะร้านค้าโดยทั่วไปในโรงแรมและสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ รับสกุลเงินแข็ง เช่น เหรียญสหรัฐ ปอนด์ ยูโร เยน และยังยินดีรับบัตรเครดิตที่มีชื่อดังทุกชนิด

        เงินรูเบิลที่เหลือต้องแลกคืนเวลาจะเดินทางออกจากรัสเซียก็ไม่สามารถแลกได้ในประเทศไทย และถ้าหากนำออกมาแลกเงินคืนจะต้องแสดงพาสปอร์ตและใบเสร็จแลกเงินเวลาที่เราแลกเงินรูเบิลไปตอนแลกอีกด้วย หากไม่มีจะไม่สามารารถแลกเงินคืนได้

        การเดินทางในรัสเซีย

        ทางรถไฟใต้ดิน ในเมืองใหญ่ๆ จะมีรถไฟใต้ดินไวบริการเช่น มอสโคว์ เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก มีชื่อเสียงมาก นักท่องเที่ยวทุกคนที่ไปเยือนรัสเซียจะต้องไม่พลาดลองนั่งดูสักครั้ง

        สถานีรถไฟใต้ดินในมอสโคว์มีทั้งหมด 132 แห่ง ทุกแห่งจะประดับประดาด้วยงานศิลปะที่มีความวิจิตรบรรจง ทั้งงานประติมากรรมและจิตรกรรม

      ระบบรถไฟบนดิน ทั่วประเทศของรัสเซียมีความยาวที่สุดในโลก คือประมาณ 145,000 กิโลเมตร ใช้ทั้งระบบไฟฟ้าและดีเซล ตู้จะมีสีเขียวคาดเหลือง มีทั้งแบบรถไฟธรรมดาและด่วนพอเศษ สายที่นิยมมากก็คือจากมอสโคว์ไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กที่มีรถไฟตู้นอนพิเศษแบ่งเป็นห้องๆ ห้องละ 4 เตยง สะอาดและปลอดภัยดีมาก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 9 ชั่วโมง และสามารถเห็นทิวทัศน์ที่งดงามของธรรมชาติสองข้างทางได้อย่างเต็มอิ่ม

      เส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย สายที่ยาวที่สุดในโลกคือ 9,438กิโลเมตร เชื่อมกรุงมอสโคว์เข้ากับวลาดิวิสต็อก ใช้เวลาเดินทางรวม 9 วัน ข้ามดินแดนต่างๆ ถึง 7 ภูมิภาคของรัสเซีย โดยเฉพาะไซบีเรีย รถไฟสายนี้จะหยุดจอดเมืองที่สำคัญตลอดการเดินทาง แต่จะจอดสถานีละไม่เกิน 15 นาทีแล้วจะแล่นต่อไปทันที

      ถนน สภาพถนนหนทางยังมีสภาพไม่ดีเท่าไหร่ที่ควร การขับขี่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ การจราจรจะขับชิดด้านขวาของถนนพวงมาลัยจะอยู่ด้านซ้ายมือ  ผู้ขับรถห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือกินยาที่ทำให้ง่วงนอน ต้องมีใบอนุญาตขับขี่นานาชาติ มีเอกสารกำกับเป็นภาษารัสเซียและออกให้โดยรัฐบาล

        ความเร็วสูงสุดในเมืองคือ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และนอกเมือง 90 กิโลเมตรต่อชั่งโมง ส่วนถนนไฮเวย์ให้ดูป้ายสัญญาณแต่ละเส้นทางจะกำหนดไม่เท่ากัน ประมาณ 100-200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

การเดินทางในมอสโคว์

ทางบก กรุงมอสโคว์ล้อมรอบด้วยถนนวงแหวนที่เรียกกันว่า โกลเด้นริง มีความยาว 109 –กิโลเมตร การวางผังเมืองเป็นไปอย่างมีระบบเป็นไปอย่างมีระบบ มีถนนวงแหวนเป็นชั้นๆ ชั้นแรกคือ   บูเลอวาร์ด  เป็นรูปเกือกม้ายาว  9 กิโลเมตร ประกอบด้วยถนนเป็นช่วงๆ ช่วงละ 10 สายด้วยกัน

 

 

รถยนต์ ที่ใช้กันอยู่ทั่วไปเป็นยี่ห้อจิ๊กกูลี่และลาด้า หากรถหากรถขนาดใหญ่จะเป็นยี่ห้อโวลก้า เป็นรถของราชการซึ่งมักจะเป็นสีดำ และรถแท็กซี่จะมีหลายสี

            เมื่อรถเสีย อู่ซ่อมและอะไหล่ก็หายาก จอดไว้ที่ไหนก็ระวังขโมย บางครั้งกระจกมองข้าง ที่ปัดน้ำฝน ล้อรถ ฝาครอบล้อก็หายไปได้ในพริบตา ค่าน้ำมันก็ค่อนข้างแพง และหาปั๊มน้ำมันก็ยาก

รถเมล์ ในมอสโคว์มีบริการถึง 437 สาย ตั้งแต่เวลา 06.00-24.00 น. บางสายให้บริการจนถึงตี 1ค่าโดยสารก็ถูกมากเพียง 20 โคเปคตลอดสาย นอกจากนี้ยังมีรถเมล์ไฟฟ้าอีก 82 สายและรถรางอีก 37สาย ค่าโดยสารก็เท่ากับรถเมล์

รถแท็กซี่ มักจะเป็นสีเหลืองและมีเครื่องหมายตัว T อยู่บนหลังคาส่วนใหญ่จะจอดอยู่บริเวณด้านหน้าโรงแรมหรือจะโทรศัพท์เรียกก็ได้ มีเบอร์ศูนย์รวมคือ 9270000 เมื่อคนขับแท็กซี่ได้รับคำสั่งจากศูนย์ให้ไปรับผู้โดยสารเขาจะเริ่มกดมิเตอร์ทันที โดยคิดกิโลเมตรละ 40โคเปค

ทางเรือ การเดินทางเรือทั่วประเทศยาว 101,000กิโลเมตร ในฤดูร้อนช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน มีเรือโดยสารขนาดเล็กนำนักท่องเที่ยวล่องชมทิวทัศน์ไปตามแม่น้ำมอสควา

ทางอากาศ กรุงมอสโคว์มีสนามบินรวม 4 แห่งอยู่ 4 มุมเมือง ได้แก่

1. Sheremetyevo (SVP) อยู่ทางทิศเหนือของมอสโคว์ ประมาณ 40 กิโลเมตร

2. Domodedovo (DME)อยู่ทางทิศใต้ของมอสโคว์ ประมาณ 45 กิโลเมตร

3.Bykovo ( BKO)อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของมอสโคว์ประมาณ 35 กิโลเมตร

หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ในมอสโคว์จะมี Moscow News และMoscow Times มีขายทาวไปในร้านค้าของโรงแรม ส่วนในเซนปีเตอร์สเบิร์กก็มี  The Neva New ส่วนหนังสือพิมพ์ภาษารัสเซียอันดับ 1ก็คือ ปราฟด้า และหนังสือพิมพ์ของสหภาพแรงงานชื่อทรูด

โรงละคร คนรัสเซียชอบใช้ชีวิตยามว่างหลังจากทำงานหนังพักผ่อนหย่อยใจตามโรงละครมากที่สุด ในมอสโคว์มีโรงละคร 32แห่ง ค่าตั๋วเข้าชมประมาณ 100 โคเปค แต่ละวันจะมีผู้เข้าชมละครประมาณ 45,000

โรงภาพยนตร์ เป็นแหล่งบันเทิงที่ฮิตสุดๆ ในมอสโคว์มีถึง 120 แห่ง ค่าบัตรก็ไม่แพง 80 โคเปค ในแต่ละวันจะมีผู้เข้าชมภาพยนตร์ประมาณ 300,000 คนพิเศษ หากรวมกันทั่วประเทศจะมีถึง 179,991โรงมากที่สุดในโลก

ละครสัตว์ ของรัสเซียก็มีชื่อเสียงมาก ทุกคนไปรัสเซียก็ไม่ควรพลาดการชมเด็ดขาด ในมอสโคว์มีโรงละครสัตว์อยู่ 2 แห่งคนจะแน่นตลอด เพราะการแสดงเป็นของแปลก มีหลากรสหลายประเภท สัตว์ก็มีหลายชนิดไม่ว่าจะเป็นหมี ช้าง ลิงชิมแปนซี ลิงอุลังอุตัง สุนัข นก ม้า ล้วนแล้วแต่ได้รับการฝึกฝนมาดียิ่ง

พิพิธภัณฑ์ รัสเซียได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีพิพิธภัณฑ์มากที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง และพิพิธภัณฑ์ที่สำคัญมีชื่อเสียงมาก ไม่ควรพลาดชมก็คือ พิพิธภัณฑ์เดอะอาร์เมอรี ในพระราชวังเครมลิน มอสโคว์ จัดแสดงเรื่องราชกกุธภัณฑ์ ข้าวของเครื่องใช้หลายประเภทในราชสำนักของพระเจ้าซาร์ อาวุธยุทโปกรณ์ และเครื่องราชบรรณาการจากประเทศต่างๆ หลายยุคหลายสมัย

การเดินทางไปเยือนรัสเซีย

                ในปัจจุบันนี้ ทุกคนสามารถเดินทางไปรัสเซียได้โดยสังเขปไม่มีข้อห้ามใดๆและไม่มีความน่ากลัวเหมือนในอดีตอีกต่อไป เพราะสหพันธ์รัสเซียและกลุ่มประชาคมรัฐอิสระต่างก็ได้เปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยือนจากทั่วทุกมุมโลก

ทางเครื่องบิน มีสายการบินนานาชาติกว่า 40 สายที่บินเข้าไปสู่กรุงมอสโคว์และเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ต่างกับในอดีตทีมีเพียงสายการบินเดียวคือแอร์โรฟลอต ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติของรัสเซีย

            การเดินทางจากกรุงเทพมีสายการบิน 22สายบินเข้าสู่กรุงมอสโคว์ส่วนนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กต้องใช้สายการบินภายในประเทศบินต่อจากกรุงมอสโคว์อีกต่อหนึ่ง เฉพาะการบินแอโรฟลอตและการบินไทยที่บินตรง

วีซ่า ปัจจุบันคนไทยสามารถเดินทางไปรัสเซียได้สะดวกขึ้นมากโดยไม่ต้องทำวีซ่า อยู่ได้ไม่เกิน 30 วัน หากต้องการอยู่เกินให้แจ้งต่อสถานทูตและเสียค่าธรรมเนียมวีซ่าเพื่อพำนักอาศัยอยู่ต่ออย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งทำได้ง่ายไม่มีความยุ้งยากอะไร

ด่านตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร ปัจจุบันสะดวกรวดเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ไม่ตองมีไกด์ท้องถิ่นเข้ามารับรองถึงข้างในสนามบินหรือไม่ต้องมีหลักฐานจากโรงแรมที่พักไว้มาแสดงถึงจะผ่านเข้าได้เจ้าหน้าที่ส่วนมากจะพูดภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ ทำให้อาจเกิดอุปสรรค์ขึ้นบ้างเป็นบางครั้ง

ทางรถไฟ เป็นเส้นทางจากยุโรปตะวันตก ซึ่งเชื่อมต่อกันได้สะดวกและปลอดภัย สามารถเดินทางได้โดยซื้อตั๋วเหมารวมได้มนราคาไม่แพงนักท่องเที่ยวนิยมกันมากเรียกว่าตั๋วรถไฟยูเรลพาส มีกำหนดอายุ 1เดือน 3 เดือน 6เดือน เดินทางได้ไปเที่ยวทั่วยุโรปทุกเมือง โดยไม่จำกัดครั้ง

ทางทะเล รัสเซียมีเมืองท่านานาชาติในทะเลบอลติกคือเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กมีเรือโดยสาร เรือสินค้าติดต่อกับประเทศต่างๆในยุโรป เช่นเฮลชิงกี ออสโล สตอกโฮล์ม โกเตนเบรอก และลอนดอน

ทางรถยนต์

รัสเซียมีพรมแดนเชื่อมกับประเทศในยุโรปตะวันตก สามารถเดินทางได้สะดวกหลายจุด ได้แก่ จุดผ่านแดนติดกับประเทศโปรแลนด์ โรมาเนีย สโลวีเนีย ฮังการี และฟินแลนด์ เป็นต้น

                ถนนหนทางได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมให้ดีขึ้นอย่างเสมอ แต่ศูนย์บริการซ่อมรถยนต์ยังไม่ดีและมีจำนวนน้อยมาก ปั๊มน้ำมันยังมีไม่เพียงพอเส้นทางในชนบทนอกเมือง โดยเฉลี่ยระยะทาง 30 กิโลเมตรจะมีปั๊มน้ำมัน 1 แห่ง จึงไม่แนะนำสำหรับการขับรถเข้าไปเที่ยวเองในรัสเซีย เพราะยังมีอันตรายอยู่มาก สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ยังไม่พร้อม ถนนยังมีสภาพไม่สมบรูณ์และอาจต้องเสียเวลามากในการเข้าคิวตรวจค้นที่ด้านตรวจคนเข้าเมืองบริเวณชายแดนของรัสเซียกับประเทศเพื่อนบ้าน

ธงชาติสหพันธรัฐรัสเซีย มีลักษณะเป็นธง 3สี รูปสีเหลี่ยมผืนผ้าแบ่งเป็น 3 แถบแนวนอน มีความกว้างเท่ากับ เรียงจากบนล่าง ขาว-น้ำเงิน-แดง ตามลำดับ

สถานที่น่าท่องเที่ยวของรัสเซีย

สร้างโดยเจ้าชายยูริ โดลโกรูกี้ในปีพ.ศ. 1690 บนเนินเขาริมแม่น้ำมอสโคว์ ต่อมาก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจของพวกมองโกล โดยให้เจ้าชายอีวานที่ 1เป็นผู้ควบคุมเก็บภาษีส่งให้กับมองโกล แต่พระองค์แอบเก็บเอาไว้ส่วนหนึ่ง และเริ่มขยายอาณาเขตรัสเซียให้กว้างใหญ่ออกไป พระองค์ทำให้มอสโคว์เป็นศูนย์หลากทางศาสนามีการก่อสร้างโบสถ์ด้วยหินสีขาวเป็นครั้งแรก และมีการสร้างกำแพงหินขาว ขึ้นมารายล้อมเครมลินในปีพ.ศ.1910 โดยเจ้าชายมิทริ ดอยสกอยจึงทำให้เรียกขานกันว่า เมืองกำแพงหินขาว

พรราชวังเคริมลิน ในมอโคว์เป็นศูนย์กลางอำนาจรัฐ เป็นที่ประทับแห่งซาร์หรือจักรวรรดิ เป็นพระราชวัง ต่อมาเป็นทำเนียบรัฐบาล เป็นศูนย์บัญชาการของผู้ปกครองมอสโคว์และจักรวรรดิรัสเซีย รวมทั้งเป็นศูนย์กลางของจักรนิกายออร์โธดอกซ์ ซึ่งได้รับมาจากจักรวรรดิไบแซนไทน์ หรือโรมที่ 2 และเจริญรุ่งเรืองเฟื่องฟูต่อมาในรัสเซีย ด้วยเหตุนี้เครมลินจึงได้รับการกล่าวขานอีกชื่อว่า โรมที่ 3

ซากอร์ส เป็นเมืองที่มีศาสนาทางคริสต์ศาสนาที่เจริญรุ่งเรืองมากในอดีตเมื่อราว 700ปีมาแล้ว ถือกันว่าเก่าแก่ที่สุดของรัสเซียอยู่ห่างจากมอสโคว์ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เดิมมีชื่อว่า เซอร์เกอเยฟ โปสาดเป็นชื่อของนักบุญเซอร์เจียส ผู้ก่อตั้งวัดแห่งนี้ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ซาร์กอร์ส เพื่อเป็นเกียรติแก่เลขานุการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ที่ชื่อว่า ซาร์กอร์กี้ เป็นชาวเมืองแห่งนี้ซึ่งถูกลอบสังหารในปีเดียวกัน

ภายในกำแพงวัดประกอบด้วย

 1.วิหารโฮลีทริตี้

2.วิหารอัสสัมชัน

3.โบสถ์แห่งวิญญาณศักดิ์สิทธิ์

 

นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก เป็นเมืองหลวงเกาแก่ของรัสเซีย สร้างโดยพระเจ้าปีเตอร์มหาราช เซนต์ปีเตอร์เบิร์กเป็นเมืองที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในยุโรปและในโลก พระเจ้าปีเตอร์มหาราชทรงว่าจ้างช้างฝีมือจากยุโรปหลายประเทศ ทุกแขนง มาช่วยกันสร้างเมืองใหม่ให้มีสีสันสวยงาม มีระเบียบ มีผังเมืองอย่างดี จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกในด้านความงดงามและความยิ่งใหญ่เหนือคำบรรยาย

แหล่งอปปิ้งของน่าซื้อ

กรุงมอสโคว์ จะมีห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ อยู่หลายแห่ง เช่น

1.ห้างกุม มีขาดใหญ่และทันสมัยที่สุดของรัสเซีย ตั้งอยู่บนถนนกราสยาน่า โปลชชาด เลขที่ 3 ติดกับจัตุรัสแดง มีสินค้าชั้นนำมากมายทุกชนิด ที่ร้านอาหารและซุปเปอร์มาร์เก็ต วัยรุ่นสมัยใหม่ชาวรัสเซียชื่นชอบที่นี่มาก เพราะมีร้านจำหน่ายสินค้าต่างชาติมากมายรวมกันอยู่ที่แห่งนี้

2.ห้างเด็ทสกี้เมียร์ ขายของเด็กเล่นนานาชนิดรวมทั้งเสื้อผ้าข่าวของเครื่องใช้ต่างๆ

3.หางทะชุม จำหน่ายสินค้าพื้นเมืองของรัสเซียได้แก่ อำพันเครื่องประดับที่ทำจากปะการัง ขนเฟอร์ พรม เครื่องหนัง เสื้อผ้า เครื่องแกะสลักเป็นต้น

4.ห้างโวเอ็นตอร์ก จำหน่ายสินค้าของทหารกองทัพรัสเซีย เช่น เครื่องแบบทหาร หมวก รองเท้า เข็มกลัด นาฬิกา กล่องส่องทางไกล เข็มทิศ

5.ห้างอิสเมย์ลอฟสกี้ ขายเฉพาะผลิตภัณฑ์พื้นเมืองนานาชนิด โดยเฉพาะศิลปหัตถกรรมต่างๆ ที่ทำกันในท้องถิ่นทั่วไป

เซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ย่านช้อปปิ้งจะอยู่ที่ถนนเนฟสกี้ พรอสเป็ค มี 2     ห้าง

1.ห้างสรรพสินค้ากร๊อสทินนี่ ดวอร์

2.ห้างพาสสาจ

สิ่งที่ควรซื้อในรัสเซีย มีชื่อเสียงบรรดานักท่องเที่ยวนิยมหาซื้อติดไม้ติดมือกับไปฝากคนที่รักและนับถือมีอยู่หลายประเภทได้แก่

1.ตุ๊กตามาทรอก้า

2.กล่องไม้แล็กเกอร์

3.เครื่องไม้เคลือบทอง คล็อคโคลม่า

4.เครื่องปั่นดินเผาจีเซล

5.อำพัน

6.เหล้าวอดก้า

7.ไขปลาคาเวียร์

อาหารการกินที่มีชื่อเสียง

รัสเซียเป็นประเทศที่กว้างใหญ่ไพศาลที่สุด ดังนั้นจึงมีชนชาติกลุ่มน้อยอาศัยอยู่รวมกันมากมายหลายเชื้อชาติทำให้อาหารในรัสเซียจึงมีหลายรูปแบบ หลากรสชาติ  แต่ละเชื้อชาติจะมีเอกลักษณ์ในตัวเองที่โดดเด่นไม่เหมือนกัน ซึ่งแบ่งออกให้เป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ 3 ประเภทคือ

1.       จอร์เจียน เป็นอาหารยอดนิยมอย่างหนึ่งที่มีชื่อเสียงได้แก่ ชาชะลิก เนื้อแกะหรือเนื้อวัวอย่างแบบบาร์บีคิวเสียบด้วยเหล็กอันยาวๆ หั่นเป็น สี่เหลี่ยมลูกเต๋าชิ้นใหญ่เสียบสลับกับมะเขือเทศ หอมใหญ่ละหยวกขนาดใหญ่ อย่างบาร์บีคิวจนสุขมากน้อยตามต้องการ รับประทานกับน้ำซอสทำเอง รสชาติอร่อยมากหากเป็นเนื้อไก่ก็สั่งได้ แต่ไม่ค่อยนิยมรับประทาน ส่วนเนื้อหมูไม่มีส่วนใหญ่นับถืออิสลามกัน

2.       ยูเครนเนียน ชาวพื้นเมืองยูเครนรับประทานคือซุปน้ำข้นบร็อชกันเอง ทีละมากๆ ทำมาจากหัวบีทรูทสีแดง ใส่ผักกะหล่ำปลี เนื้อวัว เห็ด ชีสและเครื่องปรุงซึ่งเป็นเครื่องเทศผสมกันหลายชนิด โรยด้วยผักชีฝรั่งและ

สมิตาน่า หรือจะเป็นซุปเกี๊ยวผสมลูกชิ้น

ส่วนอาหารที่ขึ้นชื่อมากอีกอย่างหนึ่งซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลก ได้แก่ ไก่เคียฟ เป็นไก่ซุปแป้งทอด  ผสมเครื่องเทศและกระเทียมรวมไปถึงซารา มันหมูแข็งสุกโรยด้วยเกลือ ใส่เครื่องเทศกับกระเทียม รับประทานกับขนมปังดำซึ่งเป็นขนมประจำชาติของรัสเซีย ชื่อว่า ชอรินนี่ ออกรสเปรี้ยว ตบท้ายด้วยวอดก้า

3.       รัสเชียน มีชื่อเสียงมากที่สุดได้แก่

ก. เนื้อสโตรกานอฟ สเต็กเนื้อวัว ชนนิดนุ่มพิเศษ รับประทานอร่อยได้รสชาติกับซอสและน้ำเกรวีที่ได้มีการปรุงโดยเฉพาะ

ข. ไขปลาคาเวียร์เบลูก้า เป็นไข่ของปลาสเตอร์เจียนชนิดหนึ่ง

ค. บลินนิกี้ เป็นแพนเค้กรับประทานกับเนย โยเกิร์ต แยม เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆ และไขปลาคาเวียร์

ง. เชอชิ ซุปกะหล่ำปลีใส มีรสเปรี้ยว ใส่เนื้อ โรบหน้าด้วยมัสตาร์ด

จ. เพลมินี่ ซุปแป้งกลมใส่เนื้อคล้ายเกี๊ยว

ฉ. กาช่ะ ข้าวต้มธัญพืชต่างๆ

 

 

อาหารเช้า นิยมรับประทานขนมปัง เนย แยม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต พุดดิ้ง ไข่ลวก ไข่คน ไส้กรอกรัสเซีย

 บีทอสกี้ เครื่องดื่มนิยมน้ำผลไม้สดนั้น นมสด ชา และกาแฟร้อน

อาหารกลางวัน จะเริ่มด้วยซุปร้อนๆ แก้หนาว ที่นิยมกันก็คือซุปบร็อช บีทรูดแดง ซุปเชอชิ กะหล่ำปลีเปรี้ยว ซุปบ้อทวินย่า ปลารมควันเย็น และซุปปราสโสลนิก เนื้อผสมเครื่องในใส่ผักและครีมเปรี้ยว

บุคคลสำคัญที่ควรรู้จัก

พระเจ้าปีเตอร์มหาราช ประสูติเมื่อพ.ศ.2215 เป็นโอรสของพระเจ้าซาร์อเล็กซิสกับพระนางนาตัลยา นาริสกีนา ซาริน่า พระมเหสีองค์ที่ 2 พระนางมาจากครอบครัวของขุนนางขนาดเล็กๆ แต่มีรสนิยมไปทางตะวันตก ไม่เข้มงวดเช่นครอบครัวขุนนางรัสเซียทั่วไป พระนางจึงมีความเฉลียวฉลาด มีกิริยาคล่องแคล่ว พระเจ้าซาร์อเล็กซิสทรงเลือกด้วยความรักให้เป็นมเหสีองค์ที่ 2ของพระองค์เมื่อพระนางมีอายุเพียง 18 ปี

            เป็นเหตุให้เจ้าชายปีเตอร์เป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงม มีสติปัญญาเฉียบแหลม ต่างกับพระเชษฐาต่างมารดาที่ชื่อว่าเจ้าชายเฟเดอร์ ที่มีสุขภาพไม่ดีและมีความพิการทางร่างกาย แต่ได้เป็นซาเรวิชหรือองค์รัชทายาท เพราะเป็นโอรสของพระมเหสีองค์แรก

มเหสีของพระเจ้าชาร์ปีเตอร์มหาราช  การเดินทางไปเยือนยุโรปส่งผลให้ชีวิตส่วนพระองค์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ทรงได้เข้าร่วมสมาคมสตรีชั้นสูงของยุโรป ซึ่งทุกคนล้วนแต่มีความเฉลียวฉลาด รู้จักวางตัวในสังคม มีเสน่ห์และร่าเริงแจ่มใส่ ทำให้พระองค์รู้สึกเบื่อหน่ายพระนางเออดาเซียมเหสีของพระองค์ที่พระราชมารดาจัดหามาให้ พระนางเป็นกุลสตรีแบบหัวโบราณ ทรงเคร่งศาสนามาก รังเกียจความคิดของต่างชาติ และอยู่ใต้อำนาจพระสวามีอย่างเคร่งครัด

ซาเรวิช อเล็กซิส เป็นพระโอรสองค์เดียวของพระเจ้าซาร์ปีเตอร์กับพระนางเออดาเชีย พระมเหสีองค์แรกซึ่งได้รับพระยศเป็นพระยุพราชหรือรัชทายาท มาตั้งแต่ประสูติ ชะตาชีวิตของเจ้าชายเล็กซิสต้องประสบกับอุปสรรคเพราะขัดแย้งกับพระบิดาอย่างรุ่นแรง ทรงเมาน้ำจัณฑ์เป็นประจำ ไม่สนใจในการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัย ทั้งยังหนีไปพึ่งออสเตรีย ยอมสระตำแหน่งซาเรวิ๙เพื่อแลกกับการสมรสกับสนมลับ ที่สำคัญที่สุดคือทรงรังเกียจความคิดของตะต่างชาตะวันตก  และมุงทำลายแผนการปรับปรุงประเทศรัสเซียใหม่ของพระราชบิดา

            พระเจ้าปีเตอร์จึงทรงให้พระโอรสถูกไต่สวนเช่นเดียวกับนักโทษที่ต้องข้อหากบฏต่อแผ่นดิน

ด้วยการทรมารโดยเฆี่ยน ด้วยแส้และเผาไฟ เจ้าชายอเล็กซิสมีรูปร่างบอบบางจึงสิ้นพระชนในที่คุมขัง

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2  พระเจ้าซาร์องค์สุดท้ายของรัสเชีย เป็นโอรสของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 3 เป็นที่เกียจชังของพระชาชน เพราะไม่สนับสนุนขบวนการเรียกร้องเสรีภาพ ทรงปล่อยให้รัฐปูตินมีอิทธิพลในราชสำนัก ทรงจำสละพระราชสมบัติในช่วงปฏิวัติรัสซีย

รัสปูติน เกรกอรี เยฟิโมวิช รัสปูติน เกิดในครอบครัวชาวนา บิดาของเขาเป็นคนเข้มงวดต้องการให้ลูกมาช่วยพ่อทำนา เขาจึงไม่ได้เรียนหนังสือ กลายเป็นเด็กเหลือขอ อ่านหนังสือไม่ออก และมารดาของรสปูตินก็เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็กเขามีความสามารถพิเศษรักษาสัตว์เลี้ยงที่บาดเจ็บและไม่สบายให้หายได้ร่วมทั้งมีญาณพิเศษเป็นพรสวรรค์ที่ผู้อื่นไม่มี

แม็กซิม กอร์กี้ กวีอีกหนึ่งที่คนไทยรู้จักดี มีชื่อเสียงเป็นงานเขียนอัตชีวประวัติ 3 เรื่องด้วยกันคือ Childhood, in the world และ My Universities เขาสนับสนุนการปฏิวัติในปีพ.ศ. 2477 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคนแรกของสหภาพนักเรียนของโซเวียต

เลโอ ตอลสตอย นักประพันธ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงจากผลงานชิ้นเอกแบบมหากาพย์เรื่องสงครามและสันติภาพ

และแอนนา คาเรนิน่า  ผลงานของเขาสร้างสีสันให้กับสังคมมากในยุคนั้น ประกอบด้วยตัวละครมากมายและเหตุการณ์หลากหลาย

ปีเตอร์ ไชคอฟสกี้  นักแต่งเพลงบัลเล่ต์ผู้โดงดัง คีตกวีเอกในดนตรีสไตร์โรแมนติกแสดงออกถึงอารมณ์เข้มข้นลึกซึ้งที่ตนเองรู้สึกอยู่ภายใน ทั้งเศร้าสร้อยหดหู่ถึงจนปิติยินดี

เลโอนิต เบรชเนฟ  เกิดเมื่อ 19ธันวาคม พ.ศ.2449เป็นบุตรคนแรกในจำนวน 2 คน บิดาเป็นกรรมกรในโรงงานถลุงเหล็กมีฐานะยากจน แต่เขาเป็นขยันขันแข็ง จบการศึกษา ออกมาเป็นกรรมกรท่าเรือพร้อมกับเรียนในมหาวิทยาลัยช่างสำรวจรังวัดไปด้วยเป็นสมาชิกองค์การยุวชนคอมมิวนิสต์ และเป็นสมาชิกพรรคคอมมินิสต์เต็มตัว

มิคาอิล กอร์บาชอฟ เขาสนใจในวิชาสาขา สามารถท่องจำกวีนิพนธ์ของกวีรัสเซียคนที่สำคัญๆ อย่างพุชกิ้นและเลอร์มอนตอฟอย่างขึ้นใจ เขาได้เลือกเรียนกฎหมายและทำงานให้คอมโซโมลอย่างเข้มแข็ง จึงได้รับเลือก

ให้เป็นกรรมการ 1ใน11 คน ของคณะกรรมการคอมโชโมลประจำคณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมอสโคว์

บอริส เยลต์ชิน เป็นผู้รณนรงค์ให้สภาพโซเวียตเป็นประเทศที่มีเสรีภาพมากขึ้นและใช้เศรษฐกิจแบบทุนนิยม โดยเร่งปฏิรูปประเทศอย่างรวดเร็วขึ้น

ที่สุดในโลกรัสเซีย

1.มีผลผลิตมากเป็นอันดับ 1 โลก ได้แก่ ข้าวบาร์เลย์ เนย น้ำมัน ปอ นมวัว ข้าวโอ๊ต มันฝรั่ง ข้าวไรน์ ผลผลิตจากเนื้อแกะ ข้าวสาลี ปุ๋ยโปแตส ปุ๋ยไนโตรเจน แร่ธาตุ ก๊าซธรรมชาติ แร่นิกเกิ้ล น้ำมันดิบ แมงกานีส ทองคำขาว และม้า

2.ภูมิศาสตร์เป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุด มีทะเลสาบน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดชื่อ แคสเปี้ยน และมีทะเลน้ำจืดที่ลึกที่สุดชื่อ

 ไบคาล ตาร์ตาร์

3.คมนาคม มีทางรถไฟเที่ยวที่ยาวที่สุดชื่อ สายทรานส์ไซบีเรีย

4.อ่างเก็บน้ำเพื่อชลประทานใหญ่ที่สุดชื่อ แบรท์สคอยว์ ในไซบีเรีย

5.เสื้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกคือ เสือไซบีเรีย

6.อวอาศส่งดาวเทียมดวงแรกของโลกชื่อ สปุตนิก

7.ภาพยนตร์มีมากที่สุดในโลกคือ 176,991 โรง

8.หนังสือพิมพ์รายวัน มากที่สุดในโลก 2,495 ฉบับ

9.เมืองที่อากาศหนาวที่สุดในโลกชื่อ โนรีลส์ก

10.ปืนใหญ่ที่มีขานใหญ่ที่สุดในโลกชื่อ The Tsar Pushkaอยู่ในพระราชวังเครมลิน

11.ระฆังที่ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อ The Tsar KoloKol อยู่ในพระราชวังเครมลิน

12.ตึกเรียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก อยู่ในมหาวิทยาลัยเอ็มวี โลโมโน โซฟสเตท ยูนิเวิร์ดชิตี้

13.ภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างแพงที่สุดในโลก คือ สงครามและสันติภาพ เป็นวนิยายเรื่องเยี่ยมของเลโอ ตอลสตอย

 

รัสเซียจักรวรรดิล่มสลาย

หลังจากการล่มเหลวของการปฏิวัติในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2534 นายบอริส เยลต์ชินเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในเดือนธันวาคม ตามกฎหมายรัฐสภาแห่งประชาชน สหภาพเวียตถูกยุบ รัฐตั้ง 15 รัฐแยกตัวออกเป็นอิสระ เรียกว่า ประเทศหรือจักรภพแห่งรัฐเอกราช โดยมีรายชื่อดังต่อไปนี้

1.       อาร์เมเนีย

2.       อาเจอร์ไบจาน

3.       เบลารุส

4.       เอสโตเนีย

5.       จอร์เจีย

6.       คาชัคสถาน

7.       คีร์กีซสถาน

8.       ลิทัวเนีย

9.       ลัตเวีย

10.   มอลโดวา

11.   รัสเชีย

12.   ทาดจิกิสถาน

13.   เติร์กเมนิสถาน

14.   ยูเครน

15.   อุซเบกิสถาน

รัสซียเบ็ดเตร็ดที่น่ารู้

 

สหพันธรัฐรัสเซียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ใหญ่กว่าประเทศไทย 33 เท่า กินพื้นที่ในทวีปเอเชียและยุโรป ประกอบด้วย 15 รัฐ ตอนโซเวียตล่มสลายได้แตกเป็น 15 ประเทศ 1 ใน15คือประเทศรัสเซีย แบ่งแยกย่อยออกเป็น 21 สธารณรัฐ 49 มณฑล และมหานครอิสระอีก 2 แห่งคือมอสโคว์และเซนร์ปีเตอร์สเบิร์ก

                แต่ละสาผารณรัฐมีประธานาธิบดี มีนายกรัฐมนตรี มีรัฐสภา แต่ไม่มีอำนาจในการติดต่อกับต่างประเทศด้วยตนเอง และไม่สามารถพิมพ์ธนบัตรขึ้นมาใช้เองมี 3 สาธารฯรัฐที่นับถือศาสนาพุทธ นั้นคือ บูเวีย เตีย คาลมุค นอกนั้นนับถือศาสนาคริสต์นิกายออร์ด็อกทั้งหมด ยกเว้นคีร์กีซสถานที่นับถือศาสนาอิสลาม

ด้วยเหตุที่มีอากาศหนาวจัดเกินไป ทาให้ประชาชนมีนิสัยขี้เกียจยากที่จะพัฒนา รวมทั้งมีพื้นที่กว้างไพศาลมาก แต่ไม่มีทางออกสู่ทะเลเพียงพอ ทำให้ไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้สะดวก จึงยิ่งทำให้โลกแคบของตัวเองโดดเดี่ยว มีภาษา วัฒนธรรม ประเพณีต่างๆแปลกไปจากโลกของยุโรปโดยทั่วไป

ชนกลุ่มน้อยชุกชะ

เป็นเชื้อสายมองโกลอยด์อีกเผ่าหนึ่ง มีผมสีดำ อาศัยอยู่ในบริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือสุดของรัสเซีย มีอากาศหนาว อากาศหนาวแห้ง ไม่มีลมพัด แต่จะหนาวน้อยกว่าอังกฤษที่มีอากาศชื้นและลมพัดแรง

ไซบีเรียที่หนาวเย็น ตั้งอยู่ตอนเหนือของเอเชีย อาณาเขตเริ่มตั้งแต่ริมฝั่งมหาสมุทรอาร์กติกลงมาจนถึงตอนกลางของทวีปเอเชีย จรดดินแดนประเทศจีนมีอากาศหนาวเย็นจัดจากขั้วโลกเหนือเข้ามาในทะเลแลปเตียฟ เข้าสู้หนาวที่สุดในรัสเซีย

การวัดผลทางการศึกษา แบ่งเป็นเกรดๆ ถ้าได้เกรด 1-2=สอบตก,3=สอบผ่าน ,4=ดี ,5=ดีมาก สอบได้เกรด 5 มากกว่าร้อยละ 80 ของวิชาทั้งหมดจะได้รับปริญญาบัตรสีแดงเทียบเท่ากับปริญญาเกียรตินิยมของไทย มีสิทธ์เข้าทำงานเป็นครูหรืออาจารย์ได้เลยโดยไม่ต้องสอบเข้า รัฐบาลจะให้คนเป็นครูมากๆ จึงให้เงินเดือนและสิทธิ์ต่างๆ เป็นพิเศษแก่ครูที่จบได้ปริญญาเกียรตินิยม เดือนละ 850 รูเบิล เท่ากับ 3,505 บาท

สังคมชาวรัสเซีย ในอดีตทุกคนถือว่าเสมอภาคกัน มีห้องพักในแฟลตขนาดใกล้เคียงกัน มี ดาช่า เป็นบ้านหลังที่ 2 ไว้พักผ่อน โดยเช่าจากรัฐบาล เพื่อปลูกผัก ผลไม้ และดอกไม้ในวันหยุด ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐมนตรีหรือกรรมกรจะเท่าเทียมกัน ในวันเสาร์และวันอาทิตย์จะนั่งรถไฟไปดาช่า  วันธรรมดานั่งรถไฟใต้ดินไปทำงาน เลาว่างจะพาลูกไปเที่ยวสวนสนุก พาแฟนไปชมพิพิธภัณฑ์ พาเพื่อนไปยางบาบีคิวกินในป่า แต่ในวันนี้ความอยู่รอด หนุ่มสาวส่วนใหญ่แสวงหาโอกาสไปทำงานต่างประเทศ ส่วนชาวบ้านข้าราชการกับแย่ลง ได้รับเงินเดือน 1,600-4,100เหมือนเดิม คนพวกนี้ยังชื่นชอบในศิลปวัฒนธรรม รักการอ่านหนังสือ ทหาร ตำรวจ จบออกมาแล้วก็ว่างงาน กลายเป็นคนชั้นต่ำของสังคม เพราะมีคนเรียนจบมามากจนล้นประเทศ

ผู้หญิงรัสเซีย มีเชื้อสายสลาฟ รูปร่างสูงใหญ่ แต่ไม่เก้งก้างเหมือนกับสาวเผ่าคอเคซัสเผ่าอื่นๆ มีผมสีบลอนด์ นุ่มเหมือนปุยไหม ตาสีอ่อนหวานส่วนพวกทางเหนือจะมีสีน้ำเงินเข้ม ในรัสเซียมีชนกลุ่มน้อยกว่า 200 เผ่าพันธุ์ เผ่าพันธุ์สลาฟเป็นคนส่วนใหญ่ หากลงไปตอนใต้จะพบมุสลิม ผิวขาว จมูกใหญ่งุ้ม ผมสีดำปนน้ำตาล ตาสีน้ำตาลอ่อน